คลินิกแก้หนี้ ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เพิ่มออกซิเจนทางการเงิน

การเงินต้องรู้

ที่มาประชาชาติธุรกิจออนไลน์ผู้เขียนคอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย วิไล อักขระสมชีพเผยแพร่วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2560

มาแล้ว “คลินิกแก้หนี้” ที่เปิดประตูอ้าแขนรับเฉพาะ “ลูกหนี้รายย่อย” ที่ตกอยู่ในกลุ่มเป็นหนี้เสียของเจ้าหนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ไทยและเทศทั้งหลาย 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะเปิดดำเนินการวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป
คลินิกแก้หนี้
ถือเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลหรือกดเงินสด และบัตรเครดิต โดยนำร่องกับกลุ่มลูกหนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก่อน ส่วนน็อนแบงก์ จะเป็นสเต็ปต่อไป

โครงการแก้หนี้รายย่อยนี้ มีแนวคิดริเริ่มและแรงผลักดันหลักจาก “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปักธงตั้งแต่นั่ง “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” เมื่อปี 2558 ว่า ต้องการแก้ปัญหาคนไทยก่อหนี้กันเยอะขึ้น เพราะปี 2558 เป็นช่วงที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งกว่า 82-83% ของจีดีพี หรือทะลุ 11 ล้านล้านบาทและ 2-3 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนก็ยังรุนแรงขึ้น ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย เพราะปัจจุบันภาคครัวเรือนมีความเปราะบางทางการเงินมากมาผสมกับภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จะยิ่งกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยรวม
“คนที่เป็นหนี้โดยเฉพาะหนี้เสีย มักจะมีความกังวล เครียด ไม่มีสมาธิในการประกอบกิจการหน้าที่ต่าง ๆ เป็นปัจจัยฉุดรั้งทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ และที่สำคัญไม่สามารถยกระดับศักยภาพของตัวเองได้” คำกล่าวของผู้ว่าการแบงก์ชาติในวันเปิดตัว “คลินิกแก้หนี้”
เมื่อ17 พ.ค. 2560

“ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนดูเหมือนจะลดลง โดยสิ้นปี 2559 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 79.9%ของจีดีพี ดีขึ้นจากปี 2558 แต่ก็ยังอยู่ระดับสูง และหลายประเด็นที่น่ากังวล จากการศึกษา ของ สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้นมาก เป็นหนี้นานขึ้น และมีมูลหนี้มาก”

เจาะลึกไป พบว่า คนที่มีอายุน้อย (ไม่เกิน 30 ปี) ประมาณ 50% คนอายุราว 30 ปี ก็จะมีการก่อหนี้กันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต และน่าตกใจที่ข้อมูลระบุว่า ลูกหนี้ที่อยู่ช่วงอายุ 29 ปี เป็นลูกหนี้เสีย มีสัดส่วนถึง 20% ของกลุ่มลูกหนี้วัยนี้ ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมหนี้นอกระบบ หนี้สหกรณ์ หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา มีอัตราผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น

ข้อมูลสะท้อนขนาดนี้ จะไม่ห่วงปัญหาสังคมคนไทยมีหนี้สูงในอนาคตได้อย่างไร เพราะเครดิตบูโร บอกว่า สิ้นปี 2559 คนไทยมีหนี้ต่อหัวอยู่ 150,000 บาท เพิ่มขึ้น เท่าตัวในระยะ 7 ปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 70,000 บาทเท่านั้น ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่มีอัตราเร็วขึ้นด้วย แต่ภาวะเงินออมก็น้อยลง หรือเรียกว่า “แก่ก่อนรวย” สะท้อนว่าประเทศไทยยังติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปอีกยาว

สำหรับลูกหนี้ที่จะเข้ามารักษาที่คลินิกแก้หนี้ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ เป็นบุคคลธรรมดา มีเงินเดือนประจำ อายุไม่เกิน 65 ปี เป็นผู้ที่มีหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ค้างจ่ายหนี้นานกว่า 3 เดือน (เป็นลูกหนี้เสียแล้ว) แต่ยังไม่ถูกฟ้องร้องคดี จะต้องมีเจ้าหนี้มากกว่า 2 รายขึ้นไป และมีหนี้เงินต้นค้างชำระรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท

ข้อดีของลูกหนี้ที่ได้รับจากการปรับโครงสร้างหนี้ผ่านคลินิกแห่งนี้ คือ จะเสียดอกเบี้ยเพียง 4-7% ต่อปี และผ่อนชำระได้สูงสุด 10 ปี โดยลูกหนี้รายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท (ต่อเดือน) คิดดอกเบี้ย 4%, รายได้ 3-5 หมื่นบาท ดอกเบี้ย 5%, รายได้ 5 หมื่นบาท-1 แสนบาท ดอกเบี้ย 6% และรายได้มากกว่า 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลหรือบัตรเครดิตอย่างมาก ส่วนภาระดอกเบี้ยคงค้าง ค่าปรับเก่า ๆ ก็จะได้รับการยกเว้นด้วย

เห็นชัด ๆ ว่า เข้าคลินิกนี้จะได้รับการช่วยเหลือลดภาระหนี้อย่างไร แต่ขณะเดียวกันก็มีเงื่อนไขลูกหนี้ที่เข้าโครงการนี้ มีข้อห้ามก่อหนี้ใหม่เป็นเวลา 5 ปี เว้นแต่สามารถจ่ายหนี้ได้หมดก่อน 5 ปี จะมีการพิจารณาทบทวนให้ และที่สำคัญ ลูกหนี้จะได้หลุดจาก “ชื่อที่ติดแบล็กลิสต์” ของเครดิตบูโรด้วย และระหว่างแก้หนี้ จะมีการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องวางแผนทางการเงินด้วย เพื่ออนาคตจะได้ก่อหนี้ (ใหม่) อย่างถูกทิศถูกทาง ช่วยให้วางแผนทางการเงินเพื่อชีวิตที่มั่นคงขึ้นได้

ดังนั้น ถ้าไม่อยากเสีย “เครดิตการเงิน” ในอนาคตเพื่อรักษาสถานะทางการเงินในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงชีวิต ก็เดินเข้ามาปรึกษา “บสส.” ได้ ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ และอีก 4 จังหวัดตามภูมิภาค คือ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก และขอนแก่น พร้อมกับได้จัดโทรศัพท์ 20 คู่สาย หมายเลข 0-2610-2266 ไว้ให้คำแนะนำ และลูกหนี้ที่สนใจสามารถกรอกใบสมัครผ่าน www.debtclinicbysam.com หรือ www.คลินิกแก้หนี้.com ได้เองด้วย

“คลินิกแก้หนี้” แห่งหนี้ อยากคืนลูกหนี้กลับสู่สังคมที่ดีกว่าเดิม ถามใจคุณดูว่า พร้อมจะหา “ออกซิเจน” ทางการเงิน เพื่อชีวิตในวันข้างหน้าหรือไม่

cr. : https://www.sentangsedtee.com/thinking-executive/article_34131

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

การเงินต้องรู้
8 นิสัยเพื่อนำคุณสู่ อิสรภาพทางการเงิน

1. ออมเงินให้เป็นสันดาน คำว่า “ออมเงินให้เป็นสันดาน” หมายถึง ออมเงินอย่างมีวินัยต่อเนื่องกัน อย่างน้อยในสัดส่วน 10% ของรายได้และตั้งเป้าหมายเลยว่าเราต้องออมให้ได้อย่างน้อย 10 ปี เพราะถ้าเราคิดอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน เราต้องเริ่มจาก “วินัย” ที่ดีก่อน   2. หยุดล้างผลาญกับการใช้จ่าย หยุดใช้จ่ายมั่วซั่ว หยุดล้างผลาญในสิ่งที่ไม่ควรใช้ ลด ละ เลิกในสิ่งที่ยั่วยวนจิตใจ เพราะกิเลสในวันนี้อาจจะทำให้เราไม่มีเงินใช้ในวันหน้าโดยไม่รู้ตัว   3. สร้างรายได้หลายๆทาง มีเงินออม ลดรายจ่าย สุดท้ายคือเพิ่มรายได้ ดังนั้นเราต้องพยายามสร้างรายได้ให้มากขึ้นกว่ารายได้ประจำลองถามตัวเองดูครับว่า “ถ้าวันนี้ตรูไม่มีงานทำ แล้วเราจะทำยังไงเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง” ถ้าหากยังไม่มีคำตอบในใจ ถือว่าอันตรายนะครับ   4. หยุดอ้างว่าทำไม่ได้ หลังจากอ่านข้อ 1-2-3 ไปแล้ว หลายคนอาจจะบอกว่า “มันจะยากไปไหน” เพราะภาระและหน้าที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญเราต้องไม่ยอมแพ้ หยุดอ้าง หยุดบ่น หยุดท้อแท้ แล้วลุกขึ้นมาแก้ไขกันดีกว่า   5. กระจายการลงทุน …

การเงินต้องรู้
บันได 5 ขั้นของอิสรภาพทางการเงิน

ฝันอันสูงสุดของมนุษย์เราที่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินและเลี้ยงชีพกันในปัจจุบัน ก็คือ “อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom)” ซึ่งหมายถึงการมีอิสระในการดำรงชีวิตในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องทำงานประจำหรือไม่ต้องกังวลใดๆ เรื่องเงิน เนื่องจากมีฐานะการเงินมั่นคง มีเสถียรภาพและปลอดภัยสูง ในทางการเงินนั้นแบ่งสวรรค์ของอิสรภาพทางการเงินเป็น 5 ขั้น โดยต้องค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น ดังนี้ บันไดขั้นที่ 1 เกราะคุ้มกันทางการเงิน (Financial Protection) คือการมีเงินสดที่ถืออยู่หรือฝากธนาคารคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน ซึ่งคิดแบบไม่มีวันหยุด ไม่มีการออม และไม่มีการซื้อของรายการพิเศษใหญ่ๆ ใดๆ เช่น ค่าใช้จ่ายพื้นฐานรายเดือน = 30,000 บาท การมีเกราะคุ้มกันทางการเงินคือจะต้องมีเงินสดในมืออย่างน้อย 6×30,000 = 180,000 บาท   บันไดขั้นที่ 2 ความมั่นคงทางการเงิน (Financial Security) สถานะ ณ จุดนี้พูดง่ายๆ คือถึงแม้ไม่ทำงานหรือไม่มีงานทำก็ยังมีรายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงพอต่อการดำรงชีพปกติได้ อย่างน้อย 12 เดือน ซึ่งรายได้จากการลงทุนนี้ถือเป็นรายได้ทางอ้อมที่เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำอะไร (Passive Income) …

การเงินต้องรู้
อิสรภาพทางการเงิน แบบนี้ที่ทำได้ทันที

  คุณตีความหมายของคำว่าอิสรภาพทางการเงินยังไงครับ ไม่ต้องทำงานแต่ก็ยังมีเงินออกมาทุกๆ วัน อยากไปเที่ยวไหนก็ไป อยากกินอะไรก็กิน โดยไม่ต้องทำอะไรอย่างนั้นเหรอ ในทางการเงินคนที่เรียกว่ามีอิสรภาพทางการเงิน คือคนที่มีรายได้จากทรัพย์สิน เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า ลิขสิทธิ์ ผลกำไรมากกว่าค่าใช้จ่าย ในแต่ละเดือน แต่ละปี แต่คุณคิดว่าคนที่มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว เขาไม่ต้องทำอะไรแล้วจริงๆ เหรอ ในความเห็นของผม ความหมายของ คำว่าอิสรภาพโดยไม่ต้องทำอะไร มันไม่มีอยู่จริงครับ คนที่เราเรียกว่าเขามีอิสรภาพทางการเงิน เขาก็ต้องดูแลทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ของเขาครับ ดูว่าในแต่ละช่วงเวลาทรัพย์สินของเขายังคงผลิตรายได้ให้เขาดีอยู่หรือเปล่า เห็นไหมครับอิสรภาพแบบไม่ต้องทำอะไร มันไม่มีอยู่จริง ยกเว้นคนที่มีเงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน ฝากไว้ที่ธนาคารหรือซื้อพันธบัตรไว้กินดอก แค่ดอกเบี้ยธนาคารหรือพันธบัตรก็กินไม่หมดแล้ว แบบนี้ค่อยเรียกว่ามีอิสรภาพจริง แล้วอย่างนี้จะมีอิสรภาพทางการเงินจริงๆ ได้ยังไงล่ะ มีได้สิครับ แค่เปลี่ยนนิยามของการมีอิสรภาพทางการเงินใหม่ สำหรับผมการที่คนคนหนึ่งจะมีอิสรภาพทางการเงิน หมายถึงการที่คนคนนั้นไม่ต้องกังวลต่อการหาเงินให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย คนธรรมดาๆ ที่มีความสุขต่องานที่ทำ ได้รายได้จากสิ่งที่รัก ไม่เป็นหนี้ใคร แล้วมีเงินแบ่งไปออม ไปลงทุน ได้รายได้จากการออม จากการลงทุนอีกทาง ถ้าคุณตีความหมายของอิสรภาพทางการเงินเป็นแบบนี้ ชีวิตง่ายขึ้นไหมครับ เมื่อคุณได้ทำงานในสิ่งที่คุณรัก …