ทำสวนชวนชมแบบบอนไซปลูกแบบอินทรีย์ ได้ผลดี รากสวย ดอกดก

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนธงชัย พุ่มพวงเผยแพร่วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ.2559

ชวนชม เป็นพรรณไม้ที่ได้รับความนิยมกันมากในกลุ่มที่ชื่นชอบการสร้างจินตนาการ การจัดตกแต่งรูปทรงของต้นชวนชมที่ต้องใช้เวลาทะนุถนอมกันมานานมากกว่าการปลูกพืชอื่นๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามในรูปแบบของตนเอง ทั้งในด้านทรงต้น ราก กิ่งก้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าชวนชมเป็นไม้มงคลที่สวยงาม การปฏิบัติดูแลรักษาง่าย ทนต่อความแห้งแล้ง คือไม่ต้องรดน้ำมาก เพราะเป็นพืชอวบน้ำ เลี้ยงง่าย เป็นพืชที่ชื่นชอบเฉพาะกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ที่จังหวัดเชียงใหม่มีผู้ที่นิยมชมชอบความสวยงามของต้นชวนชมอยู่หลายราย มีการจัดการประกวดชวนชมอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในงานบุปผชาติ งานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ งานประกวดเฉพาะต้นชวนชม ผู้เขียนได้พบกับ คุณเกรียงไกร ไชยพิเศษ ทำงานประจำที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่มีใจรักการปลูกชวนชม จึงได้ร่วมมือกับ คุณพงษ์ชัย ไชยพิเศษ พี่ชายที่ทำงานที่สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขต 6 เชียงใหม่ เริ่มต้นปลูกต้นชวนชมที่สวนบ้านดอนปิน ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ใช้เวลาประมาณ 3 ปี มีต้นชวนชมทั้งขนาดใหญ่และต้นเล็กที่กำลังขยายพันธุ์ลูกผสมจำนวนมากเต็มพื้นที่ จึงได้ขยายพื้นที่ออกไปปลูกที่บ้านของตนเองที่บ้านโรงวัว หมู่ที่ 2 ตำบลแม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

 

คุณเกรียงไกร เล่าให้ฟังว่า ตนเองได้พัฒนาสร้างรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ของสวนชวนชมแบบบอนไซ เรียกว่า สไตล์ “ลานนา ฮัท” ให้ความสำคัญของการจัดรูปทรงและดอก มีจุดเด่นของมุมมองในทุกด้าน ความอลังการของระบบราก ลำต้น กิ่งหลักที่เด่นชัดเจน ปัจจุบันนี้ในกลุ่มสังคมที่ปลูกชวนชม ความนิยมได้เน้นต้นชวนชมที่มีลำต้นสูง ทางสวนจึงได้พัฒนาต้นชวนชมที่หลากหลายรูปแบบ จนมีสายพันธุ์ทั้งแบบเก่าและสายพันธุ์ใหม่ เพื่อใช้เป็นต้นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์เขาหินซ้อนบางคล้า ลูกผสมราชินีพันดอกและชฎาเพชร พันธุ์ยักษ์ดำ และพันธุ์ล้านนาฮัท

 

นอกจากนี้ ภายในสวนได้เน้นการลดและเลิกการใช้สารเคมี สารกำจัดโรคแมลงอย่างสิ้นเชิง โดยใช้สารอินทรีย์ในการกระตุ้นความแข็งแรงและการเจริญเติบโตของต้นไม้ ส่วนผสมหลักดินปลูกจะใช้ใบก้ามปูหมักกับขี้วัว อัตรา 1:1 จากนั้นนำไปผสมกับกาบมะพร้าวสับใช้เป็นวัสดุปลูกต้นชวนชม เมื่อต้นชวนชมอายุได้ประมาณ 2 ปี นำลงปลูกในกระถางขนาด 12 นิ้ว ส่วนต้นที่อายุประมาณ 3 ปี จะลงปลูกในกระถางขนาด 15 นิ้ว สวนลานนา ฮัท ได้พัฒนาต้นชวนชมหลายรูปแบบที่เป็นของตนเอง เน้นเอกลักษณ์ของล้านนา สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ (081) 724-7126, (084) 556-8921

 

ที่มา เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

 

 

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_4967

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …