ทำเกษตรต้องรู้กฎธรรมชาติ รักในอาชีพ ขยัน-อดทน ไม่เพียงทำตามกระแส จะทำได้อย่างไร?

พัฒนาตัวเอง

ผู้เขียนสาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่องเผยแพร่วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2560

มีโอกาสเจอญาติที่ไปทำร้านอาหารอยู่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวป้าฝั่งแม่ของผม หลังเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย เธอสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย

จนไปพบรักกับเพื่อนนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่นั่น

หลังเรียนจบเธอแต่งงาน และตระเวนทำงานในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เมืองไทย, จีน และสหรัฐอเมริกา

กระทั่งตอนหลังเธอตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลครอบครัว และลูกสาว 3 คนอยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของสามี

ตอนนั้นเธอสังเกตเห็นว่าอาหารไทยเริ่มเป็นที่นิยมในยุโรป

โดยเฉพาะเมืองที่เธออยู่

เธอจึงเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพียง 1 ร้าน ปัจจุบันเธอขยายสาขาเพิ่มอีกจนมี 2 ร้าน

ส่วนสามีก็บินไปมาระหว่างเอเชีย ยุโรป และเมืองไทย โดยคิดว่าวันหนึ่งคงกลับไปช่วยภรรยาทำร้านอาหารไทยที่บ้านเกิด

ช่วงที่กลับมาเมืองไทย ผมถามเธอว่าไม่คิดจะกลับบ้าน เพื่อทำธุรกิจอะไรที่นี่บ้างเหรอ เพราะพ่อ และแม่ของเธอพอมีที่มีทางอยู่บ้าง แถบชานเมืองเพชรบุรี

เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของเธอเป็นเกษตรกร

มีเรือกสวนไร่นาอยู่บ้าง

อีกอย่างเธอเอง และพี่น้องของเธอก็เคยช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาก่อน จึงพอรู้ขั้นตอนอยู่บ้างว่าถ้าจะมาทำการเกษตรต้องทำอะไรบ้าง

ยิ่งเดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่หลายคนหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันค่อนข้างมาก

บางคนจบปริญญาเอกก็มาเป็นชาวนา ชาวสวน

บางคนเป็นแอร์โฮสเตสก็มาทำปลูกผักอินทรีย์

หรือบางคนเรียนทางด้านสถาปนิกก็มาเปิดโฮมสเตย์ โดยมีจุดขายหลักคือการปลูกผักออร์แกนิกรอบๆ บริเวณโฮมสเตย์ ทั้งยังแปรรูปสินค้าออกมาเป็นยาสระผม สบู่ ครีมอาบน้ำ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย

แต่เธอกลับบอกผมว่าคงไม่มาทำเรื่องแบบนี้หรอก

ผมถามเธอว่า…ทำไมล่ะ?

“เรารู้ว่ามันลำบาก” เธอตอบ

เราเห็นพ่อแม่ทำมาตลอดชีวิต ทั้งปลูกข้าว ปลูกผัก ผลไม้ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่รายได้ไม่ดีเลย ทุกอย่างต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่งั้นตอนเด็กๆ เราจะเอามะม่วงแก้วมาดอง เพื่อนำไปขายตามงานวัด และโรงลิเกเหรอ

หรือเราจะต้องขายเรียงเบอร์เหรอ

หรือเราจะต้องตื่นตี 4 ตี 5 เพื่อไปถอนซังในนาข้าวเพื่อนำมาเพาะเห็ดฟางเหรอ

แต่ตอนนั้นเราต้องทำเพราะครอบครัวเรายากจน

พ่อแม่มีลูกหลายคน

เราอยากช่วยแบ่งเบาภาระอะไรได้บ้างจึงต้องทำ เพื่อจะได้นำเงินเหล่านี้ไปซื้อชุดนักเรียน ซื้อหนังสือ หรืออะไรที่อยากได้

เราเข้าใจนะที่คนรุ่นใหม่หันมาทำเกษตรอินทรีย์จำนวนมาก

ทางหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาเริ่มเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าการอยู่อย่างพอเพียงนั้นเป็นอย่างไร

หรืออาจเข้าใจกฎของธรรมชาติมากขึ้น เพราะปัจจุบันคนป่วยเป็นมะเร็งกันมาก เนื่องจากอาหารการกินที่อยู่รอบตัวทุกวันนี้ต่างเต็มไปด้วยสารพิษ

สารเคมี

ถ้าเขาหันมาปลูกข้าว ผัก ผลไม้กินเอง โดยไม่ใช้สารเคมี เมื่อมีเหลือก็แบ่งปันคนรอบข้างบ้าง ถ้าเหลือมากกว่านั้น ก็นำไปขายจนพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้บ้าง คงเป็นเรื่องดี

แต่เราไม่รู้นะว่าในอนาคตคนที่ทำแบบนี้จะเหลืออยู่สักกี่ราย

เพราะอย่างที่ทราบ คนที่จะเดินเข้ามาสู่อาชีพเกษตรกรต้องมีความอดทน ต้องขยัน ต้องทุ่มเทกันทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่ทำเพราะกระแส ไม่ใช่เพราะทำเพราะอยากทำ

หรือทำเพราะเท่

อันนี้เราไม่เห็นด้วยเลย

แต่เรากลับเห็นด้วยกับเกษตรกรตัวจริงที่เคยผ่านประสบการณ์ในการเพาะปลูกมาก่อน คนเหล่านี้อาจเพาะปลูกอย่างไม่มีทิศมีทางมาก่อนในอดีต แต่ปัจจุบัน เมื่อเขามีโอกาสศึกษาการเกษตรทฤษฎีใหม่

ศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ

และมีโอกาสเข้าไปศึกษายังศูนย์เรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งยังเคยไปดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ต่างๆ อันนี้เราเห็นด้วย

เพราะพวกเขามีต้นทุน

ต้นทุนความรู้เดิมที่เกี่ยวกับการทำการเกษตรจริงๆ

ต้นทุนความอดทนในชีวิตตลอดช่วงเวลาผ่านมา

และต้นทุนบนความเชื่อที่ว่าการเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทจะทำให้ชีวิตของเขากลับมาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถามว่าเพราะอะไรรู้ไหม

ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ

เธอบอกว่าเพราะสองมือ สองเท้าของเขาผ่านความยากลำบากมาแล้ว ดังนั้น เวลาเขาจะทำอะไร เขาจึงทำด้วยสองมือ และสองเท้าของเขาได้ทันที

ไม่ต้องจ้างใครให้มาช่วย

ไม่ต้องจ้างรถไถให้เสียเงินในแต่ละวัน

แต่เขาจะค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ขุดดิน ค่อยๆ ดายหญ้า ค่อยๆ ปลูก ค่อยๆ เพาะพันธุ์พืช ตอนกิ่ง ปักชำ และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อรอดูดอกผลของมันค่อยๆ งอกงามขึ้น

พวกเขาเข้าใจกฎธรรมชาติ

ไม่รีบร้อนที่จะเห็นผลสำเร็จ

แต่เราไม่รู้หรอกว่าคนรุ่นใหม่อดทนรอคอยแบบนี้ได้ไหม?

ผมฟังแล้วเข้าใจเธอ

พร้อมกับคิดว่าเราเองก็เดินทางไปในที่ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะในประเทศ หรือต่างประเทศ สัมภาษณ์นักธุรกิจที่ทำเรื่องเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์มาก็มาก ขณะเดียวกัน ก็ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับเกษตรกรโดยตรงมาก็เยอะ

หรือแม้แต่ไปเยี่ยมโครงการพระราชดำริในจังหวัดต่างๆ

แต่ทำไมเราไม่นึกถึงเรื่องนี้บ้าง

เราอาจฟังแต่ความสำเร็จของผู้อื่น

เราเห็นในสิ่งที่เขาอยากให้เราเห็น

แต่ลึกลงไปในเนื้อแท้แล้วการจะทำอะไรสักอย่างต้องมีพื้นฐานจากความรักในอาชีพ ความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์เสียก่อน หาไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จ

เธอบอกผมก่อนแยกจากกันว่าร้านอาหารของเรามีสวนออร์แกนิกลอยฟ้าเล็กๆ อยู่บนดาดฟ้า และผักทุกชนิดที่เรานำมาประกอบอาหารให้ลูกค้ารับประทาน ล้วนเป็นผักปลอดสารพิษทั้งสิ้น

ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าเรานำสิ่งที่ดีที่สุดมาให้พวกเขารับประทาน

แค่นี้ก็สุขอยู่ในใจเล็กๆ ของเราแล้ว

ผมยิ้มแทนคำตอบทุกอย่าง และบอกเธอว่าถ้าเกษียณอายุเมื่อไหร่ มีสตางค์เหลือมากพอจะขอไปเยี่ยมชมที่ร้านสักครั้ง

เธอบอกผมว่าไปสิ แล้วเธอจะรู้ว่าสุขในใจเป็นเช่นไร?

cr. : https://www.sentangsedtee.com/featured/article_28300

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

พัฒนาตัวเอง
ไขคำตอบ คนเจนวาย รังเกียจงานออฟฟิศจริงหรือ? แนวโน้มอาชีพคนกลุ่มนี้คืออะไร?

ผู้เขียนเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้านเผยแพร่วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2560 “เจนวาย” คำนี้ มาจากวิชาประชากรศาสตร์ ซึ่งอยู่ในสาขาของวิชาสังคมศาสตร์ โดยคนในกลุ่มนี้ เกิดระหว่าง พ.ศ.2523-2543 และเติบโตมากับเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคที่มีอินเตอร์เน็ตแพร่หลายแล้ว ปัจจุบัน หลายคนพูดถึง คนในกลุ่มเจนวาย ว่าเป็นกลุ่มคนที่รักอิสระเสรี ปรารถนาธุรกิจส่วนตัว ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร นับเป็นข้อสังเกตที่เป็นการพูดต่อๆกัน ประเด็นดังกล่าว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ คุณสมประสงค์ บุญยะชัย กรรมการบริษัทอินทัชโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้บริหารการจัดการองค์กรขนาดใหญ่มาอย่างยาวนาน เปิดเผยว่า “จริงๆแล้ว คนเจนวาย เค้าไม่ได้ รังเกียจงานออฟฟิศ จากการสังเกตของผม เค้าเติบโตขึ้นมาแตกต่างจาก คนในยุคเบบี้บูม ( คนที่เกิดในปี 2489-2507) ซึ่งเป็นยุคสงคราม แร้นแค้น มีบุคคลิกที่ประหยัดมัธยัสถ์ แสวงหาความมั่นคง แต่คนเจนวายมีอิสระมากกว่า มีความสะดวกสบาย ดังนั้นการทำงานหรือเลือกอาชีพก็ต้องการความอิสระ ไม่ยึดติดในกรอบ อยากทำอะไรด้วยตัวเอง” คุณสมประสงค์ …

พัฒนาตัวเอง
“อนันต์ อัศวโภคิน” เผยหลักคิด “ให้” ก่อน “รับ” ถึงได้รวย

ผู้เขียนสาโรจน์ มณีรัตน์เผยแพร่วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2560 หาก “รายได้” คือเป้าหมายของการทำธุรกิจ “กำไร” จึงกลายเป็นผลที่ต้องได้รับ แต่จะมีสักกี่คนเลือกมองข้ามสิ่งนี้ไปก่อน “อนันต์ อัศวโภคิน” คือหนึ่งในผู้คิดต่าง เขาเลือก “ให้ ก่อน รับ” และคำตอบของความคิดแบบนี้ นำมาซึ่งความ “รวย” ทุกครั้งที่ “อนันต์ อัศวโภคิน” บอสใหญ่ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธุรกิจในเครือรุกจะทำธุรกิจอะไรเป็นน่าจับตามองทั้งสิ้น เหมือนอย่างสมัยก่อนที่เขาปล่อยแนวคิดบ้านพร้อมอยู่ออกมา ใครๆ ในวงการอสังหาริมทรัพย์ต่างงงกันว่าเขาจะมาไม้ไหน เพราะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สมัยก่อนเขาจะขายกระดาษเพื่อเอาเงินสดใส่กระเป๋าก่อน แล้วถึงจะเริ่มก่อสร้างโครงการ แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขาเชื่อว่าคนที่ซื้อบ้านต้องอยากเห็นบ้าน อยากจับต้องวัสดุ และอยากเห็นของจริงทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้าน เพราะบ้านราคาไม่ใช่ถูก แถมยังต้องอยู่กันทั้งชีวิต เขาจึงตอบสนองลูกบ้านด้วยการให้ผู้ซื้อ เพียงแค่ยกกระเป๋าเดินทางเข้ามาก็สามารถอยู่ได้เลย จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของลูกค้าเมื่อหลายสิบปีก่อน กระทั่งเขามีความคิดในการทำธุรกิจค้าปลีกอสังหาริมทรัพย์ในเทอร์มินอล 21 อโศก ซึ่งหลักคิดของเขาบอกว่าที่นี่จะไม่มีห้างสรรพสินค้า แต่จะมีร้านค้าของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) กว่า 700 ราย …

พัฒนาตัวเอง
“เจ๊ท๊อฟฟี่” สอนน้องสายไอที จบแล้วอยากมีงานทำต้องเตรียมตัวอย่างไร

ผู้เขียนเส้นทางเศรษฐีออนไลน์เผยแพร่วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2560 หลายคนอาจรู้จักกันดี สำหรับ ท๊อฟฟี่ – จักรพงศ์ พุ่มไพจิตร วัย 28 ปี เจ้าของฉายา “นางฟ้าไอที”คนล่าสุด ผู้ก่อตั้ง เพจ “ท๊อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม” ที่มียอดไลก์เกือบสองแสน และเขายังเป็นเจ้าของเอกลักษณ์แต่งกายภายใต้คอสเพลย์ชุดนักเรียนสาวมัธยมฯญี่ปุ่น ไว้ผมบ๊อบหน้าม้า ทว่าหนวดเครารุงรัง กระทั่ง “ลุคส์”ดังว่า เข้าตาเจ้าของสินค้าหลายราย จนมีการว่าจ้างให้เป็นเป็น “พริตตี้”ของแบรนด์ ค่าตัววันละหลักหมื่นเลยทีเดียว ความน่าสนใจของ “นางฟ้าไอที” คนนี้ ไม่ได้อยู่แค่ที่ รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่เหมือนใคร แต่สาระสำคัญบนเพจ “ท๊อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม” นั้น ยังมีประโยชน์ต่อคนทั่วไป โดย ท๊อฟฟี่ เคยบอกไว้ “หัวใจหลัก” ของเพจนี้ อยากให้คน ทุกเพศ ทุกวัย มองว่า คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก หรือเข้าถึงยาก อย่างที่คิด …