‘สับปะรดพันธุ์ทิปโก้หอมสุวรรณ’ สับปะรดสายพันธุ์ไทยที่ได้คุณภาพระดับโลก

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนมติชนออนไลน์เผยแพร่วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2559

 

เรื่อง / รูป โดย มติชนออนไลน์

สับปะรดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งการส่งออกสับปะรดกระป๋องแปรรูปปีละกว่า 2 ล้านตันซึ่งทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่มีผลผลิตสับปะรดกระป๋องมากที่สุดในโลก ในขณะเดียวกัน การบริโภคสับปะรดสดก็มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ ซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตสับปะรดเพื่อการบริโภคสดได้ปีละกว่า 3 แสนตัน และยังสามารถเติบโตได้มากขึ้นไปอีก

สับปะรดในประเทศไทยมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์และปลูกได้ทั่วประเทศ แต่ผลผลิตสับปะรดกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศได้มาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนได้ชื่อว่าสับปะรดที่อร่อยที่สุดในโลกนั้นต้องมาจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์

สับปะรดสายพันธุ์ “ทิปโก้หอมสุวรรณ” เป็นสับปะรดที่ปลูกใน จ.ประจวบคีรีขันธ์แห่งเดียวในประเทศไทย และได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาเพื่อผู้บริโภคโดยเฉพาะบนโจทย์ที่ว่า จะทำอย่างไรให้คนไทยรับประทานสับปะรดกันมากขึ้น เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดี พัฒนาสายพันธุ์โดยบริษัท ทิปโก้ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดน้ำผลไม้ในประเทศไทย

“บริษัท ทิปโก้ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) มีพันธกิจที่จะนำสุขภาวะที่ดีสู่สังคม เพื่อทำให้ผู้คนในสังคมมีสุขภาพที่ดีขึ้น การบริโภคผลไม้สดเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างสุขภาพที่ดี สับปะรดเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะวิตามินซี และปลูกได้ในประเทศไทย บริษัทของเราเองเริ่มต้นมาจากการผลิตสับปะรดกระป๋องที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเติบโตขึ้นมาสู่ธุรกิจด้านสุขภาพระดับโลก เพราะฉะนั้น สับปะรดกับทิปโก้มีความผูกพันกันมาตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตาม จากการวิจัย เราพบว่าคนไทยยังบริโภคสับปะรดกันน้อย เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องรสชาติที่เปรี้ยวจนบางคนอาจจะไม่ชอบ การปอกเปลือกสับปะรดที่ลำบาก จึงนำไปสู่ความตั้งใจของบริษัท ทิปโก้ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ที่ต้องการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีรสชาติถูกปากคนไทย รับประทานได้ง่าย ได้คุณค่าทางโภชนาการที่เพิ่มขึ้น และสามารถปลูกได้ในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต้นกำเนิดของบริษัทได้

จึงเป็นที่มาของการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณขึ้น ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่มีเนื้อสีเหลืองทอง รสชาติหวาน มีกลิ่นหอม มีความเป็นกรดต่ำ ทำให้ไม่กัดปาก มีเปลือกบางทำให้ปอกง่าย และมีวิตามินซีสูงกว่าสับปะรดพันธุ์อื่น จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นสับปะรดที่ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ สุดท้ายแล้วการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดจะเป็นการช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งเป็นพันธกิจที่เรามุ่งมั่นมาตลอด และเป็นการพัฒนา จ.ประจวบคีรีขันธ์ไปพร้อมกับการพัฒนาประเทศด้วย” นายเอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) กล่าว

จุดเริ่มต้นของการพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณ เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2540 ในศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพทางพืชของทิปโก้ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และใช้เวลาจนถึง พ.ศ.2551 กว่าที่จะได้สายพันธุ์สับปะรดที่ได้รสชาติและคุณภาพตามที่ต้องการ ซึ่งจนถึงปัจจุบันศูนย์วิจัยแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่ค้นคว้าพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนการเพาะปลูกสับปะรดพันธุ์ทิปโก้หอมสุวรรณ จำเป็นต้องได้รับความพิถีพิถันเป็นพิเศษภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกรที่มีประสบการณ์ บนพื้นที่การเพาะปลูก 25 แปลง ขนาด 5,600 ไร่ ซึ่งครอบคลุมอาณาเขต 3 ตำบล ได้แก่ ต.คลองวาฬ ต.เกาะหลัก และ ต.ห้วยทราย โดยเริ่มจากการเพาะพันธุ์เนื้อเยื่อ ซึ่งศูนย์วิจัยแห่งนี้สามารถเพาะพันธุ์เนื้อเยื่อได้กว่า 2 ล้านต้น/ปี การขยายพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน จึงจะย้ายมาปลูกในแปลงได้ และต้องใช้เวลาอีกราว 2 ปีครึ่งถึงจะได้สับปะรดที่สมบูรณ์ โดยสับปะรดพันธุ์ดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือนนับจากออกดอกจนได้ผลที่สุกพอดี

“การดูแลสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างสูงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด โดยเฉพาะการที่เปลือกสับปะรดพันธุ์นี้มีความบางมากกว่าพันธุ์อื่น จึงต้องดูแลมากเป็นพิเศษ สิ่งนี้ทำให้ทีมวิจัยนอกจากจะพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีแล้ว ยังต้องคิดค้นนวัตกรรมเพื่อการเพาะปลูกและการดูแลผลผลิตสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้สับปะรดคุณภาพดีที่สุดอีกด้วย” นายเดช อยู่ชา รองผู้อำนวยการฝ่ายคิดค้นและพัฒนาสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณ

เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินเพื่อการปลูกซึ่งไม่ใช่การเผา แต่ใช้การปั่นซากผลผลิตเก่าแล้วไถกลบเพื่อให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติ ปรับพื้นที่ ทำระบบระบายน้ำไม่ให้น้ำขัง

การปูแผ่นพลาสติกบนดินนับเป็นนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของการปลูกสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณ ซึ่งไม่มีในการปลูกที่อื่น คิดค้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกสับปะรดของทิปโก้ โดยการปูแผ่นพลาสติกที่สั่งทำพิเศษนี้จะช่วยให้ดินกักเก็บความชุ่มชื้นได้ตลอด เนื่องจากน้ำจะระเหยขึ้นมาเป็นไอน้ำจากดิน เมื่อกระทบกับแผ่นพลาสติกก็จะจับตัวเป็นหยดน้ำ ทำให้ดินมีความชุ่มชื้น สามารถรักษาคุณภาพของดินไว้ได้นาน ช่วยประหยัดน้ำ ป้องกันวัชพืข และทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีมาก เป็นการลงทุนสูงแต่ช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และรักษาคุณภาพของดินไว้ได้นาน

นวัตกรรมอีกอย่างหนึ่งที่คิดค้นและออกแบบมาเพื่อสับปะรดพันธุ์นี้โดยเฉพาะที่เดียวในประเทศไทยคือ การคลุมผลสับปะรด หรือเรียกกันในกลุ่มผู้เพาะปลูกว่า “ใส่หมวกให้สับปะรด” เมื่อสับปะรดออกผลได้อายุ 2 เดือนครึ่ง – 3 เดือน เพื่อป้องกันแสงแดดมาสัมผัสผิวของสับปะรดมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ผลผลิตมีความเสียหายได้ เนื่องจากผิวของเปลือกสับปะรดพันธุ์นี้มีความบางมาก จึงต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ โดย “หมวก” ที่นำมาใส่ให้ผลสับปะรดนั้นทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

นอกจากนั้น การเก็บผลผลิตเองยังต้องพิถีพิถันเช่นกัน โดยมีการเทียบสีเปลือกตามมาตรฐาน (Shell Color Standard) ซึ่งต้องปรับสีเปลือกตามฤดูกาล โดยฤดูฝนจะต้องเก็บสับปะรดที่มีสีเปลือกในโทนสีที่ต่ำกว่า ในขณะที่ฤดูหนาวและร้อนจะเก็บสับปะรดที่มีสีเปลือกโทนสีที่สูงขึ้น เพื่อให้สับปะรดสุกได้ระดับพอดี มีการใช้รางสายพานนำผลผลิตจากแปลงสับปะรดมาสู่รถ ทำให้ใช้แรงงานคนน้อย และรักษาผลสับปะรดไม่ให้กระทบกระเทือนได้มาก สับปะรดที่เก็บได้จะนำมาผ่านขั้นตอนการทำความสะอาด การป้องกันเชื้อรา และนำมาคัดคุณภาพและขนาดของสับปะรดโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนขนส่งไปให้ผู้บริโภค

แม้ว่าสับปะรดพันธุ์ทิปโก้หอมสุวรรณจะออกแบบมาเพื่อถูกปากคนไทย แต่คุณภาพของสับปะรดพันธุ์ดังกล่าวได้รับการยกย่องในเวทีโลก โดยเป็นสับปะรดไทยพันธุ์เดียวที่ได้รับรางวัล Superior Taste Award ระดับ 3 ดาว จากสถาบันรับรองรสชาติเครื่องดื่มและอาหารนานาชาติ (iTQi) จากประเทศเบลเยียม

“สับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีตั้งแต่วางจำหน่าย รวมไปถึงการได้รับรางวัลในระดับนานาชาติแสดงถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณในระดับโลกเช่นกัน ดังนั้น ทิปโก้จึงตั้งเป้าที่จะส่งออกสับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณไปยังต่างประเทศในอนาคตด้วย ซึ่งบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่อไป นอกจากนี้ ในปีนี้ทิปโก้ยังได้เปิด Dessert Café ชื่อร้าน “หอมสุวรรณ พีน่า พีน่า” ที่ชั้น G North Zone ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ที่จะสร้างประสบการณ์ในการกินสับปะรดในรูปแบบใหม่ โดยนำมาสร้างสรรค์เป็นขนมหวานจากผลไม้สด ซึ่งเป็นการต่อยอดทำให้สับปะรดทิปโก้หอมสุวรรณเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น” นายเอกพลกล่าว

 

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_18085

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …