อดีตกุ๊ก ร้านอาหารไทย กลับบ้านเกิด หันเลี้ยงไก่สวยงามพันธุ์ต่างประเทศ รายได้ 7 หมื่น/เดือน

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2560

กระแสเลี้ยงไก่สวยงาม สายพันธุ์ต่างประเทศกำลังเป็นที่นิยม และตลาดยังมีความสนใจอีกมาก ทำให้ผู้เลี้ยงไก่สวยงามสายพันธุ์ต่างประเทศ ได้รับออร์เดอร์สั่งจองกันข้ามปี แถมยังผลิตเพื่อส่งขายกันแทบไม่ทัน

คุณสุทธิชัย ผลิรัตน์ หรือคุณต้อย วัย 40 ปี อดีตกุ๊ก ร้านอาหารไทย ประเทศเยอรมัน ที่ลาออกจากงานกุ๊กและผันอาชีพมาเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ เริ่มต้นเรื่องราวของคุณต้อยด้วยการทำงานที่ต่างประเทศว่า “ทำงานเป็นกุ๊ก อยู่ร้านอาหารไทย ประเทศเยอรมัน กว่า 18 ปีแล้ว จนตอนนี้ได้สัญชาติเยอรมันแล้วด้วย แต่ปัจจุบันนี้ได้ลาออกจากงานกุ๊กแล้ว เพราะอยากมาสานต่อความคิดที่อยากทำฟาร์ม และเอาดีด้านการเลี้ยงไก่อย่างจริงจังที่บ้านเกิด อ.ทุ่งศาลา จ.นครศรีธรรมราช

สมัยก่อนตอนเด็กๆ บ้านของผมเคยได้เลี้ยงไก่แจ้ พื้นฐานบ้านเราเป็นเกษตรกร ชาวนา ชาวสวนทั่วไป แต่ที่ให้ความสนใจเรื่องการเลี้ยงไก่ เพราะสมัยที่ยังทำงานอยู่ที่เยอรมัน ได้มีโอกาสไปดูพันธุ์ไก่ต่างประเทศ สายพันธุ์ต่างๆ มาพอสมควร ทั้งได้มีโอกาสพบเจอกับคนเลี้ยงไก่ คนที่พัฒนาสายพันธุ์ไก่ที่เยอรมัน ยิ่งทำให้สนใจการเลี้ยงไก่มากขึ้น”

คุณต้อย บอกว่า เรานำเข้าไข่ไก่มาจากเมืองนอก แล้วมาเพาะเลี้ยง ฟักที่เมืองไทย จนเป็นตัวไก่ เน้นไปที่ไก่สายพันธุ์แท้จากต่างประเทศ ซึ่งได้ไปเลือกและดูมาเอง สำหรับการเลี้ยงไก่ ที่เมืองนอก หากเป็นไก่สายงาม เขาจะเลี้ยงเพื่อเอาไปประกวดโดยเฉพาะ จึงมีการพัฒนาสายพันธุ์มาโดยตลอด

“ตั้งแต่เริ่มต้นทำฟาร์มมาตลอด 2 ปีนี้ จึงมีความตั้งใจว่าอยากจะกลับมาบ้าน และพัฒนา “ฟาร์มผลิรัตน์” ให้ยั่งยืนสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ และถ้าหากนับในความรู้สึกของผม ผมมองว่าช่วงที่ผ่านมา 2 ปีนี้ เป็นช่วงก่อร่างสร้างตัว ใช้เงินหมุนเวียนจากการขายไก่ มาสร้างเล้าไก่ใหม่ ซื้ออาหาร และเมื่อไก่โต ก็หมุนเวียนเป็นเงิน และใช้ในการลงทุนต่อไป”

ฟาร์มผลิรัตน์ เป็นฟาร์มที่สะสมสายพันธุ์ไก่สวยงาม จากต่างประเทศมากที่สุดในประเทศไทยตอนนี้ มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มาจากต่างประเทศทั้งหมด

“เริ่มต้นการเลี้ยงไก่แค่ 8 ตัว เพียงแค่ 1 สายพันธุ์เท่านั้น ในปัจจุบันที่ฟาร์มมีไก่พ่อแม่พันธุ์เกือบ 500 ตัว ลูกไก่อีกประมาณ 500 ตัว และไข่ไก่ที่กำลังรอฟักอยู่อีกกว่า 1,000 ฟอง โดยไข่ไก่มีหลากหลายสี เช่น สีช็อคโกแลต สีฟ้า สีเขียว เป็นต้น โดยที่ฟาร์มเป็นผู้ผสมพันธุ์ไก่เอง และได้ไข่มาฟัก รอเป็นตัวเพื่อจำหน่ายต่อไป” คุณต้อย บอก ก่อนจะว่า

ตามลักษณะนิสัยพื้นฐานของไก่โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นไก่ในเมืองไทย หรือไก่ต่างประเทศ ก็เป็นสัตว์ที่ชอบให้มีแสงแดด ชอบเล่นฝุ่น ยิ่งไก่ต่างประเทศบางชนิดมีขนเยอะตามขา ตามนิ้ว การดูแลพื้นกรงจึงต้องสะอาด การเลี้ยงจึงต้องเข้าใจนิสัยว่าไก่ประเภทไหนเป็นยังไง ชอบบิน หรือไม่ชอบ ก็ต้องรู้จักเรียนรู้นิสัยด้วย

ข้อระวังการเลี้ยงไก่คือ เรื่องโรคหวัด ซึ่งเป็นกันได้ง่าย ต้องระวังความชื้น และสามารถเป็นได้บ่อยๆ จึงต้องทำความสะอาดคอกบ่อยๆ ที่ฟาร์มมีการแบ่งชั้น ทำกรงแยกในการเลี้ยง เพื่อการควบคุมและดูแลไก่ได้ง่าย คอกต้องระบายอากาศได้ดี ควรมีหลังคา ที่ปิดทึบบางส่วน และมีหลังคาโปร่งแสง เพื่อให้แดดส่องเข้าถึง ไก่จะได้นอนอาบแดดได้

การดูแลเรื่องอาหาร ก็เน้นเลี้ยงด้วยน้ำหมักชีวภาพ น้ำหมักสมุนไพร ซึ่งเป็นสูตรที่จัดขึ้นมา และไก่ก็ควรได้กินผัก ผลไม้ ที่ฟาร์มให้กินกล้วย ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้มาจากสวนในบ้าน ที่ปลูกเอาไว้ ผลผลิตที่ได้ก็เอามาหมุนเวียนใช้ในการเลี้ยงไก่ และจำหน่าย มูลไก่ ก็เอาไปเป็นปุ๋ยใช้ในสวน

สำหรับโรงเรือน คุณต้อย บอกว่า “เรามี 2 โรงเรือนใหญ่ ขนาด 5 เมตร คูณ 20 เมตร แบ่งเป็นห้องกว้าง 2.5 เมตร คูณ 2 เมตร 1 โรงเรือนก็จะได้ประมาณ 20 ห้อง พื้นกรงจะปูด้วยทราย ไม่ใช้แกลบ เพราะแกลบทำให้เกิดไรได้ง่าย ส่วนดินก็จะมีฝุ่นเยอะมากเกินไปจทำให้ไก่เป็นหวัดง่าย สำหรับไก่ที่มาเลี้ยงในกรงจะเป็นไก่วัยรุ่น”

รายได้ต่อเดือนที่ขายไก่สวยงามตกเฉลี่ยเดือนละ 60,000-70,000 บาท มีออร์เดอร์ และผู้ซื้อต้องการเข้ามามาก จนลูกไก่ผลิตกันแทบไม่ทันในตอนนี้ คุณต้อย บอก

สำหรับสายพันธุ์ไก่ยอดฮิตที่คนนิยมกันมากที่สุดตอนนี้ คือไก่โปแลนด์ ซึ่งค่อนข้างเลี้ยงยากและหายากด้วย อีกสายพันธุ์หนึ่งที่นิยมคือไก่ซิลกี้ สำหรับที่ฟาร์มผลิรัตน์ที่นี่เลี้ยงไก่หลากหลายพันธุ์ เช่นบราม่า,เวียนด็อท, โปแลนด์, ซิ้ลกี้, บีเลเฟลเด่อ, มาราน, อรัวคาน่า, มินิโคชิน, ไจแอ้นโคชิน, เจอซี่ไจแอ้น, ออพิงตัน, อัมร็อค, พลีมันร็อค, มินิสุ่มทาเล่อ, ไก่ชนคิวบา, ไก่แจ้ขนกลับ, ไก่แจ้ขนไหม, ไก่แจ้สามสีเยอรมันเลือดร้อย ไวร็อค, ซัสเซค, ฟิฟที้ไฟเฟอเรอรี่, ออสตราลอฟและนิวแฮมป์เชียร์ เป็นต้น ส่วนลูกไก่ก็มีราคาตั้งแต่ตัวละ250บาทถึงตัวละ10,000 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสีสันด้วย

สำหรับใครที่สนใจลองเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก : Sutthichai Phalirat Farm

cr. : https://www.sentangsedtee.com/featured/article_38816

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …