อิสรภาพทางการเงิน แบบนี้ที่ทำได้ทันที

การเงินต้องรู้

 

คุณตีความหมายของคำว่าอิสรภาพทางการเงินยังไงครับ ไม่ต้องทำงานแต่ก็ยังมีเงินออกมาทุกๆ วัน อยากไปเที่ยวไหนก็ไป อยากกินอะไรก็กิน โดยไม่ต้องทำอะไรอย่างนั้นเหรอ ในทางการเงินคนที่เรียกว่ามีอิสรภาพทางการเงิน คือคนที่มีรายได้จากทรัพย์สิน เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า ลิขสิทธิ์ ผลกำไรมากกว่าค่าใช้จ่าย ในแต่ละเดือน แต่ละปี

แต่คุณคิดว่าคนที่มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว เขาไม่ต้องทำอะไรแล้วจริงๆ เหรอ ในความเห็นของผม ความหมายของ คำว่าอิสรภาพโดยไม่ต้องทำอะไร มันไม่มีอยู่จริงครับ คนที่เราเรียกว่าเขามีอิสรภาพทางการเงิน เขาก็ต้องดูแลทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ของเขาครับ ดูว่าในแต่ละช่วงเวลาทรัพย์สินของเขายังคงผลิตรายได้ให้เขาดีอยู่หรือเปล่า

เห็นไหมครับอิสรภาพแบบไม่ต้องทำอะไร มันไม่มีอยู่จริง ยกเว้นคนที่มีเงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน ฝากไว้ที่ธนาคารหรือซื้อพันธบัตรไว้กินดอก แค่ดอกเบี้ยธนาคารหรือพันธบัตรก็กินไม่หมดแล้ว แบบนี้ค่อยเรียกว่ามีอิสรภาพจริง แล้วอย่างนี้จะมีอิสรภาพทางการเงินจริงๆ ได้ยังไงล่ะ มีได้สิครับ แค่เปลี่ยนนิยามของการมีอิสรภาพทางการเงินใหม่

สำหรับผมการที่คนคนหนึ่งจะมีอิสรภาพทางการเงิน หมายถึงการที่คนคนนั้นไม่ต้องกังวลต่อการหาเงินให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย คนธรรมดาๆ ที่มีความสุขต่องานที่ทำ ได้รายได้จากสิ่งที่รัก ไม่เป็นหนี้ใคร แล้วมีเงินแบ่งไปออม ไปลงทุน ได้รายได้จากการออม จากการลงทุนอีกทาง ถ้าคุณตีความหมายของอิสรภาพทางการเงินเป็นแบบนี้ ชีวิตง่ายขึ้นไหมครับ

เมื่อคุณได้ทำงานในสิ่งที่คุณรัก ทุกๆ วันคุณก็มีความสุขในสิ่งที่ทำ เมื่อคุณมีความสุข มันก็เหมือนกับคุณไม่ได้ทำงานอะไร เมื่อมีความสุขเงินทองก็เข้ามา เมื่อเงินทองเข้ามา คุณก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไร เห็นไหมครับอิสรภาพทางการเงิน จริงๆ แล้วมันไม่ได้ยากอะไรเลย ใครๆ ก็มีได้ครับ

 

เรื่อง มงคล ลุสัมฤทธิ์

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

การเงินต้องรู้
8 นิสัยเพื่อนำคุณสู่ อิสรภาพทางการเงิน

1. ออมเงินให้เป็นสันดาน คำว่า “ออมเงินให้เป็นสันดาน” หมายถึง ออมเงินอย่างมีวินัยต่อเนื่องกัน อย่างน้อยในสัดส่วน 10% ของรายได้และตั้งเป้าหมายเลยว่าเราต้องออมให้ได้อย่างน้อย 10 ปี เพราะถ้าเราคิดอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน เราต้องเริ่มจาก “วินัย” ที่ดีก่อน   2. หยุดล้างผลาญกับการใช้จ่าย หยุดใช้จ่ายมั่วซั่ว หยุดล้างผลาญในสิ่งที่ไม่ควรใช้ ลด ละ เลิกในสิ่งที่ยั่วยวนจิตใจ เพราะกิเลสในวันนี้อาจจะทำให้เราไม่มีเงินใช้ในวันหน้าโดยไม่รู้ตัว   3. สร้างรายได้หลายๆทาง มีเงินออม ลดรายจ่าย สุดท้ายคือเพิ่มรายได้ ดังนั้นเราต้องพยายามสร้างรายได้ให้มากขึ้นกว่ารายได้ประจำลองถามตัวเองดูครับว่า “ถ้าวันนี้ตรูไม่มีงานทำ แล้วเราจะทำยังไงเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง” ถ้าหากยังไม่มีคำตอบในใจ ถือว่าอันตรายนะครับ   4. หยุดอ้างว่าทำไม่ได้ หลังจากอ่านข้อ 1-2-3 ไปแล้ว หลายคนอาจจะบอกว่า “มันจะยากไปไหน” เพราะภาระและหน้าที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญเราต้องไม่ยอมแพ้ หยุดอ้าง หยุดบ่น หยุดท้อแท้ แล้วลุกขึ้นมาแก้ไขกันดีกว่า   5. กระจายการลงทุน …

การเงินต้องรู้
บันได 5 ขั้นของอิสรภาพทางการเงิน

ฝันอันสูงสุดของมนุษย์เราที่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินและเลี้ยงชีพกันในปัจจุบัน ก็คือ “อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom)” ซึ่งหมายถึงการมีอิสระในการดำรงชีวิตในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องทำงานประจำหรือไม่ต้องกังวลใดๆ เรื่องเงิน เนื่องจากมีฐานะการเงินมั่นคง มีเสถียรภาพและปลอดภัยสูง ในทางการเงินนั้นแบ่งสวรรค์ของอิสรภาพทางการเงินเป็น 5 ขั้น โดยต้องค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น ดังนี้ บันไดขั้นที่ 1 เกราะคุ้มกันทางการเงิน (Financial Protection) คือการมีเงินสดที่ถืออยู่หรือฝากธนาคารคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน ซึ่งคิดแบบไม่มีวันหยุด ไม่มีการออม และไม่มีการซื้อของรายการพิเศษใหญ่ๆ ใดๆ เช่น ค่าใช้จ่ายพื้นฐานรายเดือน = 30,000 บาท การมีเกราะคุ้มกันทางการเงินคือจะต้องมีเงินสดในมืออย่างน้อย 6×30,000 = 180,000 บาท   บันไดขั้นที่ 2 ความมั่นคงทางการเงิน (Financial Security) สถานะ ณ จุดนี้พูดง่ายๆ คือถึงแม้ไม่ทำงานหรือไม่มีงานทำก็ยังมีรายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงพอต่อการดำรงชีพปกติได้ อย่างน้อย 12 เดือน ซึ่งรายได้จากการลงทุนนี้ถือเป็นรายได้ทางอ้อมที่เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำอะไร (Passive Income) …

การเงินต้องรู้
คลินิกแก้หนี้ ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เพิ่มออกซิเจนทางการเงิน

ที่มาประชาชาติธุรกิจออนไลน์ผู้เขียนคอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย วิไล อักขระสมชีพเผยแพร่วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2560 มาแล้ว “คลินิกแก้หนี้” ที่เปิดประตูอ้าแขนรับเฉพาะ “ลูกหนี้รายย่อย” ที่ตกอยู่ในกลุ่มเป็นหนี้เสียของเจ้าหนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ไทยและเทศทั้งหลาย 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะเปิดดำเนินการวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป คลินิกแก้หนี้ ถือเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลหรือกดเงินสด และบัตรเครดิต โดยนำร่องกับกลุ่มลูกหนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก่อน ส่วนน็อนแบงก์ จะเป็นสเต็ปต่อไป โครงการแก้หนี้รายย่อยนี้ มีแนวคิดริเริ่มและแรงผลักดันหลักจาก “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปักธงตั้งแต่นั่ง “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” เมื่อปี 2558 ว่า ต้องการแก้ปัญหาคนไทยก่อหนี้กันเยอะขึ้น เพราะปี 2558 เป็นช่วงที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งกว่า 82-83% ของจีดีพี หรือทะลุ 11 ล้านล้านบาทและ 2-3 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนก็ยังรุนแรงขึ้น ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย …