เลี้ยงปลากระชังในบ่อดิน ใช้พื้นที่น้อย ต้นทุนต่ำ รายได้ดี คุณภาพแน่นที่บางปะกง

เกษตรกรยุคใหม่

ที่มาเทคโนโลยีออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2560

การเลี้ยงปลากระชังในบ่อดิน เป็นวิธีการเลี้ยงปลาอีกวิธีหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจเลี้ยง เพราะเป็นวิธีที่ใช้พื้นที่เพาะเลี้ยงน้อยสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ค่าใช้จ่ายในการการเลี้ยงก็ไม่มาก สามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมที่มีผลตอบแทนคุ้มค่าได้เป็นอย่างดี

คุณรำพึง เถือนถ้ำแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่มีความสนใจในอาชีพประมง และหันมายึดเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 20 ปี

คุณรำพึง เริ่มทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งในบ่อดินก่อน เลี้ยงไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องพบกับปัญหาของตลาดและราคาที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องลดปริมาณการผลิตลงในบางส่วน ทำให้บ่อกุ้งที่เคยใช้เลี้ยงว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ คุณรำพึงจึงใช้ประโยชน์จากบ่อกุ้ง โดยการปรับปรุงใช้ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลานิลไปพร้อมกับเพาะเลี้ยงกุ้ง

“เราเลี้ยงแบบกึ่งอาศัยธรรมชาติ ปล่อยในบ่อดิน ให้อาหารเม็ด เช้า – เย็น ให้ปลาได้กินพืช กินแร่ธาตุในดินไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ผลตอบแทนในช่วงแรกๆ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับกุ้งและการทำนา แต่พอช่วงหลังเริ่มสังเกตุได้ว่าปลาที่เลี้ยงนั้นเริ่มโตช้าและใช้เวลาเลี้ยงในแต่ละรอบนาน มากขึ้น ทำให้ต้องปรับวิธีการเลี้ยงใหม่ จากเดิมที่เลี้ยงในบ่อดิน เราก็พัฒนามาเป็นการเลี้ยงในกระชังแทน ซึ่งวิธีการนี้เราสามารถควบคุ้มอาหารและควบคุ้มการเจริญเติบโตของปลาได้ ดีกว่าการเลี้ยงในบ่อดินปกติ”

พัฒนา ปรับวิธีการเลี้ยง

คุณรำพึง พัฒนารูปแบบการเลี้ยงจากบ่อดินมาเป็นการเลี้ยงในกระชังที่มีลักษณะเป็นอ้วน ใช้ตาข่ายตาเล็ก (สีฟ้า) และตาข่ายที่มีความกว้างของรูที่เหมาะสมกับขนาดของตัวปลาเย็บติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมพืนผ้า ขนาดความกว้าง ประมาณ 7 เมตร ยาว 5 เมตร และนำไปยึดกับหลักไม้ทั้งสี่มุมภายในบ่อ โดยให้ปากกระชังอยู่เหนือระดับน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร

“ก่อนนำไปเลี้ยงในกระชัง จะอนุบาลลูกปลาในบ่อดินก่อน 6 เดือน ในช่วง 2 เดือนแรก จะให้อาหารกบผสมกับรำ พอเดือนที่ 3 ก็จะเปลี่ยนมาให้อาหารปลากินพืชทั่วไปจนถึงเดือนที่ 6 หลังจากปลาได้ขนาดประมาณ 4-5 ตัวต่อโล เราก็จะจับมาเลี้ยงต่อในกระชังที่เตรียมไว้อีกประมาณ 3 เดือน ในช่วงนี้เราจะให้อาหารโปรตีนสูง โดยทุกระยะการเลี้ยงจะให้อาหาร เช้า – เย็น

ในบ่อเพาะเลี้ยงนอกจากจะมีกระชังปลานิลแล้ว เรายังปล่อยปลานิลภายในบ่อเพื่อใช้เป็นตัวเก็บอาหารที่หลุดออกมาจากกระชัง หรืออาหารที่เหลือจากการให้อีกด้วย

หนึ่งกระชัง ปล่อยปลาลงไปประมาณ 1200 ตัว ภายในบ่อก็แล้วแต่ความเหมาะสม ดูว่าสามารถเก็บอาหารที่หลุดออกไปหมดหรือเปล่า แต่ถ้าเทียบแล้วในกระชังจะโตกว่านอกกระชัง

หลังจากที่จับปลาจำหน่ายไปแล้ว เราจะทำความสะอาดบ่อเลี้ยง โดยสูบน้ำออก เอาดินโคลนออก และโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วบ่อ ตากไว้จนว่าดินแห้งพอประมาณ จากนั้นเราก็จะสูบน้ำเข้ามาใหม่ ทำให้ไม่ค่อยพบโรคอะไรที่ร้ายแรงถึงกับขาดทุน

วิธีการเลี้ยงแบบนี้ สามารถควบคุมอาหาร ระยะเวลาและการเจริญเติบโตของปลาได้เป็นอย่างดี ทำให้ในแต่ละปี พี่รำพึง สามารถจับปลาขายได้ถึง 2 รอบด้วยกัน

ปัจจุบัน คุณรำพึงมีบ่อเพราะเลี้ยง 4-5 บ่อ แต่ละบ่อมีกระชังประมาณ 4-5 กระชัง ครอบคุมพื้นที่กว่า 10 ไร่ สามารถจับปลาขายได้ถึง 4-5 กระชังต่อรอบการเลี้ยง

“อาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง ถือว่าเป็นอาชีพที่สามารถอยู่ได้ ตอนนี้มีความพอใจกับอาชีพนี้ในระดับหนึ่ง แต่ในอนาคตต้นทุนการผลิตเริ่มสูงขึ้น เราก็อยากให้ราคาปลาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน” คุณรำพึง กล่าวทิ้งท้าย

cr. : https://www.sentangsedtee.com/featured/article_40433

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …