แนะเทคนิคละเอียด ก่อนตัดสินใจลงทุน “ธุรกิจสินค้าญี่ปุ่นมือสอง”

พัฒนาตัวเอง

ผู้เขียนเส้นทางเศรษฐีออนไลน์เผยแพร่วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2560

เรื่องของดอกเบี้ยเงินฝาก ที่นับวันจะลดน้อยถอยลงจนแทบจะติดลบ ย่อมเป็นปัจจัยส่งผลให้ใครที่พอจะมีทุนอยู่ในมืออาจกำลังมองหาธุรกิจสักอย่างทำ เพราะน่าจะดีกว่ากำเงินไว้เฉยๆโดยไม่มีโอกาสงอกเงย

แต่อย่างที่รู้กัน ทุกวันนี้เศรษฐกิจภาพรวมนั้นสุดแสนจะซบเซา หันซ้าย แลขวา ถ้าจะหาร้านที่ขายดิบขายดีได้คงยากเต็มที ฉะนั้นถ้ามีธุรกิจอะไร ที่เสนอตัวเข้ามาในตลาด พร้อมประกาศชัด “คืนทุนเร็ว ความเสี่ยงต่ำ สินค้าไม่มีเอาท์ แถมไม่เน่าไม่เสีย” คงเป็นตัวเลือกชั้นดี สำหรับผู้ที่กำลังอยากลงทุนในยามนี้

 

คุณไผ่-ชาคริต ภูษิต อายุสามสิบเศษ เจ้าของธุรกิจขายปลีก-ส่ง สินค้าญี่ปุ่นมือสอง แบรนด์ “เนโกะ” ซึ่งมีหน้าร้านอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึง 2 สาขา คือ ผู้ยืนยันว่า ธุรกิจในแบบของเขานั้น สามารถคืนทุนได้เร็วแถมมีความเสี่ยงต่ำอีกด้วย

ก่อนย้อนความเป็นมาส่วนตัวใหรู้จัก พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท ทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำทางสายไอทีมาตลอด

เป็นมนุษย์ออฟฟิศอยู่พักใหญ่ รู้สึกการงานไม่ตอบโจทย์ชีวิตอย่างที่อยากได้ เลยตัดสินใจลาออก แต่บอกตรงๆยังไม่รู้จะทำอาชีพอะไรต่อ พอมีโอกาสไปเจอร้านขายสินค้าญี่ปุ่นมือสอง จึงลองเข้าไปถามไถ่ ก่อนตัดสินใจรับจักรยานมาขายต่อที่จังหวัดสุราษฎร์ฯซึ่งเป็นบ้านของครอบครัวแฟน เพราะช่วง 2—3 ปี ก่อนหน้านี้ กระแสจักรยานกำลังได้รับความนิยมมาก

คุณไผ่ เล่าต่อ กิจการค้าขายจักรยานญี่ปุ่นมือสองของเขา ดำเนินไปด้วยดี เริ่มนำสินค้าประเภทอื่นมาใส่ร้านเพิ่มเติม ปรากฎผลตอบรับดียิ่งขึ้น เกิดความคิดอยากติดต่อกับซัพพลายเออร์ที่ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง เลยตัดสินใจลงทุนบินไปหาด้วยตัวเอง ก่อนทำสัญญาตกลงกันให้ซัพพลายเออร์นั้นเป็น “คนหาของ”ให้ก่อนส่งมายังประเทศไทยถึงเขาโดยตรง

ส่วนสินค้าที่ขอให้ซัพพลายเออร์คัดเลือกก่อนส่งมานั้น ส่วนใหญ่เป็นประเภทของใช้ในบ้าน พวกถ้วย-จาน-ชาม ของแต่งบ้าน ของเล่น เฟอร์นิเจอร์ กระเป๋า รองเท้า ที่มีสภาพดี 80-90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโดยธรรมชาติของคนญี่ปุ่นมักใช้ของทุกอย่างไม่นาน อย่าง รถยนต์อายุการใช้งาน 5 ปีทิ้งเลย นอกจากนี้ ยังชอบอิงแฟชั่น ถ้าสินค้าแฟชั่นแบบไหน “เอาท์”แล้ว จะเปลี่ยนใหม่ทันที

เมื่อคนญี่ปุ่นมีนิสัย “ชอบเปลี่ยน” ของเก่าทั้งหลาย จึงถูกกำจัดด้วย 2 วิธี คือ หนึ่ง ของชิ้นเล็ก มีราคา จะถูกนำไปจำหน่ายต่อให้คนรับซื้อของเก่า และ สอง ของประเภทที่ขายต่อไม่ได้ ชิ้นใหญ่เกินไป อย่างเฟอร์นิเจอร์ จะถูกนำไปจ้างบริษัทรับกำจัดขยะนำไปทิ้งให้ คนญี่ปุ่น ไม่สามารถนำของที่ไม่อยากได้แล้ว ไปวางทิ้งหน้าบ้านหรือแอบทิ้งข้างถนนเหมือนเมืองไทย

ฉะนั้นของที่ถูกส่งมาขายในบ้านเราส่วนใหญ่จึงเป็นของที่ยังใช้ได้ สภาพดี ที่ซัพพลายเออร์ไปรับซื้อมาจากการโละทั้งสองวิธีจากชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ

เจ้าของกิจการ “เนโกะ” เล่าต่อ หลังจากที่ดำเนินกิจการในร้านตัวเองได้พักใหญ่ จึงเกิดความคิดขยายธุรกิจ ด้วยการ “ขายส่ง”สินค้าญี่ปุ่นมือสองให้กับผู้สนใจนำไปเปิดร้านตามทำเลต่างๆ โดยเปิดรับตัวแทนละหนึ่งจังหวัดเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาการขายตัดราคากัน แต่หากทำเลใดเป็นญาติหรือเพื่อนกัน อยากมีมากกว่าหนึ่งร้านในจังหวัดเดียว อาจอนุโลมให้ได้

โดยเขาจะนำรายการสินค้าที่ซัพพลายเออร์จากญี่ปุ่นส่งมา ไปเสนอให้กับลูกค้ากลุ่ม “ซื้อส่ง” พิจารณา หากสนใจ ค่อยวางมัดจำตามแต่จะตกลงกัน พอตู้คอนเทนเนอร์เดินทางมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี หัวลากจะลากตู้สินค้านั้นไปส่งให้กับลูกค้าเพื่อทำการเปิดการขายได้ทันที

“เนโกะ ไม่ใช่แฟรนไชส์ แต่ช่วยให้คำปรึกษาด้านการขายให้จนกว่าจะปล่อยให้ทำเองได้ เพราะธุรกิจนี้ความยากอยู่ที่การตั้งราคา จะขายยังไงให้ได้กำไรมากน้อย ราคาไม่แพงหรือถูกเกินไป เนื่องจากลูกค้าซื้อส่งส่วนใหญ่ จะไม่รู้ต้นทุนของแต่ละชิ้น สมมติ สินค้าหนึ่งตู้ ราคา 500,000 บาท มีของ 100 รายการ คุณจะไม่รู้เลยว่าต้นทุนของแต่ละชิ้นนั้นมันเท่าไหร่”คุณไผ่ ว่าอย่างนั้น

เกี่ยวกับรายละเอียดอื่นๆสำหรับผู้สนใจอยากลงทุน คุณไผ่ อธิบาย ราคาสินค้ารวมภาษีทุกขั้นตอน หนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ ราคาอยู่ที่ 400,000 – 600,000 บาท แต่ยังไม่รวมค่าหัวลากจากท่าเรือแหลมฉบัง ไปยังหน้าร้านของลูกค้า โดยจะคิดตามระยะทางตามจริง ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่ม “ซื้อส่ง” กับเนโกะ กว่ายี่สิบจังหวัดแล้ว

นอจากเงินลงทุนค่าสินค้าและเงินทุนหมุนเวียนอีกราว 2 แสนบาทแล้ว ทำเล ก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากสินค้ามีจำนวนมาก น้ำหนักรวมไม่ต่ำกว่าตู้ละ 5 ตัน ฉะนั้นพื้นที่ในการเปิดหน้าร้าน ต้องมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 150 ตารางเมตร มีพื้นที่ให้จอดรถลงของ และควรพื้นที่จอดรถสำหรับลูกค้าซื้อปลีกด้วย

ส่วนตัวอาคารของร้านขายควรเป็นแบบชั้นเดียว เปิดโล่ง ไม่ต้องติดแอร์ เพราะถ้าติดแอร์อาจทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าสินค้าที่ขายอยู่นั้นมีราคาแพง

“ผมจะเดินทางไปช่วยทำรายการ กำหนดราคา แนะนำเทคนิคต่างๆให้ลูกค้าที่ลงตู้แรกทุกคน คนอยากทำธุรกิจนี้ ไม่ต้องมีความรู้อะไรมาก เน้นที่ความชอบ ใจรัก มีเงินทุน คนที่พูดถึงมือของสองแล้ว ร้อง โอ๊ย! สกปรก ฝุ่นเยอะ กลุ่มนี้ไม่เหมาะจะมาทำ”คุณไผ่ ว่าอย่างนั้น

ก่อนบอกอีกว่า กลุ่มลูกค้าซื้อส่ง โดยเฉลี่ยแล้วลงสินค้าเดือนละหนึ่งตู้ แต่ “จุดคืนทุน” น่าจะอยู่ที่การลงทุนประมาณ 3-4 ตู้

ส่วนผลกำไรที่ได้ ซึ่งทำให้ธุรกิจนี้คืนทุนเร็วและมีความเสียงต่ำนั้น คุณไผ่ อธิบาย ของมือสองบางชิ้นกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ หรืออย่างต่ำ 30-50 เปอร์เซ็นต์ บางชิ้นซื้อมาร้อยขายได้พัน เพราะของมือสองไม่มีราคาตายตัว ราคาจึงขึ้นกับความต้องการของลูกค้า

“ตุ๊กตาญี่ปุ่น หลายคนให้ฟรีไม่เอา แต่สำหรับบางคนเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น อยากได้ไปแต่งร้าน แต่ของใหม่แพงมาก ตัวนึงเป็นพัน พอเห็นเราขายร้อยเดียว รีบคว้าเลย”คุณไผ่ บอก

ก่อนฝากไว้ว่า “ตู้ขยะ” เป็นคำน่ากลัวของคนอยากทำธุรกิจนี้ บางคนลงทุนไปหลายแสนด้วยเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต กลับได้แต่สินค้าที่ขายต่อไม่ได้ การเน้นซื้อมาแบบราคาถูกอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ผู้ลงทุนต้องพึงระวัง

“ทาง เนโกะ ยึดหลักในการทำธุรกิจ คือ ดูแลสินค้าให้ดี นำเข้าของที่มั่นใจว่าลูกค้าจะนำไปทำกำไรต่อได้ ของแต่ละชิ้นตรงกับความต้องการจริงๆ เพื่อไม่ให้คนญี่ปุ่นมองว่าบ้านเราเป็นที่ทิ้งขยะ”คุณไผ่ ทิ้งท้ายอย่างนั้น

สนในธุรกิจสินค้าญี่ปุ่นมือสอง ลองขอคำปรึกษาไปได้ที่ “เนโกะ” โทรศัพท์ 089-443-7763 ,094-559-2858 Line : @nekojapan หรือ Facebook/เนโกะ สินค้าญี่ปุ่นมือสอง

cr. : https://www.sentangsedtee.com/thinking-executive/article_37375

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

พัฒนาตัวเอง
“สินค้าไม่ได้มาตรฐาน”ปัญหาธุรกิจสำคัญของทุกชุมชน แนะใช้ “ธรรมศาสตร์โมเดล” ลองแก้ดู

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2560 “ธรรมศาสตร์โมเดล” เป็นโครงการธุรกิจเพื่อชุมชน ส่วนหนึ่งของหลักสูตรบริหารควบปริญญาตรี-โท ทางบัญชีและบริหารธุรกิจของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ทุกคนต้องเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ พร้อมใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนต่างๆ พร้อมไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการแบ่งปันและเปลี่ยนความรู้เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อมีความรู้ต้องแบ่งปันและทำประโยชน์ให้สังคมและใช้เครื่องมือเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ เดินหน้าได้ตามแนวทางรัฐสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า “ธรรมศาสตร์โมเดล” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดและความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษา ที่จะทำหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อลงไปวิเคราะห์ปัญหา และหาทางออก ช่วยกันแก้ไขให้ชุมชนนั้นสามารถพัฒนาสินค้าหรือแบรนด์ จนสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 4 เดือน (1 ภาคการเรียนการสอน) ร่วมกับคนในชุมชน ที่จะทำงานไปด้วยกัน, ภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องเงินทุน และความร่วมมือแบบพันธมิตรธุรกิจ และภาคราชการ ทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาคที่เข้ามาช่วยดูแลและผลักดันคนในชุมชน สร้างความร่วมมือภายในชุมชน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมา 10 ปีแล้ว นักศึกษาลงพื้นที่ไปทำงานกับชุมชนหลากหลายจังหวัดและทำงานกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดในหลายพื้นที่ …

พัฒนาตัวเอง
ชีวิตนี้ใช้ยังไงให้คุ้มค่า บัตรเครดิต…ก็เช่นกัน!! แนะเทคนิคใช้ยังไงให้คุ้ม

ผู้เขียนป้านะยะเผยแพร่วันพฤหัสที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2560 กลายเป็นปกติไปแล้ว เมื่อไปทานอาหารที่ร้านเสร็จ แล้วเรียกพนักงานเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับคำถามแบบไม่ต้องเหนียมอายใครว่า มีบัตรอะไรได้ส่วนลดบ้าง และหากบัตรเครดิตใบไหนให้ส่วนลด พฤติกรรมโดยทั่วไปเราก็จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาใช้รูดชำระเงินทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องถามหาจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าใครมีบัตรใบดังกล่าวบ้าง แหม! ก็ส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ คำนวณดูแล้วก็มิใช่น้อย เพื่อนที่มีบัตรเครดิตใบนั้นก็น่าจะยินดีที่จะให้รูด (ถ้าเพื่อนๆ ที่ไปทานข้าวกันพอไว้ใจกันได้และวงเงินไม่เต็มไปเสียก่อน) เพราะเมื่อเพื่อนๆ จ่ายเงินสดคืนให้เราแล้ว คนรูดยังได้คะแนนสะสมเข้าบัตรไปอีกเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยมีค่าเฉลี่ยในการถือบัตรเครดิตประมาณคนละ 2-3 ใบ นี่คือค่าเฉลี่ย บางคนมีมากถึง 10 ใบ ดังนั้น ก็ใช้วนไปค่ะ บัตรไหนให้ส่วนลดก็หยิบบัตรนั้นขึ้นมาใช้บ่อยหน่อย ตรงนี้เองก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของธนาคารแต่ละค่ายที่ใครจะเก่งกว่าในการเกี่ยวยอดใช้จ่ายผ่านด้วยการมีโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดกว่า มุกโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุด ก็เห็นจะเป็นส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบที่สุด แต่การแบกรับส่วนลดที่ว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันระหว่างร้านค้ากับธนาคารผู้ออกบัตรว่า ใครจะช่วยกันรับไปอย่างไร แต่ปัจจุบันความคิดสร้างสรรค์ในการสรรหาโปรโมชั่นมีความซับซ้อนขึ้น ส่วนลดที่ได้อาจต้องใช้คะแนนสะสมที่มีอยู่ในบัตรด้วย ตรงนี้เองลูกค้าต้องใช้ความรู้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์เบื้องต้นมาคิดคำนวณกันนิดหน่อย เช่น ทุก 1,000 …

พัฒนาตัวเอง
แนะรู้จักคน 4 กลุ่ม ทำความรู้จัก เพื่อแยกแยะ “ใครคือลูกค้าของเรา”

ผู้เขียนพลชัย เพชรปลอดเผยแพร่วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 คนที่ทำธุรกิจขนาดย่อมมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าถูกถามว่าใครคือลูกค้าของคุณ คำตอบพรั่งพรูครับ “เยอะแยะ…ใครก็ได้ที่ซื้อ” บางทีก็ตามมาด้วยชื่อคนโน้นคนนี้ ถ้าถามคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจว่า เล็งไว้หรือยังว่าใครคือลูกค้า “คนที่มีกำลังซื้อ…คนระดับกลางถึงบน…วัยรุ่น…” ถ้าคำตอบแบบนี้อาจจะกว้างเกินไป สำหรับคำถามว่าใครคือลูกค้า เวลาพูดถึงเรื่องของลูกค้า นักการตลาดมีการแบ่งยิบย่อย เกี่ยวกับนิยามของความเป็นลูกค้าไว้หลายอย่าง แต่ผมอยากกล่าวถึงสัก 4 อย่าง ให้เราเก็บเอาไว้พิจารณาเวลาทำธุรกิจ อย่างแรก “ลูกค้าเป้าหมาย” เวลาถูกถามตอนที่เริ่มทำธุรกิจ หรือกำลังจะทำธุรกิจ คนถามมักถามถึงสิ่งนี้ครับ “ลูกค้าเป้าหมาย” ชื่อชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นเพียงแค่ “เป้าหมาย” ยังไม่ใช่ของจริง ลูกค้าเป้าหมาย คือ คนที่เราคิดว่าอยากจะคบค้าด้วย อยากขายของให้เขา อยากให้เขามาซื้อของเรา อยากให้เขาเป็นลูกค้าประจำกันไปแสนนาน แต่ในชีวิตจริง…บางที เขาไม่เคยชายตาแลซะด้วยซ้ำ…ช้ำจริงๆ ลูกค้าเป้าหมาย มาจากการประมวลความคิด ความเหมาะสมทั้งหมดทั้งมวลว่า ทั้งสินค้า ทั้งราคา ทั้งวิธีหาช่องทางเข้าถึง ทั้งวิธีกระตุ้นการซื้อของเรา เหมาะสมกับพวกเขาอย่างแน่นอน เหมือนกับการยิงปืนครับ กระสุนพุ่งตรงไปได้จุดเดียว …