8 นิสัยเพื่อนำคุณสู่ อิสรภาพทางการเงิน

การเงินต้องรู้

1. ออมเงินให้เป็นสันดาน

คำว่า “ออมเงินให้เป็นสันดาน” หมายถึง ออมเงินอย่างมีวินัยต่อเนื่องกัน อย่างน้อยในสัดส่วน 10% ของรายได้และตั้งเป้าหมายเลยว่าเราต้องออมให้ได้อย่างน้อย 10 ปี เพราะถ้าเราคิดอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน เราต้องเริ่มจาก “วินัย” ที่ดีก่อน

 

2. หยุดล้างผลาญกับการใช้จ่าย

หยุดใช้จ่ายมั่วซั่ว หยุดล้างผลาญในสิ่งที่ไม่ควรใช้ ลด ละ เลิกในสิ่งที่ยั่วยวนจิตใจ เพราะกิเลสในวันนี้อาจจะทำให้เราไม่มีเงินใช้ในวันหน้าโดยไม่รู้ตัว

 

3. สร้างรายได้หลายๆทาง

มีเงินออม ลดรายจ่าย สุดท้ายคือเพิ่มรายได้ ดังนั้นเราต้องพยายามสร้างรายได้ให้มากขึ้นกว่ารายได้ประจำลองถามตัวเองดูครับว่า “ถ้าวันนี้ตรูไม่มีงานทำ แล้วเราจะทำยังไงเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง” ถ้าหากยังไม่มีคำตอบในใจ ถือว่าอันตรายนะครับ

 

4. หยุดอ้างว่าทำไม่ได้

หลังจากอ่านข้อ 1-2-3 ไปแล้ว หลายคนอาจจะบอกว่า “มันจะยากไปไหน” เพราะภาระและหน้าที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญเราต้องไม่ยอมแพ้ หยุดอ้าง หยุดบ่น หยุดท้อแท้ แล้วลุกขึ้นมาแก้ไขกันดีกว่า

 

5. กระจายการลงทุน

เมื่อเงินออมมีมากถึงระดับหนึ่ง ก็ได้เวลาที่เราจะนำเงินออมไปลงทุน แต่การลงทุนมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณากระจายการลงทุนให้เหมาะสม (Asset Allocation) และเรื่องนี้ถือว่าเรื่องสำคัญที่เราต้องใส่ใจด้วยนะครับ

 

6. มุ่งมั่นหาความรู้ในสายอาชีพ

หากเรายังไม่เก่งเรื่องลงทุน หรือยังไม่มั่นใจที่จะลงทุน กลัวความเสี่ยง อาจจะเมียงมองวิธีการอื่นในการลงทุน เช่น เลือกที่จะลงทุนในตัวเอง เพื่อสร้างความรู้ความสามารถที่จะแข่งขันในสายอาชีพของเราแทน ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวนัก แต่ถ้าทำไปพร้อมๆกันได้ทั้งสองทางแล้วล่ะก็ รับประกันว่าความสำเร็จคงไม่ไกลอย่างแน่นอนครับ

 

7. รีบทำตั้งแต่อายุน้อย

การ “เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้” ในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องการออม การลงทุน การศึกษาหาความรู้ แม้จะไม่มีวันสาย แต่ถ้าหากใครเริ่มต้นก่อน รับรองได้ว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะ “เริ่มก่อนรวยกว่า”

สำหรับเรื่องนี้ @TAXBugnoms ขอแนะนำให้อ่านเรื่อง “ค่าของเงินตามเวลา” ในซีรีย์การเงิน รวยได้ไม่ง้อพ่อ ตอนที่ 2 ประกอบนะครับ

 

8. ไม่เพัอเจ้อคอยวาสนา

อย่าลงโทษตัวเองด้วยความผิดพลาด หรือก่นด่าด้วยคำว่า เราไม่ดีพอ เราไม่เก่งจริง เราทำไม่ได้หรอก เราไม่โชคดีเหมือนคนอื่นเขา เพราะยิ่งบ่นยิ่งว่าตัวเองมากแค่ไหน เราก็ยิ่งพ่ายแพ้มากแค่นั้น สิ่งเดียวที่ทำได้คือลุกขึ้นสู้ต่อโชคชะตา เพราะว่าคนสำเร็จทั้งหลายนั้น เค้าไม่บ่นคอยวาสนากันหรอกครับ

ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ “หยุดบ่นแล้วลงมือทำ”

 

cr.  https://aommoney.com

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

การเงินต้องรู้
บันได 5 ขั้นของอิสรภาพทางการเงิน

ฝันอันสูงสุดของมนุษย์เราที่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินและเลี้ยงชีพกันในปัจจุบัน ก็คือ “อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom)” ซึ่งหมายถึงการมีอิสระในการดำรงชีวิตในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องทำงานประจำหรือไม่ต้องกังวลใดๆ เรื่องเงิน เนื่องจากมีฐานะการเงินมั่นคง มีเสถียรภาพและปลอดภัยสูง ในทางการเงินนั้นแบ่งสวรรค์ของอิสรภาพทางการเงินเป็น 5 ขั้น โดยต้องค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น ดังนี้ บันไดขั้นที่ 1 เกราะคุ้มกันทางการเงิน (Financial Protection) คือการมีเงินสดที่ถืออยู่หรือฝากธนาคารคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 6 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน ซึ่งคิดแบบไม่มีวันหยุด ไม่มีการออม และไม่มีการซื้อของรายการพิเศษใหญ่ๆ ใดๆ เช่น ค่าใช้จ่ายพื้นฐานรายเดือน = 30,000 บาท การมีเกราะคุ้มกันทางการเงินคือจะต้องมีเงินสดในมืออย่างน้อย 6×30,000 = 180,000 บาท   บันไดขั้นที่ 2 ความมั่นคงทางการเงิน (Financial Security) สถานะ ณ จุดนี้พูดง่ายๆ คือถึงแม้ไม่ทำงานหรือไม่มีงานทำก็ยังมีรายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงพอต่อการดำรงชีพปกติได้ อย่างน้อย 12 เดือน ซึ่งรายได้จากการลงทุนนี้ถือเป็นรายได้ทางอ้อมที่เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำอะไร (Passive Income) …

การเงินต้องรู้
อิสรภาพทางการเงิน แบบนี้ที่ทำได้ทันที

  คุณตีความหมายของคำว่าอิสรภาพทางการเงินยังไงครับ ไม่ต้องทำงานแต่ก็ยังมีเงินออกมาทุกๆ วัน อยากไปเที่ยวไหนก็ไป อยากกินอะไรก็กิน โดยไม่ต้องทำอะไรอย่างนั้นเหรอ ในทางการเงินคนที่เรียกว่ามีอิสรภาพทางการเงิน คือคนที่มีรายได้จากทรัพย์สิน เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า ลิขสิทธิ์ ผลกำไรมากกว่าค่าใช้จ่าย ในแต่ละเดือน แต่ละปี แต่คุณคิดว่าคนที่มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว เขาไม่ต้องทำอะไรแล้วจริงๆ เหรอ ในความเห็นของผม ความหมายของ คำว่าอิสรภาพโดยไม่ต้องทำอะไร มันไม่มีอยู่จริงครับ คนที่เราเรียกว่าเขามีอิสรภาพทางการเงิน เขาก็ต้องดูแลทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ของเขาครับ ดูว่าในแต่ละช่วงเวลาทรัพย์สินของเขายังคงผลิตรายได้ให้เขาดีอยู่หรือเปล่า เห็นไหมครับอิสรภาพแบบไม่ต้องทำอะไร มันไม่มีอยู่จริง ยกเว้นคนที่มีเงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน ฝากไว้ที่ธนาคารหรือซื้อพันธบัตรไว้กินดอก แค่ดอกเบี้ยธนาคารหรือพันธบัตรก็กินไม่หมดแล้ว แบบนี้ค่อยเรียกว่ามีอิสรภาพจริง แล้วอย่างนี้จะมีอิสรภาพทางการเงินจริงๆ ได้ยังไงล่ะ มีได้สิครับ แค่เปลี่ยนนิยามของการมีอิสรภาพทางการเงินใหม่ สำหรับผมการที่คนคนหนึ่งจะมีอิสรภาพทางการเงิน หมายถึงการที่คนคนนั้นไม่ต้องกังวลต่อการหาเงินให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย คนธรรมดาๆ ที่มีความสุขต่องานที่ทำ ได้รายได้จากสิ่งที่รัก ไม่เป็นหนี้ใคร แล้วมีเงินแบ่งไปออม ไปลงทุน ได้รายได้จากการออม จากการลงทุนอีกทาง ถ้าคุณตีความหมายของอิสรภาพทางการเงินเป็นแบบนี้ ชีวิตง่ายขึ้นไหมครับ เมื่อคุณได้ทำงานในสิ่งที่คุณรัก …

การเงินต้องรู้
คลินิกแก้หนี้ ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เพิ่มออกซิเจนทางการเงิน

ที่มาประชาชาติธุรกิจออนไลน์ผู้เขียนคอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย วิไล อักขระสมชีพเผยแพร่วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2560 มาแล้ว “คลินิกแก้หนี้” ที่เปิดประตูอ้าแขนรับเฉพาะ “ลูกหนี้รายย่อย” ที่ตกอยู่ในกลุ่มเป็นหนี้เสียของเจ้าหนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ไทยและเทศทั้งหลาย 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะเปิดดำเนินการวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป คลินิกแก้หนี้ ถือเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลหรือกดเงินสด และบัตรเครดิต โดยนำร่องกับกลุ่มลูกหนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก่อน ส่วนน็อนแบงก์ จะเป็นสเต็ปต่อไป โครงการแก้หนี้รายย่อยนี้ มีแนวคิดริเริ่มและแรงผลักดันหลักจาก “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปักธงตั้งแต่นั่ง “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” เมื่อปี 2558 ว่า ต้องการแก้ปัญหาคนไทยก่อหนี้กันเยอะขึ้น เพราะปี 2558 เป็นช่วงที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งกว่า 82-83% ของจีดีพี หรือทะลุ 11 ล้านล้านบาทและ 2-3 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนก็ยังรุนแรงขึ้น ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย …