เลี้ยงไก่ไข่ แบบปล่อยลาน เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก ไก่อารมณ์ดี ให้ผลผลิตเลิศ

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2560

ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมกิจการของโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ กับโครงการกิจกรรมเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย โดยโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นโรงเรียนจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และบกพร่องทางสติปัญญา ได้จัดการศึกษาเพื่อมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนทั้งทางด้านทักษะวิชา ทักษะการดำรงชีวิตและทักษะอาชีพ เมื่อผู้ที่เรียนที่นี่สำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้ออกไปดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ ไม่เป็นภาระต่อสังคม

การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่โรงเรียนได้ฝึก มีประสบการณ์ โดยเริ่มจากการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ไก่ชนนเรศวร ขยายพันธุ์และเปลี่ยนมาเป็นระยะ ทั้งการเลี้ยงไก่ไข่บนกรงตับ ซึ่งเลี้ยงมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะเริ่มมาปรับการเลี้ยงไก่แบบปล่อยลาน

อาจารย์วนิดา จิตรอาษา รองผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษา เล่าให้ฟังว่า “พื้นที่โรงเรียนกว่า 100 ไร่ ได้รับการจัดสรรพื้นที่ในการจัดกิจกรรมต่างๆ มากมายให้นักเรียนของโรงเรียนได้เรียนรู้กิจกรรมและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โรงเรียนที่นี่เป็นโรงเรียนประจำ มีจำนวนนักเรียนที่นี่ 312 คน ทั้งนักเรียนที่หูหนวกและมีความบกพร่องทางปัญญา และนักเรียนในโรงเรียนมีกิจกรรมให้รับผิดชอบหน้าที่แตกต่างกัน

การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยลาน หรือการเลี้ยงตามธรรมชาติ ของที่โรงเรียนแห่งนี้เริ่มเตรียมการและดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2559 ปล่อยเลี้ยงไก่ไข่ประมาณ 300 ตัว อายุอยู่ในระหว่าง 22-24 สัปดาห์ โดยเฉลี่ยแม่ไก่ 1 ตัวจะให้ผลผลิต 200-300 ฟอง ต่อปี และมีแนวคิดว่าจะเลี้ยงแบบนี้ไปเรื่อยๆ เนื่องจากการเลี้ยงไก่ไข่แบบนี้จะอารมณ์ดี ให้ผลผลิตที่ดี ทั้งการเลี้ยงก็ไม่ยุ่งยาก แม่ไก่จะมีอารมณ์ที่ดี จะมีอัตราการให้ไข่เยอะ โดยใช้พื้นที่ในการเลี้ยงเพียง 1 ไร่เท่านั้น”

การจัดการการเลี้ยงไก่ปล่อยลานแบบนี้ มีการจัดทำโรงเรือนที่นอนให้ไก่ ไว้สำหรับกันแดด กันฝน มีรังไข่ 1 รังต่อแม่ไก่ 7 ตัว มีใบตะไคร้ รองรับเพื่อป้องกันไร ที่นอนยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร มีน้ำสะอาดให้ไก่สามารถกินได้ตลอดเวลา พื้นในโรงเรือนปูด้วยแกลบ ขี้เลื่อย ฟาง เพื่อไม่ให้ชื้นแฉะ

มีการจัดระบบแยกกรง สร้างเผื่อไว้สำหรับใช้กักขังไก่ที่ป่วยหรือเป็นโรคในระหว่างที่มีไก่ป่วย และมีพื้นที่ลานโล่งให้ไก่ได้มีอิสระวิ่งเล่น ในช่วงตอนกลางวัน

“ส่วนอาหารในการเลี้ยง ก็เลี้ยงแบบธรรมชาติ คือ เลี้ยงด้วยหยวกกล้วยสับและหญ้าเนเปียร์ มีผสมอาหารสำเร็จรูปบ้าง โดยจะให้เด็กนักเรียนแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบในการ เก็บไข่ ให้อาหาร เตรียมอาหาร การทำความสะอาดรางน้ำ มีการแบ่งแยกหน้าที่ โดยใช้หลักการสอนคือ สอนย้ำ ซ้ำทวน ให้นักเรียนดูซ้ำๆ สอนทำย้ำๆ เรื่องเดิม จนสามารถรับผิดชอบเองได้ และจะทำหน้าที่ได้อย่างดี เด็กนักเรียนก็จะมีความสุขและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ แรกๆ อาจมีติดขัด ทำไข่ตกแตก ให้อาหารไม่ตรงที่ไปบ้าง แต่เมื่อทำให้เขาเห็นเป็นประจำ ก็จะทำได้อย่างถูกต้อง” อาจารย์วนิดา เล่า

โดย อาจารย์วนิดา มองว่า “ในอนาคตอยากให้การเลี้ยงไก่แบบปล่อยลานที่โรงเรียน พัฒนาไปสู่การทำฟาร์มที่ได้มาตรฐาน สู่ไข่ไก่อินทรีย์ ทั้งยังสามารถพัฒนาพันธุ์ไก่ไปสู่การขยายพันธุ์ไก่เอง นำไปสู่การขายสร้างรายได้ให้กับนักเรียน อีกทั้งที่นี่มีการปลูกพืชผักหมุนเวียนไปตามฤดูกาลด้วย เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารของโรงเรียนด้วย

ทั้งไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อย ได้จิกกินหญ้า พืชสีเขียว แมลง หนอน ซึ่งมีวิตามิน แร่ธาตุและโปรตีนจากพืชธรรมชาติ ทำให้มีคุณค่าโภชนาการสูงด้วย จากการสังเกตของอาจารย์เองและคณะอาจารย์ของโรงเรียน สามารถสังเกตได้ว่า ไข่ขาวข้นเห็นได้ชัดเจน ไข่แดงนูนเด่น รสชาติดี ไม่เสี่ยงต่อสารเคมี ยาสัตว์ตกค้างด้วย แถมยังขายได้ราคาดีกว่าไข่ไก่ที่เลี้ยงกันแบบขังกรงตามท้องตลาดอีกด้วย”

การที่ไก่อารมณ์ดี ก็จะให้ผลผลิตที่ดี เด็กนักเรียนหรือคนที่ซื้อไข่ไก่ไปของที่นี่ไป ก็จะได้ของดีไปทาน มีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย

 

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_14592

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …