ไม่ได้บ้า! ‘หนุ่ม-สาวป.โท’ทิ้งงานประจำ ปลูกพืชผักสร้างรายได้-กลายเป็นที่ศึกษาดูงาน

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนข่าวสดออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเนื้อที่ 2 ไร่ติดชายเขาพื้นที่หมู่ 5 ต.ควนสะตอ อ.ควนโดน จ.สตูล ซึ่งประกอบด้วยพืชผักและพรรณไม้นานาชนิด ที่ปลูกอย่างผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

น.ส.ฟ้าใส บุญส่ง เจ้าของฟ้าใสฟาร์ม วัย 42 ปี เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปว่า “ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 ขณะนั้นสำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านการส่งเสริมกรเกษตรจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.) เริ่มอาชีพการเป็นนักวิจัยอิสระ ควบคู่กับทำงานประจำ และได้ศึกษาแนวทางเกษตรธรรมชาติของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เจ้าของแนวคิดชาวญี่ปุ่น กระทั่งเล็งเห็นว่าปัจจุบันคนเรามีอายุเฉลี่ยที่สั้นลง เนื่องจากกินพืชผักที่มีสารพิษไปสะสมในร่างกาย จึงผันตัวมาทำการเกษตรที่ปลอดภัย ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ โดยมีความตั้งใจแน่วแน่มาทำการเกษตรตามแนวทางเกษตรธรรมชาติ ซึ่งเน้นให้การเพาะปลูกพืชทุกชนิดเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น”

น.ส.ฟ้าใส กล่าวต่อว่า จากนั้นในปี 2554 ได้เข้ามาซื้อที่ต่อจากเจ้าของเดิมบนพื้นที่ 2 ไร่ ลงมือลงแรงร่วมกับนายนิเวศ ชายฝั่ง ผู้เป็นคู่ชีวิต ซึ่งลาออกจากงานประจำตำแหน่งนักพัฒนาองค์กรเอกชนมาช่วยกันปรับเปลี่ยนพื้นที่ เพาะปลูกพืชผักและพรรณไม้นานาชนิดเท่าที่จะหาพันธุ์มาปลูกได้ อาทิ ผักกวางตุ้ง คะน้า อ้อย ชะพลู ขมิ้น พริกขี้หนู เตยหอม กระชาย บัวบก อัญชัน กุหลาบ ตลอดจนพันธุ์ไม้พื้นเมืองอีกหลายชนิด โดยปลูกตามแนวคิดเกษตรธรรมชาติให้ทุกอย่างอยู่กันอย่างสมดุลเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ท่ามกลางสายตาผู้คนหาว่า“บ้า” แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะรู้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ต้นทุนการเพาะปลูกจะต่ำมากๆ เนื่องจากพันธุ์ก็หาได้จากท้องถิ่น ไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมี ทำให้ไม่มีรายจ่ายในส่วนนี้ ต่อมามีเจ้าหน้าที่เข้ามาแนะนำให้ขอมาตรฐาน organic thailand จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จึงได้ยื่นคำขอไป และได้รับการตรวจสอบมาตรฐานโดยอยู่ในระยะปรับเปลี่ยน เพียง 3 เดือนก็ผ่านมาตรฐาน ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง

ผลผลิตของฟาร์มในระยะแรกเริ่มจะเน้นการบริโภคเองและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน ต่อมาเริ่มมีคนเข้ามาติดต่อขอซื้อจึงแบ่งขาย ปัจจุบันผลผลิตบางส่วนจะนำมาวางจำหน่ายที่ตลาดเกษตรกร หน้าศาลากลางจังหวัด ผลผลิตอีกจำนวนหนึ่งจะทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆของฟาร์ม อาทิ แชมพูสระผมจากดอกอัญชัน ชาใบหม่อน ชารางจืด สบู่ขมิ้น ฯลฯ จำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ สร้างรายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งรายได้อีกทางของฟาร์มมาจากการเพาะและจำหน่ายพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ซึ่งบางชนิดหายากเป็นที่ต้องการ เช่น ยอบ้าน แคนา จำปาดะ หมากหมก ผักหวานบ้าน ผักปรัง เป็นต้น

ทั้งนี้ได้ยึดถือและน้อมนำเอาแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวปฏิบัติเจริญรอยตามพระองค์ ซึ่งทุกอย่างตามแนวพระราชดำรินั้นสามารถทำได้ทันที เน้นการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง จนขณะนี้ฟ้าใสฟาร์มเป็นสถานที่ศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงและด้านเกษตรอินทรีย์ ของผู้สนใจทั่วไป เยาวชน ชุมชน ต่างๆ ติดต่อเข้ามาศึกษาดูงานอย่างไม่ขาดสาย

มีความตั้งใจจะพัฒนา “ฟ้าใสฟาร์ม” ให้มีหลักสูตรเรียนรู้ด้านการพึ่งพาตนเอง และด้านเกษตรอินทรีย์ ให้บุคคลที่สนใจเข้ามาฝึกอบรมได้ต่อไป

หากถามว่าวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จสำหรับชีวิตแล้วหรือยัง เจ้าของฟ้าใสฟาร์ม ตอบไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ประสบความสำเร็จแล้วตั้งแต่ลงมือทำ เพราะตนกับแฟนทำด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเลือกที่จะใช้ชีวิตตามแนวคิดของ จอน-จัน-ได คือ “ทำชีวิตให้มันง่าย หากมันยากแสดงว่ามันผิด” และเป็นความโชคดีที่ผลิตผลที่ออกจากฟาร์มนำไปจำหน่ายหมดทุกครั้ง จากการทำบัญชีครัวเรือนทำให้ฟ้าใสฟาร์ม พบว่ามีรายได้ต่อปี 200,000 บาท ซึ่งก็พอใจและพร้อมจะเผยแพร่ให้กับคนในชุมชน และเปิดฟาร์มให้เป็นที่ศึกษาดูงาน

ด้านนายไชยพงค์ ทะนันชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเป็นต้นแบบของเกษตรกรอินทรีย์ และเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาร์ทยังฟาร์มเมอร์ เกษตรกรรุ่นใหม่ตัวอย่าง ที่ประสบความสำเร็จจากความชอบส่วนตัวมาถึงขั้นตอนการเรียนรู้อย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ ซึ่งตอบโจทย์ยุคสมัยของการบริโภคพืชผักและสินค้าปลอดภัยสารเคมี

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_25718

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …