ปลาตะกรับ สัตว์น้ำเศรษฐกิจ เมนูเด็ดยอดฮิตขึ้นภัตตาคาร เพาะเลี้ยงง่าย

เกษตรกรยุคใหม่

เผยแพร่วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2560

ปลาตะกรับหรือปลาขี้ตัง เป็นปลาเศรษฐกิจที่อาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม รูปร่างลักษณะลำตัวป้อมสั้น เกล็ดเล็ก ครีบหลังยาว มีจุดสีดำเทากลมกระจายอยู่ทั่วลำตัวคล้ายเสือดาว รูปร่างแบนข้างรูปสี่เหลี่ยมคล้ายปลาผีเสื้อ เป็นปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา สัตว์หน้าดิน แพลงก์ตอนและสาหร่ายรวมถึงซากเน่าเปื่อยเป็นอาหาร

ปลาตะกรับจะพบอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำ นากุ้งและชายฝั่งทะเลสาบสงขลา สามารถพบได้ตลอดทั้งปี ทำให้เป็นที่น่าสนใจว่า ปลาชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ได้ในช่วงความเค็มกว้าง

ปลาตะกรับ เป็นปลาที่นิยมตกเป็นเกมกีฬาและรับประทาน ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมอย่างมากโดยเฉพาะในภาคใต้ คือ แกงส้มปลาตะกรับ จะเป็นอาหารเมนูเด็ดตามร้านอาหารและภัตตาคารที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ซึ่งถ้าหากใครที่จะรับประทานปลาชนิดนี้ต้องไปแต่เนิ่นๆ เพื่อรีบสั่งแกงส้มปลาตะกรับ หรือปลาขี้ตัง เพราะหากไปช้าจะถูกจองหมด เพราะว่านอกจากคนไทยแล้วปลาตะกรับยังเป็นปลายอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาว ฟิลิปปินส์ ใต้หวัน และอีกหลายๆ ประเทศที่มาเที่ยวอีกด้วย

คุณฝารี่ดา สันสาคร หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าอบรมการเพาะเลี้ยงปลาตะกรับของกรมประมง ได้นำความรู้จากการฝึกอบรมมาทดลองเลี้ยงจริงในพื้นที่บ่อกุ้งร้าง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง

คุณฝารี่ดา สันสาคร (ขวา)

คุณฝารี่ดา เล่าว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเลี้ยงปลาอยู่แล้ว ขณะที่รับบทบาทเป็นแม่บ้านอยู่นั้นก็ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงปลาควบคู่กันไปด้วย โดยปี 2548 เริ่มเพาะเลี้ยงปลา กระพงขาว

“ตอนนั้น ความต้องการปลากระพงขาวในตลาดมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเห็นว่ามีตลาดรองรับ จึงนำมาทดลองเลี้ยง เลี้ยงอยู่ได้ระยะหนึ่งปลากระพงก็เริ่มมีคนหันมาเพาะเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาขายถูกลง จึงหันไปมองหาปลาชนิดอื่นที่ยังไม่มีคนเลี้ยงมาเสริม ซึ่งในช่วงนั้น ปลาตะกรับ หรือ ปลาขี้ตัง เป็นปลาชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าปลากระพงขาว มีราคาชื้อขายกิโลกรัมละ 300-400 บาท จึงนำเข้ามาทดลองเลี้ยงควบคู่กันไป”

ขนาดกระชังที่ใช้เลี้ย

“เริ่มเลี้ยงครั้งแรก 1,000 ตัว ปล่อยลงไปในกระชัง ขนาด 4×4 เมตร ตลอดการเพาะเลี้ยงก็ทำการศึกษาดูว่าปลาชนิดนี้ เป็นอย่างไร กินอะไรเป็นอาหาร จนทำให้ทราบว่าตามธรรมชาติแล้วปลาตะกรับเป็นปลากินทั้งพืชและสัตว์ ขึ้นอยู่ที่ว่าจะให้กินอะไรก่อนหลัง และสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ ปลาชนิดนี้จะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในน้ำกร่อย”

ในระหว่างที่ทดลองเลี้ยงรุ่นแรก เริ่มมีปลาตายบ้างเพราะยังไม่รู้ว่าจะให้กินอะไร แต่หากนำเทียบกับปลาอื่นๆแล้วอัตราการรอดยังสูงกว่าปลาที่เคยทดลองเลี้ยงมา เนื่องเป็นปลาที่มีความต้านทานโรคที่สูง สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้

หลังจากที่ลองผิดลองถูกมาระยะหนึ่ง ก็ได้สูตรการเลี้ยงที่ลงตัว จึงเริ่มขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้น จากเลี้ยงในทะเลก็ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงในบ่อกุ้งแทน เพราะเนื่องจากการเลี้ยงในบ่อสามารถควบคุมคุณภาพน้ำ อาหาร ตลอดจนการจับจำหน่ายง่ายกว่าการเลี้ยงในท้องทะเล ที่สำคัญอยู่ใกล้บ้านสามารถดูแลได้มากกว่า

วางกระชังให้ง่ายต่อการจัดการ

การเลี้ยงปลาตะกรับในบ่อกุ้งสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ปล่อยเลี้ยงในบ่อกุ้ง และ การเลี้ยงในกระชังขึงกางในบ่อ ซึ่งรูปแบบที่ได้รับความนิยมและทำกันอยู่ในตอนนี้คือ การเลี้ยงในกระชังขึงกางในบ่อกุ้ง เนื่องจากมีการเจริญเติบโตที่ดีกว่าการเลี้ยงในบ่อดินโดยตรงในช่วง 1-4 เดือน เนื่องจากปลาอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดทำให้สามารถกินอาหารได้อย่างทั่วถึง

“การเลี้ยงในบ่อดิน สามารถว่างกระชังได้ทั้งแบบแพลอยและแบบผูกติดกับเสาติดดิน แต่แพลอยจะมีต้นทุนสูงกว่า จึงเลือกทำแบบผูกติดเสาเพื่อลดต้นทุนลง โดยใช้เสาไม้หรือเสาเหล็ก ขนาด 3 นิ้ว ขึงกระชังขนาด 4X 4 ให้ตึงทั้ง 4 มุม ยึดมุมกระชังด้านบนและด้านล่างให้ติดกับเสาให้แน่น ใช้ตะขอตอกรอบก้นกระชัง เพื่อยึดก้นกระชังให้ติดกับดิน เพื่อป้องกันกระชังเคลื่อนที่ กระชังที่ใช้เลี้ยงจะไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกิดไป”

ขนาดกระชัง มี 3 ขนาด คือ กระชังอวนฟ้า กระชังอวนสีแดงขนาดตา 1 เซนติเมตร กระชังอวนสีดำ ขนาดตา 1 นิ้ว

เริ่มปล่อยลูกปลาลงในกระชังอวนฟ้าก่อน เมื่อเลี้ยงไปประมาณ 1 เดือน ก็จะย้ายลงอวนแดง ขนาดตา 1 เซ็นติเมตร เลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 2 เดือน ปลามีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะเปลี่ยนมาเลี้ยงในกระชังอวนสีดำ ขนาดตา 1 นิ้ว และเลี้ยงต่อจนปลาได้ขนาดซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน แต่ถ้าหากใช้อวนที่โปร่งน้ำ มีการไหลถ่ายเทได้ดีจะทำให้ปลาโตเร็วขึ้นและไม่ทำให้ปลาขาดอากาศในช่วงเช้ามือ อย่างไรก็ตามภายในบ่อก็จะมีกังหันน้ำช่วยเติมอากาศในบางช่วงเวลา นอกจากนี้เพื่อความสะดวกในการดูแลและการเปลี่ยนกระชังก็จะทำสะพานไม้ผ่านเพื่อให้ง่ายต่อการการให้อาหารและการจับปลาอีกด้วย

“หลังจากเตรียมกระชังเลี้ยงพร้อมแล้ว ก่อนนำน้ำเข้าบ่อเลี้ยงจะใช้ผ้าอวนมุ้งกรองลูกปลาและไข่ปลาที่ติดมากับน้ำไม่ให้เข้ามาภายในบ่อเลี้ยง เพื่อป้องกันลูกปลาชนิดอื่นมาแย่งอาหารลูกปลาตะกรับ และนอกจากศัตรูที่จะเข้ามาทำลายแล้ว ความเค็มของน้ำจะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ ความเค็มระหว่าง 5-10 พีพีที พีเอช 7-9 อุณหภูมิน้ำ 27-30 องศาเซลเซียส ค่าอัลคาลินิตี้ 90-130 มิลลิกรัมต่อลิตร และปริมาณออกซิเจนละลายน้ำอยู่ระหว่าง 5-6 มิลลิกรัมต่อลิตร”

สำหรับพันธุ์ปลาและอัตราการปล่อยในแต่ละกระชัง คุณคุณฝารี่ดา บอกว่า ใช้พันธุ์ปลาที่ผ่านการฝึกให้กินอาหารเม็ดมมอย่างดี ซึ่งจะมีอายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง หลังจากฟักเป็นตัว มีขนาด 0.5 กรัม โดยอัตราการปล่อยที่เหมาะสมที่สุด คือ 2,000 ตัว/กระชัง อัตราการรอด 90 เปอร์เซ็นต์

ปลาตะกรับ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8 เดือน ดังนั้นอาหารที่ให้จะไม่ใช้เพียงอาหารเม็ดเพียงอย่างเดียว จะมีอาหารที่สามารถหาจากธรรมชาติ เช่น สาหร่าย เป็นตัวเสริม เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งโดยช่วงเวลาการให้นั้นขึ้นอยู่กับว่าจะให้เสริมในช่วงเวลาใด เช้า กลางวัน กลางคืน ซึ่งอาหารเม็ดสำเร็จรูปจำเป็นต้องมีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันคุณฝารี่ดา มีกระชังปลาตะกรับ ทั้งหมด 5 กระชัง สามารถเพาะเลี้ยงปลาได้ผลผลิตออกจำหน่ายส่งไปขายยังตัวจังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา ในราคากิโลกรัมละ 300-400 บาท สร้างเม็ดเงินต่อรุ่น/กระชัง มูลค่าหลักแสนบาท

ผู้ที่สนใจทดลองเลี้ยง แนะนำว่า ควรเริ่มเลี้ยงจำนวนน้อยประมาณ 1,500 ตัว เพราะการเลี้ยงน้อยๆเช่นนี้ไม่ต้องลงทุนมาก กระชังเพียง 1 ชุดก็เพียงพอ แต่หากยังไม่มั่นใจหรือต้องการความรู้เพิ่มเติมก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยง สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่คุณฝารี่ดา สันสาคร บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง โทรศัทย์ (084) 266-3253

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_41066

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …