ปลูกผักชีฝรั่ง ส่งขายตลาดค้าส่งใหญ่ สร้างเงินหมื่นได้ ด้วยพื้นที่ 1ไร่

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยาเผยแพร่วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2560

นครสวรรค์ถือเป็นแหล่งปลูกผักชีฝรั่งที่ใหญ่และสำคัญมากในประเทศ มีพื้นที่หลายตำบล หลายหมู่บ้านที่ยึดอาชีพนี้ ลักษณะการปลูกผักชีฝรั่งในแต่ละครัวเรือนไม่เท่ากัน มีจำนวนเนื้อที่ปลูกตั้งแต่ 1 ไร่ จนกระทั่งไปถึงหลายสิบไร่ เกษตรกรบางรายมักปลูกร่วมกับพืชอายุสั้นชนิดอื่น แต่บางรายอาจปลูกเพียงอย่างเดียว

การปลูกผักชีฝรั่งอาจต้องลงทุนทางด้านโรงเรือนในช่วงแรกเริ่ม ขณะเดียวกัน การเป็นพืชอายุสั้นการดูแลไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือนเก็บผลผลิตขาย อีกทั้งยังปลูกหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี ดังนั้น แม้จะต้องลงทุนมาก แต่หลังจากเวลาผ่านไปสามารถได้ทุนคืน จึงทำให้ชาวบ้านสนใจปลูกผักชีฝรั่งกันแทบทุกครัวเรือน

ตำบลท่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านปลูกผักชีฝรั่งหารายได้ อย่าง คุณสายัน หมอแจ่ม หรือ คุณติ๋ม อยู่บ้านเลขที่ 79/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ยึดอาชีพปลูกผักชีฝรั่งมาประมาณ 10 ปี ใช้พื้นที่ปลูก 14 ไร่

คุณสายัน หมอแจ่ม หรือคุณติ๋ม

แต่เดิมทีทำอาชีพนี้คุณติ๋มเป็นเพียงผู้รับซื้อผักชีฝรั่งจากชาวบ้านในละแวกพื้นที่หมู่บ้านแล้วนำไปส่งขายที่ตลาดสี่มุมเมือง ต่อมาเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดจึงหันมาปลูกด้วย

คุณติ๋ม บอกว่า เมื่อตอนที่เริ่มต้นปลูกครั้งแรกจะต้องไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากแถวจังหวัดสระแก้ว ในราคากิโลกรัมละ 2,000 บาท พอหลังจากปลูกไปแล้วสัก 1-2 รุ่น สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นผักชีฝรั่งไว้เองโดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้ออีกจึงเป็นการลดต้นทุน

โรงเรือนสำหรับปลูกผักชีฝรั่งใช้โครงเป็นไม้ไผ่แล้วมุงด้วยซาแรนมัดยึดด้วยเชือกหรือลวด ขนาดของโรงเรือนไม่มีมาตรฐานความกว้างยาวที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเนื้อที่เหมาะสมของผู้ปลูกแต่ละราย ส่วนความสูงทั่วไปมักไม่ต้องสูงมาก เพียงแค่เดินผ่านได้สะดวก

ทั้งนี้ การก่อสร้างโรงเรือนถือเป็นการลงทุนหนักในตอนแรก แล้วสามารถใช้งานไปได้หลายปีจนกว่าจะชำรุดหรือเปลี่ยนใหม่ โดยค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงเรือนเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งประกอบด้วยไม้ไผ่ ซาแรน เชือก และค่าแรง (ประมาณ 3,000 บาท)

ตัดเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกรุ่นต่อไป

ส่วนพื้นที่ปลูกเท่าไรจึงมีความเหมาะสม คุณติ๋ม บอกว่า จะใช้พื้นที่ปลูกเท่าไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการ เพียงแต่ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ควรต้องวางแผนปลูกให้เหมาะสม ต้องทยอยหว่านเมล็ดพันธุ์ เพราะจะได้เก็บผลผลิตได้ทัน อย่างถ้ามีพื้นที่สัก 6 ไร่ ให้แบ่ง 3 ไร่ แล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ จากนั้นให้ทิ้งช่วงเวลาสักเกือบ 2 เดือน จึงหว่านเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่เหลืออีก 3 ไร่ แนวทางแบบนี้จะทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้สะดวกและต่อเนื่อง

เกษตรกรรายนี้บอกว่า ภายหลังสร้างโรงเรือนเสร็จแล้วให้ไถพรวนดินเหมือนกับการทำนา และหากเป็นพื้นที่ปลูกครั้งแรกไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย แต่ถ้าปลูกไปหลายรุ่นควรมีการใสปุ๋ยบำรุงดินทุกครั้งที่มีการปรับพื้นดินก่อนจะปลูก จากนั้นให้หว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงจำนวนไร่ละ 1 กิโลกรัม

แหล่งน้ำต้องสมบูรณ์

หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์แล้ว รอให้ต้นงอกแล้วจึงรดน้ำพอชุ่มหรืออาจปล่อยน้ำให้ขังเล็กน้อย เมื่อต้นผักชีฝรั่งมีอายุสัก 1-1 เดือนครึ่ง จะใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ประมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่เพียงครั้งเดียว พร้อมกับการผสมยาป้องกันเชื้อรา ฉีดพ่นในประมาณ 5 ซีซี ต่อน้ำ 20-25 ลิตร แต่ถ้ามีการระบาดหนักให้เพิ่มเป็น 10 ซีซี ในปริมาณน้ำเท่าเดิม

ปริมาณน้ำที่ใช้สำหรับการปลูกผักชีฝรั่งถือว่าสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ต้นผักชีฝรั่งเจริญงอกงามและสมบูรณ์ ทั้งนี้คุณติ๋มชี้ว่า จะรดให้ชุ่มหรือปล่อยน้ำท่วมแปลงก็ได้เพราะเป็นพืชที่ทนน้ำขังได้สัก 1 เดือน เพียงแต่อย่าให้ขาดน้ำ

คุณติ๋มให้รายละเอียดการเก็บผักชีฝรั่งว่า ก่อนเริ่มเก็บผักชีฝรั่งควรปล่อยน้ำเข้าไปในแปลงสัก 1 คืน เพื่อให้ดินชุ่มน้ำ สะดวกต่อการเก็บผลผลิตแล้วไม่ทำให้ต้นเสียหายด้วย จากนั้นจะมีชาวบ้านที่รับจ้างเก็บผักชีฝรั่ง ซึ่งเรียกกันว่า “แขก” กลุ่มหนึ่งมีจำนวนตามที่ว่าจ้างมาจัดการถอนหรือดึงด้วยมือทั้งต้นและราก นำมาล้างให้สะอาด แล้วตัดแต่งให้มีความสวยงาม เพื่อให้มีราคาดี ชาวบ้านกลุ่มที่รับจ้างเก็บผักชีฝรั่งจะมีรายได้ถุงละ 25 บาท แล้วจึงนำผักชีฝรั่งที่ตัดแต่งบรรจุใส่ถุงพลาสติกใส ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัม ในแต่ละครั้งสามารถเก็บผักชีฝรั่งได้วันละ 200 ถุง หรือ 1 ตัน

ทยอยถอน ดึง ต้นผักชีฝรั่งเป็นแปลง

ผักชีฝรั่งเป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลาปลูกและเก็บผลผลิตในเวลาประมาณ 3-3 เดือนครึ่ง ดังนั้น หลังจากเก็บผลผลิตแต่ละรุ่นแล้วชาวบ้านจะเริ่มต้นปลูกรุ่นใหม่โดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ เพียงแต่ต้องมีการปรับไถพื้นที่แล้วบำรุงดินก่อนทุกครั้ง ฉะนั้น ผักชีฝรั่งจึงสามารถปลูกสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ใช้โดยไม่ต้องซื้อ คุณติ๋ม บอกว่า ชาวบ้านจะดูว่าถ้าคราวใดที่ปลูกแล้วเป็นจังหวะที่ผักในท้องตลาดราคาลดลง แล้วเห็นว่าไม่คุ้มเท่าไรนักก็จะยังไม่เก็บขาย แล้วจะปล่อยให้มีเมล็ดพันธุ์เพื่อเก็บใช้สำหรับปลูกในคราวต่อไป โดยเมล็ดพันธุ์ที่เก็บมาแล้วต้องนำมาตากแดด แล้วนำไปใส่ถุงหรือภาชนะปิดให้มิดชิดแล้วนำไปใส่ตู้เย็น สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี

มัดรวมไว้เป็นกำขนาดกำละครึ่งกิโลกรัม

คุณติ๋ม ชี้ว่า ราคาขายขึ้น-ลงตลอด และเป็นไปตามกลไกของตลาด ความสมบูรณ์ของผักชีฝรั่งจะดูจากขนาด ความสมบูรณ์ ความยาว และสีของใบด้วย ทั้งนี้ หากใบไม่สวยจะไม่สามารถขายได้เลย เพราะผู้รับซื้อไม่รับ บางช่วงที่ผักชีฝรั่งแพงเคยขายได้ถุงละ 300 บาท แต่ 2 ปีที่ผ่านมา ราคาลดลงมาก พร้อมกับบ่นว่าต้องแบกภาระราคาตกเช่นนี้มาแล้วถึง 2 ปี จากปกติเคยขายได้อย่างต่ำสุดเพียงถุงละ 80 บาท แต่ตอนนี้เหลือเพียงถุงละ 60 บาท ทั้งนี้ แหล่งที่พ่อค้ามารับไปขายส่งต่อคือตลาดไทและสี่มุมเมือง เป็นหลัก

นอกจากคุณติ๋มจะเก็บผักชีฝรั่งขายเองแล้ว ยังรับซื้อผลผลิตจากลูกไร่ที่มีอยู่จำนวน 6-7 ราย ซึ่งแต่ละรายมีพื้นที่ปลูกผักชีฝรั่งประมาณ 10 ไร่ด้วย โดยจะรับซื้อในราคาถุงละ 20 บาท (ถุง 5 กิโลกรัม) แล้วต้องจัดการเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะต้องถอน ดึง ซึ่งต้องจ้างถอนกิโลกรัมละ 5 บาท แล้วจ้างคนหามอีกถุงละ 3 บาท ดังนั้น เบ็ดเสร็จแล้วคนซื้อจะเหลือรายได้เพียงถุงละ 6 บาท

สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณสายัน หมอแจ่ม โทรศัพท์ (084) 886-5120

cr. : https://www.sentangsedtee.com/featured/article_41106

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …