เกษตรกรเมืองประจวบฯ แบ่งพื้นที่เลี้ยงไก่ไข่ เน้นปล่อยธรรมชาติ ไข่ออกดี ให้เก็บนาน 3 ปี

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนสุรเดช สดคมขำเผยแพร่วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2560

ปัจจุบันการทำปศุสัตว์ของคนในยุคนี้ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆ คนคิด ซึ่งถ้ามองไปถึงสมัยก่อนแล้วทุกคนจะมองว่าการเลี้ยงสัตว์สักชนิด ต้องมีพื้นที่และเวลาที่เพียงพอต่อการดูแล ซึ่งเวลานี้ความคิดเหล่านั้นได้ผันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะเกษตรกรบางรายสามารถแบ่งพื้นที่บางส่วนมาทำปศุสัตว์เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว จึงเป็นสิ่งที่หลายๆ คนลงมือทำ ถึงแม้จะมีเนื้อที่จำกัดก็ตามโดยแบ่งสันปันส่วนเพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้มีหลากหลายทางมากขึ้น

คุณภิญโญ นัครมนตรี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ทำปศุสัตว์ คือการเลี้ยงไก่ไข่บริเวณรอบบ้าน ควบคู่กับการทำการเกษตรอย่างอื่น เช่น ปลูกไม้ผล พืชผักสวนครัว จึงทำให้เวลานี้เขามีรายได้หลากหลายช่องทางจากการทำเกษตร ซึ่งการเลี้ยงไก่เขาบอกว่าไม่ต้องใช้พื้นที่มากก็สามารถเลี้ยงเก็บไข่ขายสร้างเงินได้เช่นกัน

คุณภิญโญ นัครมนตรี

สร้างแนวคิด กระจายความเสี่ยงรายได้

คุณภิญโญ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว เมื่อการเกษตรด้านอื่นลงตัวจึงมีแนวความคิดที่อยากจะให้ภายในบริเวณบ้านมีการทำเกษตรที่หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทางเป็นตัวเลือกในการสร้างเงินไว้ใช้จ่ายในครอบครัว

“เรามาคิดว่าถ้าปลูกพืชเพียงอย่างเดียว รายได้ที่มีบางครั้งอาจจะไม่แน่นอน เพราะพืชบางช่วงก็มีราคาขึ้นลง จึงได้ตัดสินใจนำการเลี้ยงสัตว์เข้ามาเสริม เพื่อให้รายได้มีมากขึ้น จึงได้ตัดสินใจเลี้ยงไก่ไข่ เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย สามารถกินเศษพืชผักที่เราคัดออกได้ และที่สำคัญยังสามารถปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ ใช้พื้นที่ไม่มาก เลี้ยงให้อยู่บริเวณรอบบ้านได้ สามารถคุ้ยเขี่ยหากินเองได้อีกด้วย” คุณภิญโญ บอกถึงจุดประสงค์ของการเลี้ยง

โดยไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงภายในพื้นที่บริเวณบ้าน คุณภิญโญ บอกว่า เป็นไก่ที่ได้รับจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและบางส่วนหาซื้อเข้ามาเลี้ยงเองด้วย จากเริ่มเลี้ยงแรกๆ ประมาณ 10 ตัว แต่เมื่อเลี้ยงไปเลี้ยงมาทำให้ตอนนี้มีไก่ไข่ที่เลี้ยงภายในบริเวณบ้านทั้งหมดถึง 200 ตัว

 

เน้นปล่อยเลี้ยงธรรมชาติ ไม่กักขังในพื้นที่แคบ

ซึ่งเคล็ดลับการเลี้ยงไก่ไข่ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก คุณภิญโญ บอกว่า เพียงแค่ทำโรงเรือนนอนแบบง่ายๆ ให้ไก่อยู่ พร้อมทั้งมีที่สำหรับวางไข่ไว้ให้ก็เพียงพอ โดยในขั้นตอนแรกจะนำลูกไก่ที่มีอายุ 3 วัน มากกไฟให้มีความแข็งแรงเสียก่อน ซึ่งในช่วงแรกๆ ที่ได้ลูกไก่มาจะไม่เน้นทำวัคซีนหรือให้ยาปฏิชีวนะ แต่จะเน้นเลี้ยงแบบให้อยู่ตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

“ไก่โดยธรรมชาติแล้ว ไม่ควรขังให้อยู่ในกรงเลี้ยงมากไป เพราะจะทำให้สัตว์เครียด สุขภาพก็อาจจะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ดังนั้น ก็เลยเลี้ยงแบบให้มีพื้นที่เดินเล่นได้ คุ้ยเขี่ยจะดีที่สุด เพราะไก่จะมีสุขภาพดี มีการผ่อนคลาย ซึ่งพื้นที่กกเราก็ทำเป็นแบบใหญ่ๆ เปิดไฟทิ้งไว้ พอลูกไก่หนาวก็เข้ามาอยู่เอง พอไก่ที่ผ่านการกกเริ่มคุ้ยเขี่ยหากินเองได้ ก็จะไม่เน้นให้อาหารแล้ว ก็จะให้หาอาหารกินเอง” คุณภิญโญ บอก

พื้นที่เดินคุ้ยเขี่ย

โดยไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงเป็นไก่ที่มีอายุแตกต่างกันมีตั้งแต่ไก่สาวที่มีอายุประมาณ 6 เดือน และลูกไก่อายุ 3 วัน ที่ซื้อมาทดแทนไก่ไข่บางตัวที่ตายไป โดยอาหารที่ใช้เลี้ยงจะมีเสริมด้วยรำข้าว ข้าวเปลือก สำหรับลูกไก่เล็กพอโตแล้วก็ปล่อยให้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ ซึ่งไก่ที่เขาเลี้ยงทั้งหมดไม่เน้นทำวัคซีนจะให้อยู่กับธรรมชาติเท่านั้น แต่สิ่งที่เป็นศัตรูที่ต้องระวังมากที่สุด คือ สุนัข และงูที่จะมากัดกินไก่

เมื่อไก่เจริญเติบโตเต็มที่พร้อมวางไข่ให้เก็บขายได้ คุณภิญโญ บอกว่า จะต้องมีอายุอย่างน้อยประมาณ 6 เดือนขึ้นไป สาเหตุที่ออกไข่ช้าเพราะเลี้ยงแบบธรรมชาติจึงทำให้การเจริญเติบโตช้าหน่อย แต่อายุการให้ไข่สามารถออกไข่ได้นานถึง 3 ปี

โรงเรือนนอน

ขายแบบคละไซซ์

ในเรื่องของการทำการตลาด คุณภิญโญ บอกว่า ไม่ได้กังวลว่าไข่ที่มีอยู่จะขายไม่ได้ เพราะโดยปกติก็จะนำผักที่ปลูกเองภายในสวนไปขายตามแหล่งต่างๆ อยู่แล้ว เมื่อมีไข่ไก่เพิ่มเข้ามาด้วยก็สามารถนำไปขายพร้อมกันได้ โดยจะเก็บรวบรวมทุกวันจากไก่ที่วางไข่

“การวางไข่แต่ละช่วงก็จะมากน้อยไม่เท่ากัน ช่วงที่อากาศร้อนๆ ก็จะออกวันละ 40-50 ฟอง แต่ถ้าช่วงอากาศปกติ สามารถออกไข่ได้ 120-150 ฟอง ต่อวัน จากจำนวนไก่ไข่ 200 ตัวที่เราเลี้ยง คิดว่าการเลี้ยงด้วยวิธีนี้แม้จะได้ไข่ไม่มาก แต่ไข่ไก่ของเราก็มีคุณภาพ เห็นได้จากไข่ขาวที่เหนียวกว่าปกติ ตอนนี้ผลผลิตออกมาก็ไม่พอขาย มีลูกค้ามาซื้อ ซึ่งเราก็ขายคละไซซ์อยู่ที่ฟองละ 4 บาท ออกขายสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละประมาณ 20 แผง พร้อมกับพืชผลเกษตรอื่นๆ ด้วย เช่น ผัก ผลไม้อื่นๆ ก็ขายได้หมด” คุณภิญโญ บอกถึงปริมาณการขาย

ไข่ที่เก็บทุกวัน

ไข่ไก่นวลสวย

ซึ่งไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติสามารถหาซื้อกันได้ที่ตลาดนัดโรงพยาบาลหัวหินทุกวันอังคาร โดยจะนำไปขายที่นั่นทุกสัปดาห์ และสำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงไก่ไข่เพื่อมีไข่ไว้เป็นอาหารภายในครัวเรือน คุณภิญโญ แนะนำว่า

“การเลี้ยงสัตว์ อย่าไปคิดว่าต้องเลี้ยงพื้นที่มากพื้นที่น้อย กำลังมีเลี้ยงได้เท่าไหนก็เลี้ยงเท่านั้น สามารถเลี้ยง 5-10 ตัวก็ได้ อาจจะเลี้ยงไว้กินไข่เองในบ้าน ก็ช่วยให้สามารถมีโปรตีนจากไข่ไว้กินได้เป็นประจำทุกวัน ก็เป็นการช่วยประหยัด ไม่ต้องซื้อกิน อย่าไปกังวลเรื่องพื้นที่ จะมีพื้นที่มากหรือน้อยก็สามารถเลี้ยงได้ แต่ถ้าบริเวณบ้านมีพื้นที่มากพอ ก็สามารถเลี้ยงในจำนวนที่มาก และสามารถทำเป็นอาชีพเสริมสร้างเงินได้ ถ้าจำนวนผลผลิตมากเกินกว่าที่เรากินไหว ก็สามารถขายได้ เท่านี้ก็มีรายได้เสริมที่เกิดจากกิจกรรมยามว่าง” คุณภิญโญ กล่าวแนะนำ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ (032) 611-366, (032) 602-362

(ขวา) คุณอภิลักษณ์ บุญล้อม เจ้าพนักงานสัตวบาล, (ซ้าย) คุณพรรณรบ เกิดโภคา พนักงานผู้ช่วยด้านสัตวแพทย์

ขอขอบคุณ คุณอภิลักษณ์ บุญล้อม เจ้าพนักงานสัตวบาล และคุณพรรณรบ เกิดโภคา พนักงานผู้ช่วยด้านสัตวแพทย์ ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_41085

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …