“เจ๊ท๊อฟฟี่” สอนน้องสายไอที จบแล้วอยากมีงานทำต้องเตรียมตัวอย่างไร

พัฒนาตัวเอง

ผู้เขียนเส้นทางเศรษฐีออนไลน์เผยแพร่วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2560

หลายคนอาจรู้จักกันดี สำหรับ ท๊อฟฟี่ – จักรพงศ์ พุ่มไพจิตร วัย 28 ปี เจ้าของฉายา “นางฟ้าไอที”คนล่าสุด ผู้ก่อตั้ง เพจ “ท๊อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม” ที่มียอดไลก์เกือบสองแสน และเขายังเป็นเจ้าของเอกลักษณ์แต่งกายภายใต้คอสเพลย์ชุดนักเรียนสาวมัธยมฯญี่ปุ่น ไว้ผมบ๊อบหน้าม้า ทว่าหนวดเครารุงรัง กระทั่ง “ลุคส์”ดังว่า เข้าตาเจ้าของสินค้าหลายราย จนมีการว่าจ้างให้เป็นเป็น “พริตตี้”ของแบรนด์ ค่าตัววันละหลักหมื่นเลยทีเดียว

ความน่าสนใจของ “นางฟ้าไอที” คนนี้ ไม่ได้อยู่แค่ที่ รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่เหมือนใคร แต่สาระสำคัญบนเพจ “ท๊อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม” นั้น ยังมีประโยชน์ต่อคนทั่วไป โดย ท๊อฟฟี่ เคยบอกไว้ “หัวใจหลัก” ของเพจนี้ อยากให้คน ทุกเพศ ทุกวัย มองว่า คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก หรือเข้าถึงยาก อย่างที่คิด เนื้อหาที่นำเสนอเหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องคอมพิวเตอร์ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในเบื้องต้น เวลามีปัญหา ไม่ต้องคอยแต่ส่งร้านซ่อมอย่างเดียว เป็นเหมือนการปูพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์เบื้องต้นให้กับคนทั่วไป โดยนำเรื่องในชีวิตการทำงานของตัวเขา เอง มาสร้างเนื้อหาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

ด้วยความน่าสนใจของบุคลิกภายนอกบวกกับความมีสาระ รวมอยู่ในตัว “ท๊อฟฟี่”นี่เอง ที่ล่าสุดก่อให้เกิดกระแสความต้องการ “เชิญตัว”ไปออกงาน นอกเหนือจากการไปเป็นพริตตี้ออกบู๊ธสินค้าแล้วด้วย

“มีคณะที่เปิดสอนสายไอที ในมหาวิทยาลัย 3 แห่ง เชิญไปบรรยายให้น้องๆที่กำลังจะเรียนจบ ซึ่งหัวข้อหลักจะเป็นเรื่องของการเตรียมตัวก่อนออกไปจากรั้วมหาวิทยาลัย การมีบุคลิกของคนทำงานสายนี้ และทักษะอะไรที่ควรรู้บ้าง”ท๊อฟฟี่ เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนบอกด้วยว่า ในการบรรยายแต่ละครั้ง จะมีประเด็นที่น้องๆควรรู้ไว้อื่นๆอีก เช่น สิ่งที่ต้องเตรียมตอนฝึกงาน เริ่มต้น ต้องศึกษาให้ดีว่าบริษัทที่จะขอเข้าไปฝึกนั้นทำกิจการอะไร แล้วส่ง mail ที่จั่วหัวด้วยข้อความ ระบุว่า ขอฝึกงานสาย… และอย่าลืมแนะนำตัวก่อน โดยทำ Resume ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย พิมพ์ คะ/ค่ะ คับ/ครับให้ถูก อย่าใช้ภาษา Social เด็ดขาด

นอกจากนี้ ท๊อฟฟี่ ยังแนะนำต่อ แม้จะได้เข้าไปฝึกงานหรือไม่ก็ตาม ให้ระวังเรื่องการใช้ Social Media ไว้ด้วย เพราะเมื่อได้ไปฝึกงานแล้ว Social media อาจจะนำพาความเดือดร้อนมาให้ อันเนื่องมาจากในการตั้งสเตตัสด่าหรือบ่น คนใน Office ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะเป็นการตำหนิผู้อื่น โดยไม่ช่วยให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้นกลับจะมีแต่แย่ลง

“คณะธุรกิจคอมพิวเตอร์ คือ วิชากลางๆ เพราะไปทำอะไรก็ได้ในสายไอที ขึ้นอยู่กับทักษะส่วนตัว แล้วต้องเลือกที่จะไปซักทาง เช่น จะไปเป็นโปรแกรมเมอร์ก็ได้ จะไปเป็น IT support ก็ได้ จะไปเป็น Game Master ตามบริษัทเกมก็ได้หรือจะเป็น Tester ทดสอบระบบ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบการตัดสินใจของผู้เรียน

แต่ถ้าน้องๆสนใจไอทีที่เป็นสายพื้นฐานที่ไปต่อยอดสายต่างๆก็คือ IT Support เป็นงานบริการที่คอยแก้ปัญหาให้กับ User ภายในองค์กร ทักษะที่ควรมีคือ Service mind และความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เช่น Hardware ต่างๆกว่าจะประกอบเป็นคอมฯต้องมีอะไร แล้วมี Software อะไรเป็นตัวขับเคลื่อนระบบ เมื่อมีพื้นฐานเท่านี้แล้ว ไม่ต้องห่วงเพราะปัญหาต่างๆ เป็นประสบการณ์ เราต้องเรียนรู้เอง มันจะมีปัญหามาให้เราเรียนรู้อยู่ทุกวัน”ท๊อฟฟี่ ฝากมาอย่างนั้น

ก่อนจาก ท๊อฟฟี่ บอกด้วยว่า ต่อจะให้เป็นอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นคนมีความสามารถและ ไม่ทำตัวน่าหมั่นไส้ คนต้องยอมรับ อย่างตัวเขาแม้จะเป็นเด็กติดเกม ก็สามารถใช้ความติดเกมไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เบื้องต้นแก้ไขคอมพ์ตัวเองให้ได้ ก่อนไปซ่อมให้คนอื่นได้ จากนั้นค่อยทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมสร้างรายได้เลี้ยงตัวเอง และไม่ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน

 

 

cr. : https://www.sentangsedtee.com/exclusive/article_40981

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

พัฒนาตัวเอง
“สินค้าไม่ได้มาตรฐาน”ปัญหาธุรกิจสำคัญของทุกชุมชน แนะใช้ “ธรรมศาสตร์โมเดล” ลองแก้ดู

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2560 “ธรรมศาสตร์โมเดล” เป็นโครงการธุรกิจเพื่อชุมชน ส่วนหนึ่งของหลักสูตรบริหารควบปริญญาตรี-โท ทางบัญชีและบริหารธุรกิจของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ทุกคนต้องเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ พร้อมใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนต่างๆ พร้อมไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการแบ่งปันและเปลี่ยนความรู้เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อมีความรู้ต้องแบ่งปันและทำประโยชน์ให้สังคมและใช้เครื่องมือเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ เดินหน้าได้ตามแนวทางรัฐสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า “ธรรมศาสตร์โมเดล” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดและความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษา ที่จะทำหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อลงไปวิเคราะห์ปัญหา และหาทางออก ช่วยกันแก้ไขให้ชุมชนนั้นสามารถพัฒนาสินค้าหรือแบรนด์ จนสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 4 เดือน (1 ภาคการเรียนการสอน) ร่วมกับคนในชุมชน ที่จะทำงานไปด้วยกัน, ภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องเงินทุน และความร่วมมือแบบพันธมิตรธุรกิจ และภาคราชการ ทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาคที่เข้ามาช่วยดูแลและผลักดันคนในชุมชน สร้างความร่วมมือภายในชุมชน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมา 10 ปีแล้ว นักศึกษาลงพื้นที่ไปทำงานกับชุมชนหลากหลายจังหวัดและทำงานกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดในหลายพื้นที่ …

พัฒนาตัวเอง
ชีวิตนี้ใช้ยังไงให้คุ้มค่า บัตรเครดิต…ก็เช่นกัน!! แนะเทคนิคใช้ยังไงให้คุ้ม

ผู้เขียนป้านะยะเผยแพร่วันพฤหัสที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2560 กลายเป็นปกติไปแล้ว เมื่อไปทานอาหารที่ร้านเสร็จ แล้วเรียกพนักงานเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับคำถามแบบไม่ต้องเหนียมอายใครว่า มีบัตรอะไรได้ส่วนลดบ้าง และหากบัตรเครดิตใบไหนให้ส่วนลด พฤติกรรมโดยทั่วไปเราก็จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาใช้รูดชำระเงินทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องถามหาจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าใครมีบัตรใบดังกล่าวบ้าง แหม! ก็ส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ คำนวณดูแล้วก็มิใช่น้อย เพื่อนที่มีบัตรเครดิตใบนั้นก็น่าจะยินดีที่จะให้รูด (ถ้าเพื่อนๆ ที่ไปทานข้าวกันพอไว้ใจกันได้และวงเงินไม่เต็มไปเสียก่อน) เพราะเมื่อเพื่อนๆ จ่ายเงินสดคืนให้เราแล้ว คนรูดยังได้คะแนนสะสมเข้าบัตรไปอีกเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยมีค่าเฉลี่ยในการถือบัตรเครดิตประมาณคนละ 2-3 ใบ นี่คือค่าเฉลี่ย บางคนมีมากถึง 10 ใบ ดังนั้น ก็ใช้วนไปค่ะ บัตรไหนให้ส่วนลดก็หยิบบัตรนั้นขึ้นมาใช้บ่อยหน่อย ตรงนี้เองก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของธนาคารแต่ละค่ายที่ใครจะเก่งกว่าในการเกี่ยวยอดใช้จ่ายผ่านด้วยการมีโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดกว่า มุกโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุด ก็เห็นจะเป็นส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบที่สุด แต่การแบกรับส่วนลดที่ว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันระหว่างร้านค้ากับธนาคารผู้ออกบัตรว่า ใครจะช่วยกันรับไปอย่างไร แต่ปัจจุบันความคิดสร้างสรรค์ในการสรรหาโปรโมชั่นมีความซับซ้อนขึ้น ส่วนลดที่ได้อาจต้องใช้คะแนนสะสมที่มีอยู่ในบัตรด้วย ตรงนี้เองลูกค้าต้องใช้ความรู้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์เบื้องต้นมาคิดคำนวณกันนิดหน่อย เช่น ทุก 1,000 …

พัฒนาตัวเอง
แนะรู้จักคน 4 กลุ่ม ทำความรู้จัก เพื่อแยกแยะ “ใครคือลูกค้าของเรา”

ผู้เขียนพลชัย เพชรปลอดเผยแพร่วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 คนที่ทำธุรกิจขนาดย่อมมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าถูกถามว่าใครคือลูกค้าของคุณ คำตอบพรั่งพรูครับ “เยอะแยะ…ใครก็ได้ที่ซื้อ” บางทีก็ตามมาด้วยชื่อคนโน้นคนนี้ ถ้าถามคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจว่า เล็งไว้หรือยังว่าใครคือลูกค้า “คนที่มีกำลังซื้อ…คนระดับกลางถึงบน…วัยรุ่น…” ถ้าคำตอบแบบนี้อาจจะกว้างเกินไป สำหรับคำถามว่าใครคือลูกค้า เวลาพูดถึงเรื่องของลูกค้า นักการตลาดมีการแบ่งยิบย่อย เกี่ยวกับนิยามของความเป็นลูกค้าไว้หลายอย่าง แต่ผมอยากกล่าวถึงสัก 4 อย่าง ให้เราเก็บเอาไว้พิจารณาเวลาทำธุรกิจ อย่างแรก “ลูกค้าเป้าหมาย” เวลาถูกถามตอนที่เริ่มทำธุรกิจ หรือกำลังจะทำธุรกิจ คนถามมักถามถึงสิ่งนี้ครับ “ลูกค้าเป้าหมาย” ชื่อชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นเพียงแค่ “เป้าหมาย” ยังไม่ใช่ของจริง ลูกค้าเป้าหมาย คือ คนที่เราคิดว่าอยากจะคบค้าด้วย อยากขายของให้เขา อยากให้เขามาซื้อของเรา อยากให้เขาเป็นลูกค้าประจำกันไปแสนนาน แต่ในชีวิตจริง…บางที เขาไม่เคยชายตาแลซะด้วยซ้ำ…ช้ำจริงๆ ลูกค้าเป้าหมาย มาจากการประมวลความคิด ความเหมาะสมทั้งหมดทั้งมวลว่า ทั้งสินค้า ทั้งราคา ทั้งวิธีหาช่องทางเข้าถึง ทั้งวิธีกระตุ้นการซื้อของเรา เหมาะสมกับพวกเขาอย่างแน่นอน เหมือนกับการยิงปืนครับ กระสุนพุ่งตรงไปได้จุดเดียว …