แนะเทคนิคให้น้ำระบบ “น้ำหยด-ฉีดฝอยใต้ต้น” ช่วยประหยัดน้ำ+ลดต้นทุนในภาคเกษตร

เกษตรกรยุคใหม่

เผยแพร่วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2560

เมืองไทยเป็นแผ่นดินทองของการเพาะปลูกพืช เพราะดินดี น้ำดี มีโอกาสรับลมฝนตลอดทั้งปี เริ่มจากพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ได้ฝนจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พอถึงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ก็ได้ฝนจากลมมรสุมในช่วงปลายฤดูหนาวต้นฤดูร้อน เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ได้น้ำฝนจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ได้น้ำฝนจากอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จนถึงช่วงปลายปี ประมาณเดือนตุลาคม ก็ได้น้ำฝนในช่วงปลายฝนต้นหนาวอีกครั้ง

แม้เมืองไทยจะไม่เคยขาดฝน แต่มีจุดอ่อนในเรื่องการจัดการพื้นที่เพื่อควบคุมน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่ชลประทานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังมีจำนวนจำกัดไม่ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงปลูกพืชโดยพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้มีความเสี่ยงสูง แม้จะได้รับน้ำฝนในช่วงต้นฤดูฝนจากอิทธิพลลมมรสุมมหาสมุทรอินเดีย แต่เมืองไทยก็ได้ปริมาณน้ำฝนไม่เต็มที่ เพราะน้ำฝนจะมาเรี่ย ๆ ดิน แถมมีภูเขาขวางกั้นมาเป็นระยะ ๆ เช่น

ภูเขาผานาง เป็นกำแพงกั้นลมฝน ทำให้อำเภอกบินทร์บุรีได้รับน้ำฝนในช่วงต้นฤดูฝนน้อยมาก ส่วนภาคอีสานมักเจอปัญหาฝนแล้ง เพราะมีภูเขาผานาง เทือกเขาสันกำแพงกับเทือกเขาพนมดงรัก เป็นกำแพงขวางกั้นลมฝน ที่ผ่านมา พื้นที่การเกษตรในพื้นที่ภาคอีสานจะมีโอกาสได้รับลมฝนจากทะเลจีนอย่างเต็มที่เฉพาะช่วงเดือนกันยายน แต่ระยะดังกล่าวเสี่ยงเจอฝนตกหนักจนกลายเป็นน้ำท่วมทำให้ยากต่อการนำน้ำฝนมาใช้ในการเกษตร

ระบบฉีดฝอยใต้ต้น

ทุกวันนี้ ระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ เป็นเทคโนโลยีการจัดน้ำเพื่อการเกษตร ที่เกษตรกรนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หากเปรียบเทียบมีประสิทธิภาพแล้ว “ เทคนิคการให้น้ำแบบจุลภาคคือระบบน้ำหยดและฉีดฝอยใต้ต้น กลับช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่า เพราะควบคุมจังหวะการให้น้ำได้แถมให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าในด้านปริมาณและคุณภาพ แต่ต้องใช้เงินลงทุนครั้งแรกสูงและค่าบำรุงรักษาระบบก็สูงตามไปด้วย ในบางท้องที่อาจให้น้ำด้วยแบบต่างๆ ผสมได้หลายแบบ เพื่อให้การใช้น้ำนั้นมีประสิทธิภาพดีที่สุด

ชำแหละข้อดีของ “ระบบน้ำหยด-ฉีดฝอยใต้ต้น ”

อ้างอิงจากผลการศึกษาวิจัยของ รองศาสตราจารย์ มนตรี ค้ำชู ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทานด้านระบบการให้น้ำแบบต่าง ๆ พบว่า การให้น้ำระบบน้ำหยดและฉีดฝอยใต้ต้น มีข้อดีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น 1. ช่วยเพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดีเพราะช่วยรักษาระดับความชื้นในดินอยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะตลอดเวลา ทำให้พืชงอกงามและได้ผลผลิตดีที่สุด ผลการศึกษาพบว่า ระบบนี้ให้ผลผลิตสูงกว่าการให้น้ำแบบอื่นๆ ประมาณ 10-20% โดยเฉพาะในดินทราย ดินที่มีความเค็มหรือคุณภาพของน้ำไม่ดี การให้น้ำแบบหยดจะให้ผลผลิตมากกว่าถึงสองเท่า

น้ำหยดให้น้ำเฉพาะจุด ช่วยประหยัดน้ำได้มาก เพราะเป็นการให้น้ำแก่รากพืชโดยตรง แถมใช้แรงงานน้อย ทั้งนี้ การให้น้ำแบบจุลภาคจะติดตั้งเป็นการค่อนข้างถาวร พร้อมให้น้ำได้ทุกเมื่อ เพียงเปิดหรือปิดวาล์วเป็นแปลงๆเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่เป็นอุปสรรคกีดขวางการดำเนินงานด้านอื่นภายในพื้นที่เพาะปลูก เช่น การตัดแต่งกิ่ง การพ่นยาปราบศัตรูพืช ตลอดจนการเก็บผลผลิต การทำงานเหล่านี้สามารถกระทำได้ในขณะทำการให้น้ำ วิธีนี้เป็นการให้น้ำครั้งละน้อยๆ สามารถควบคุมเวลาการให้น้ำและปริมาณน้ำได้ใกล้เคียงกับความต้องการได้มากกว่าวิธีการให้น้ำแบบอื่นๆ สามารถให้ปุ๋ยพร้อมกับการให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ควบคุมวัชพืชได้ดี เนื่องจากการให้น้ำเป็นจุดเฉพาะบริเวณโคนต้น ทำให้พื้นที่ เปียกน้ำเป็นเพียงส่วนน้อยของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่บริเวณอื่นจึงไม่มีน้ำ ทำให้การเจริญเติบโตของวัชพืชเป็นไปได้ยาก ทำให้พืชที่ปลูกเจริญเติบโตเต็มที่เพราะได้รับปริมาณน้ำอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึงกัน

น้ำหยดช่วยประหยัดน้ำ

การติดตั้งระบบน้ำหยด-ฉีดฝอยใต้ต้น

ระบบน้ำ หยดและฉีดฝอยใต้ต้น มีอุปกรณ์สำคัญประกอบด้วย หัวปล่อยน้ำ ท่อแขนง ท่อประธาน เครื่องกรอง เครื่องสูบน้ำ เครื่องควบคุมความดันของน้ำ อาจจะมีเครื่องผสมปุ๋ยด้วย หากใครสนใจอยากติดตั้งอุปกรณ์ให้น้ำพืชระบบนี้ รองศาสตราจารย์ มนตรี แนะนำว่า ควรเรียนรู้ และเข้าใจอุปกรณ์ต่างๆของระบบให้น้ำแก่พืชแบบจุลภาค ดังนี้

1) หัวปล่อยน้ำ หัวปล่อยน้ำเป็นสิ่งสำคัญมากของระบบจุลภาค เพราะทำหน้าที่ควบคุมการไหลของปริมาณน้ำจากท่อแขนงไปสู่ดิน หัวปล่อยน้ำ มีชื่อเรียกได้หลายอย่าง แล้วแต่ความนิยมของแต่ละประเทศหรือแต่ละบุคคล โดยทั่วไป หัวปล่อยน้ำ แบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ

หัวน้ำหยด ลักษณะน้ำจะไหลเป็นหยดๆ ต่อเนื่องกัน หัวไมโครสเปรย์ ฉีดเป็นฝอยแต่หัวไม่มีส่วนหมุน หัวไมโครสปริงเกอร์ ฉีดเป็นฝอยซึ่งหัวมีส่วนหมุน หัวฉีดน้ำเป็นจังหวะ ๆ เป็นหัวฉีดที่นำเอาหัวน้ำหยดรวมกับไมโครสเปร์ หรือไมโครสปริงเกอร์ น้ำจะออกน้อยเหมือนน้ำหยดแต่ฉีดได้กว้างไกลเหมือนสปริงเกลอร์

2) ท่อแขนง ท่อแขนงทั่วๆไปจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16-20 มม. ทำด้วยวัสดุได้หลายประเภท แต่ที่นิยมใช้กัน เป็นวัสดุโพลีอีทีลีนความหนาแน่นต่ำ (LDPE) สีดำเข้มที่ผสมสารป้องกันแสงอาทิตย์ (black carbon) นิยมวางบนผิวดิน

3) ท่อแยกประธาน ท่อนี้จะมีท่อแขนงมาต่อแยกออกด้านหนึ่งหรือสองด้านก็ได้ ส่วนมากจะเป็นวัสดุจำพวกพีอี หรือ พีวีซี นิยมฝังใต้พื้นดิน

4) ท่อประธาน ท่อประธานเป็นท่อที่เชื่อมโยงท่อแยกประธาน ให้ต่อกับแหล่งน้ำท่อประธานจะทำจากวัสดุต่อไปนี้ พี.อี. และพี.วี.ซี. ซึ่งจะใช้วัสดุแบบใดก็ตาม ไม่ควรเป็นวัสดุที่เป็นสนิม และลอกเป็นสะเก็ดได้ง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการอุดตัน

5) เครื่องกรอง เครื่องกรองเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการให้น้ำแบบจุลภาค ควรใช้น้ำที่สะอาดจริงๆ เพื่อป้องกันปัญหาการอุดตัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเสียเวลามาก เครื่องกรองที่นิยมใช้ส่วนมากเป็นแบบพื้นผิวคือแบบตะแกรง กับแบบชั้นความลึกได้แก่พวกชั้นทรายกรวด และแบบแผ่นจานเซาะร่อง วางซ้อนกัน ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับลักษณะของตะกอนหรือสิ่งที่ต้องการจะกรองออกจากน้ำก่อนที่จะส่งเข้าสู่ระบบการให้น้ำ

น้ำหยดในแปลงปลูกไม้ดอก

ระบบน้ำหยดสามารถปลูกในดินได้แทบทุกประเภท แม้กระทั่งดินทรายที่ไม่มีสารอาหารเลย เพียงแค่ใส่ปุ๋ยผสมไปพร้อมกับการให้น้ำ หากออกแบบระบบน้ำอย่างถูกต้องเหมาะสม จะทำให้พืชได้รับน้ำสม่ำเสมอเท่ากันทุกต้น ทำให้พืชเจริญสม่ำเสมอเท่ากัน แบ่งพื้นที่การให้น้ำเป็น 4 แปลง แต่ละแปลงมีพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ ให้น้ำแปลงละ 4 ชั่วโมงต่อวัน 1วันทำการให้น้ำถึง 16ชั่วโมง จะเห็นว่าใช้ท่อรองประธาน และท่อประธานขนาดเล็กมากเพียง 50 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) สามารถใช้กับพื้นที่ได้ถึง 200 ไร่ ในประเทศอิสราเอล สำหรับเกษตรกรไทยคงใช้ท่อขนาดไม่น้อยกว่า 4 -6 นิ้ว เพราะต้องการให้น้ำให้เสร็จเร็วๆ เช่น2 -3 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้ระบบท่อและเครื่องปั๊มน้ำต้องใหญ่กว่าอย่างน้อย 2-3 เท่า

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_41063

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …