ชาวนาชัยนาทใช้ “ แหนแดง – เชื้อบิวเวอร์เรีย ” เพิ่มผลผลิต-ลดต้นทุนการปลูกข้าว

เกษตรกรยุคใหม่

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2560

ปีนี้ เมืองไทยเจอภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับภาวะต้นทุนค่าครองชีพ ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย ค่ายาที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิม “ลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำสุด ” คือทางออกของชาวนาจังหวัดชัยนาท เพื่อให้มีผลกำไรเหลือติดกระเป๋าได้มากที่สุด

ตำบลนางลือ อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท นับเป็นอีกหนึ่งทำเลทองของการปลูกข้าวในพื้นที่ภาคกลาง ตำบลบางลือมีพื้นที่ปลูกข้าวหลายร้อยไร่ เกษตรกรนิยมปลูกข้าวปีละ 3 ครั้ง หมดฤดูทำนา จะปลูกถั่วเขียวเพื่อเป็นรายได้เสริมและเพิ่มธาตุอาหารในดิน เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าว พันธุ์ กข41 และ พันธุ์ กข 47 แบบใช้น้ำน้อย และใช้แหนแดงแทนปุ๋ยยูเรีย ปลูกข้าวกี่ครั้งกี่หนก็ได้ผลกำไรงาม เพราะใช้เงินลงทุนน้อยนั่นเอง

ทำนาเปียกสลับแห้ง

การปลูกข้าวนาดำในระบบเปียกสลับแห้ง เริ่มจากใช้แหนแดงหว่าน ลงในแปลงนาข้าวก่อน เพื่อไป ปิดหน้าดินไม่ให้วัชพืชขึ้น แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับนาหว่าน เพราะทำแล้วไม่ค่อยได้ผลผลิตเท่าที่ควร การหว่านแหนแดง ในนาข้าว สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากขึ้นกว่าเดิม เก็บเกี่ยวแต่ละครั้งจะได้ผลผลิตมากกว่า90 ถังขึ้นไป แม้จะปลูกข้าวทำนาตลอดทั้งปี โดยไม่พักที่นาเลยก็ตาม แต่ไม่เจอปัญหาโรคและแมลงรบกวนแปลงปลูกข้าวเลย แถมการทำนาปลูกข้าวในแต่ละฤดูยังได้ผลิตเพิ่มขึ้น ถึง 100 ถัง สร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าครั้งละ 300,000 บาท

เทคนิคปลูกข้าวแบบใช้น้ำน้อย

เทคนิคปลูกข้าวแบบใช้น้ำน้อย เริ่มจากตากดินให้แห้งทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน ใส่ปุ๋ย คือ 16-20-0 (รอบ2) ตากดินเพิ่ม อีก15วัน เห็นว่าดินเริ่มแตก ราดน้ำให้ขังน้ำเอาไว้ประมาณ 7 วัน ตากดินต่ออีก 7วัน เพื่อลดปัญหาโรคและแมลงรบกวน เมื่อต้นข้าวเริ่มให้ผลผลิต จะใช้รถเกี่ยวข้าวแล้วตกกล้าเอาไว้ก่อน พอเกี่ยวข้าวได้ 3 วัน ก็ดำนาต่อได้เลย เนื่องจากกาดดินเอาไว้เรื่อย ๆ ในช่วงที่ต้นข้าวแตกกอ ช่วงที่ข้าวออกรวงจะไม่กาดดิน

ท้องนาในย่านนี้แทบไม่เจอปัญหาข้าวดีด ข้าวเด้งเลย เพราะปลูกข้าวแบบนาดำจะใช้เมล็ดข้าวปลูก พันธุ์ข้าว 41และสายพันธุ์ข้าว47 หว่านประมาณถังครึ่ง ข้าวสายพันธุ์ 47 จะเป็นข้าวที่มีอายุ100 วัน นับจากวันที่ปักดำ ส่วนสายพันธุ์ข้าวปลูก 41 เป็นข้าวเบาที่มีอายุ 95 วัน นับจากวันที่ปักดำ ไปจนถึงวันที่เก็บเกี่ยว หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต จะขายข้าวได้ทันที โดยไม่ต้องตากข้าวให้แห้ง

ต้นข้าวออกรวง

ปลูกข้าวได้ผลผลิตดี …มีกำไร

การปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตที่ดีมีกำไร ไม่ใช่เรื่องยาก ตัวช่วยสำคัญของชาวนาในท้องถิ่นนี้คือ การใช้แหนแดงในนาข้าวทดแทนปุ๋ยยูเรีย สามารถบำรุงต้นข้าวให้เติบโตแข็งแรงและแตกกอดี พร้อมลดต้นทุนการผลิตได้มาก แหนแดง มีประโยชน์ กับนาข้าวมาก เพราะแหนแดงจะเข้าไปช่วยตรึงไนโตรเจน ให้กับต้นข้าว ที่ปลูกในลักษณะนาเปียกสลับแห้ง แหนแดง ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้มากถึงไร่ละ 1 ตัน ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้มาก เพราะใช้ปุ๋ยเคมีไม่ถึง 1ลูกต่อไร่ แต่ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น เฉลี่ย 91 ถังต่อไร่ เปรียบเทียบผลผลิตกับนาข้าวทั่วไป ที่มีผลผลิตเพียง 85 ถังต่อไร่เท่านั้น แถมมีต้นทุนการทำนาลดลงแค่ไร่ละ 4,800 บาทเท่านั้น หลังหักต้นทุนค่าใช้จ่าย ยังเหลือเม็ดเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าไร่ละ 9,000 บาท

ตากดิน

“ แหนแดง-เชื้อบิวเวอร์เรีย”

ผลกำไรที่สูงขึ้นของชาวนาในท้องถิ่นนี้ เกิดจาก 2 ตัวช่วยสำคัญคือ แหนแดง และเชื้อบิวเวอร์เรีย ซึ่งสามารถผลิตขึ้นใช้เองได้ โดยนำเมล็ดข้าวโพด มาแช่น้ำเอาไว้ 1คืน จากนั้นขึ้นมาผึ่งให้หมาดๆ หลังจากนั้น นำเมล็ดข้าวโพดใส่ถุงมัดหนังยาง แล้วนำไปนึ่งนาน 3 ชั่วโมง ปล่อยให้เย็น วันต่อมา จึงค่อยทำการเขี่ยเชื้อ ใส่ถุงข้าวโพดปล่อยเอาไว้ 12 วัน เมื่อเชื้อเดินเต็มที่แล้ว สามารถนำไปใช้งานได้ทันที

เมื่อต้องการใช้เชื้อบิวเวอร์ในนาข้าว เพียงแค่นำเชื้อบิวเวอร์เรีย มาขยี้ลงในน้ำ เพื่อให้สปอร์เชื้อรา หลุดออกจากเมล็ดข้าวโพด จากนั้นนำหัวเชื้อไปผสมกับน้ำ 200 ลิตร นำไปฉีดพ่นในนาข้าวตามปกติ อีกวิธีคือ นำเชื้อบิวเวอร์เรีย ที่ผสมแล้ว นำไปใส่ในกระบอกท่อพีวีซีนำไปปักเอากลางแปลงนาข้าว กระแสลมตามธรรมชาติจะช่วยพัดสปอร์ของเชื้อดังกล่าว ไปทั่วแปลงนาข้าว วิธีนี้ประหยัดแรงงานได้อย่างดี โดยทั่วไปเชื้อบิวเวอร์เรีย 1ถุง จะสามารถปักได้มากถึง 7 กระบอก ซึ่งเชื้อบิวเวอร์เรียจะช่วยป้องกันไม่ให้แมลงศัตรูพืชทุกชนิดเข้ามารบกวนในแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แหนแดง

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_41351

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …