ทิ้งเงินเดือนกว่า 3 แสน มาปลูกผักขายได้ 5 แสน จากฟาร์มสู่ร้าน

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนอันติกาเผยแพร่วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2560 ทิ้งเงินเดือนหลักแสน สร้างความ (ฟาร์ม) ฝัน “ตอนที่ผมทำงานก็วางแผนไว้ตลอด ว่าวันหนึ่งจะมีธุรกิจของตนเอง เพื่อรองรับในวัยเกษียณ แต่แค่อายุประมาณ 40 ผมก็ตัดสินใจออก เพื่อให้เวลากับครอบครัว ลูกๆ เป็นวัยที่ต้องการพ่อ และก็เพื่อสร้างสุขภาพกายและใจที่ดีให้กับตัวเอง ตอนนั้นผมให้เวลาตัวเอง 5 ปี โดยใน 2 ปีแรกเป็นการค้นหาตัวเอง และอีก 3 ปีลงมือทำ” คุณเจส คาลโว เริ่มต้นบทสนทนา อะไรที่จะทำให้สุขภาพดี อะไรที่ทำแล้วยังมีเวลาให้ลูก นั่นคือ “เป้าหมาย” ในการเดินสู่เส้นทางอาชีพ

“ผมเป็นคนชอบทานผักมาก ทุกมื้ออาหารต้องมี แต่ผมไม่เชื่อว่าผักที่วางจำหน่ายจะปลอดสารพิษทั้งหมด จึงคิดว่าถ้าอย่างนั้นปลูกผักทานและขายไปด้วยดีกว่า โดยใช้พื้นที่ส่วนที่เหลือจากปลูกบ้าน ไม่ถึงครึ่งไร่ (ย่านวงศ์สว่าง-นนทบุรี) ซื้ออุปกรณ์ปลูกระบบไฮโดรโปนิกส์ แต่ทำได้ 1 ปี ต้องโละทิ้ง เพราะเราขาดความรู้ความเข้าใจ เหมือนถูกคนขายอุปกรณ์หลอก” คุณเจส ยอมจำนนกับการสูญเงิน 600,000 บาท ในการลงทุนก้อนแรก แต่ทว่าไม่ยอมสูญเสียความหวัง เพราะเชื่อว่าทางสายนี้ เดินมาถูกแล้ว ในเมื่อขาดความรู้ ก็ไปเรียนรู้ให้ละเอียด กับครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญโดยตรง แล้วตัดสินใจลงทุนอีกครั้งกับเงิน 800,000 บาท ซึ่งจากวันนั้นจนถึงวันนี้ราว 2 ปีกว่า คุณเจส ว่า ผลผลิตผักออกมาคุณภาพดีทุกฤดูกาล

“ผมตั้งไว้เลยว่าผักที่ปลูกต้องได้คุณภาพ ปลอดสารพิษ ไม่ติดรสขม กรอบอร่อย ซึ่งทำอย่างไรจะได้ผักเช่นนี้ก็ต้องศึกษาครับ ผมปรุงสูตรสารอาหารเอง ให้เหมาะใช้ในแต่ละฤดูกาล ทำให้ผักที่ออกมาคุณภาพดี และมีสม่ำเสมอ แม้หน้าร้อน หน้าฝน ซึ่งผักเมืองหนาวจะขาดตลาด แต่ที่ฟาร์มรักดีมีต่อเนื่อง” ต่อยอดฟาร์มสู่ร้าน ทำรายได้ให้หลักแสน

พื้นที่ปลูกไม่มาก จะทำอย่างไรจึงจะมีรายได้งอกงาม ก็ต้องต่อยอด โดยเริ่มต้นคุณเจส นำมาแปรรูปเป็นผักสลัดบรรจุกล่อง จำหน่ายพร้อมน้ำสลัดสูตรเฉพาะฟาร์มรักดี ให้เลือก 3 รสชาติ ซึ่งผลตอบรับดีมาก จึงต่อยอดอีกครั้งกับการเปิดร้านอาหาร โดยเลือกเมนูที่สามารถต่อยอดจากผักในฟาร์มของตนเองได้ เมนูสเต๊ก เนื้อ หมู ไก่ ปลาแซลมอน สลัด และอาหารฝรั่งราว 40 รายการ ผุดขึ้นรองรับลูกค้าที่เดินทางมา 100-500 คน ต่อวัน นำพารายได้มาสู่ฟาร์มรักดีรวมแล้ว 300,000-500,000 บาท ต่อเดือน ตัวเลขความเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ ทำเลไม่ต้องตา แล้วอย่างไรลูกค้าจึงเดินทางมากันหนาแน่น คุณเจสให้เหตุผลว่า โซเชียล คือสื่อสำคัญ ส่งกระจายออกไปได้รวดเร็ว ฉะนั้น การทำการค้าในวันนี้ ทำเลดีจึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่ต้องโฟกัสกันที่ผลิตภัณฑ์ และบริการ ซึ่งคุณเจสยืนยันว่า 2 สิ่งนี้ มีอยู่ที่ฟาร์มรักดี

“ผมยกมือไหว้ลูกค้าทั้งไปและกลับเสมอเหมือนกันทุกคน สร้างความอบอุ่นและเป็นกันเองให้เขา ผมว่าสิ่งนี้พิสูจน์ความเป็นมืออาชีพในด้านการค้าปลีกนะ ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่จูงใจลูกค้า คือ ธรรมชาติ ฟาร์มรักดีอยู่ห่างจากเมืองแค่ 1 กิโลเมตร แต่ที่นี่เงียบ สงบ สิ่งนี้แหละครับที่คนยุคนี้แสวงหา” เมื่อเลือก “บ้าน” เป็น “ร้าน” ทำให้ลดปัญหารายจ่ายค่าเช่าพื้นที่ และนี่จึงเป็นเหตุผลให้สามารถผลิตสินค้าคุณภาพดีในราคาถูกได้ โดยเมนูสเต๊กเริ่มต้น อย่างสเต๊กปลาแซลมอนเพียง 120 บาท หรือสเต๊กเนื้อโคขุนนำเข้าจากออสเตรเลียจานละ 390 บาทเท่านั้น ส่วนสลัด เมนูที่ลูกค้ามาเป็นต้องสั่งชามโต ราคา 80 บาท บวกน้ำสลัด 3 รสชาติ

“ลูกค้าพอมาทานแล้วเขาประทับใจ ทั้ง อาหาร ราคา และบริการ ก็เกิดการบอกต่อ โดยเฉพาะในโลกโซเชียล เกิดการโพสต์ การแชร์ ขึ้นมา ทำให้วันนี้ฟาร์มรักดีมีลูกค้ามาจากหลายแห่ง ต่างจังหวัดก็เดินทางมา อย่างในวันพุธ เราจัดโปรโมชั่น ทานสลัดไม่อั้นท่านละ 60 บาท ลูกค้าแน่นมาก หรืออย่างเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้ามาชมฟาร์ม เพราะเราทำฟาร์มสวย สะอาดตา มาทานอาหารกัน 3 วันนี้จึงต้องมีการโทรสั่งจองโต๊ะ และเราจะบอกกับลูกค้าว่า ถ้ามาทานอาหารที่ร้านต้องใจเย็นๆ นะครับ เพราะอาหารเราทำสด ไม่มีการสต๊อกไว้” และนี่จึงเป็นอีกเหตุผลทำให้ ฟาร์มรักดี กลายเป็นที่รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว

สนใจเดินทางไปชมฟาร์ม ลิ้มรสอาหารอร่อย ติดต่อ “ฟาร์มรักดี” ได้ที่โทรศัพท์ (092) 281-7788 หรือ www.facebook.com/Farmluckdee หรือจะโทรศัพท์สั่งเมนูอร่อยให้ไปส่งถึงหน้าบ้าน ฟาร์มรักดี ยินดีให้บริการทั่วประเทศไทย

cr. : https://www.sentangsedtee.com/featured/article_41348

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …