“อนันต์ อัศวโภคิน” เผยหลักคิด “ให้” ก่อน “รับ” ถึงได้รวย

พัฒนาตัวเอง

ผู้เขียนสาโรจน์ มณีรัตน์เผยแพร่วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2560

หาก “รายได้” คือเป้าหมายของการทำธุรกิจ “กำไร” จึงกลายเป็นผลที่ต้องได้รับ แต่จะมีสักกี่คนเลือกมองข้ามสิ่งนี้ไปก่อน “อนันต์ อัศวโภคิน” คือหนึ่งในผู้คิดต่าง เขาเลือก “ให้ ก่อน รับ” และคำตอบของความคิดแบบนี้ นำมาซึ่งความ “รวย”

ทุกครั้งที่ “อนันต์ อัศวโภคิน” บอสใหญ่ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธุรกิจในเครือรุกจะทำธุรกิจอะไรเป็นน่าจับตามองทั้งสิ้น เหมือนอย่างสมัยก่อนที่เขาปล่อยแนวคิดบ้านพร้อมอยู่ออกมา

ใครๆ ในวงการอสังหาริมทรัพย์ต่างงงกันว่าเขาจะมาไม้ไหน เพราะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สมัยก่อนเขาจะขายกระดาษเพื่อเอาเงินสดใส่กระเป๋าก่อน แล้วถึงจะเริ่มก่อสร้างโครงการ

แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขาเชื่อว่าคนที่ซื้อบ้านต้องอยากเห็นบ้าน อยากจับต้องวัสดุ และอยากเห็นของจริงทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้าน

เพราะบ้านราคาไม่ใช่ถูก

แถมยังต้องอยู่กันทั้งชีวิต

เขาจึงตอบสนองลูกบ้านด้วยการให้ผู้ซื้อ เพียงแค่ยกกระเป๋าเดินทางเข้ามาก็สามารถอยู่ได้เลย จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของลูกค้าเมื่อหลายสิบปีก่อน

กระทั่งเขามีความคิดในการทำธุรกิจค้าปลีกอสังหาริมทรัพย์ในเทอร์มินอล 21 อโศก ซึ่งหลักคิดของเขาบอกว่าที่นี่จะไม่มีห้างสรรพสินค้า แต่จะมีร้านค้าของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) กว่า 700 ราย ที่พร้อมจะเปิดให้บริการ

เพราะเขาเชื่อว่าร้านค้าแบรนด์เนม สามารถไปหาซื้อจากห้างสรรพสินค้าไหนก็ได้ในมหานครกรุงเทพ แต่ที่นี่จะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะสินค้าของที่นี่จะถูกกว่าร้านค้าชั้นนำเหล่านั้นมาก

สำคัญไปกว่านั้น “อนันต์” ใช้กลยุทธ์ “แท็งก์น้ำ” ด้วยการเปิดฟู้ดคอร์ตบริเวณชั้นบน โดยมีร้านอาหารดังต่างๆมากมายมาอยู่ที่ชั้นนี้ เพราะราคาถูกมากๆ เพราะ “อนันต์” ตั้งใจให้พนักงานออฟฟิศ และประชาชนทั่วไปรับประทานอาหารเลิศรสในราคาถูก กล่าวกันว่าที่เขาทำเช่นนั้นได้เพราะเขาไม่คิดค่าเช่าในช่วงแรก

เขายอมขาดทุน 3-5 ปี

เพื่อให้ผู้บริโภคมารับประทานอาหารมากที่สุด

จากนั้นเมื่อมีคนมารับประทานอาหารมากๆ เขาจะปล่อยให้คนค่อยๆ ไหลลงมาในแต่ละชั้น ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มากมาย คล้ายๆ กับเป็นการปล่อยน้ำช้าๆ ออกจากแท็งก์

“อนันต์” บอกว่าฟู้ดคอร์ตในปัจจุบันมีคนมารับประทานอาหารตลอดทั้งวันประมาณ 30,000 คน ที่ไม่เพียงจะทำให้ร้านค้าทุกร้านขายอาหารได้อย่างดี หากยังช่วยให้พวกเขามีรายได้เป็นกอบเป็นกำด้วย

ด้วยหลักคิดเช่นนี้เอง เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมผ่านมา “อนันต์” จึงหันไปเปิดเทอร์มินอล 21 ที่โคราช และที่อื่นๆ ต่อไป

“ผมอาจไม่ใช่ศูนย์การค้าใหญ่ที่สุด แต่เรามองซัพพลายเออร์เป็นคู่ค้า คู่ค้าอยู่ได้ เราถึงจะอยู่ได้ และเป้าหมายของผมไม่ใช่แค่เทอร์มินอล 21 อโศก หรือโคราชเท่านั้น เรามีแผนอีกเยอะมากในทุกทำเลที่มีโอกาส เพราะฉะนั้น เราจะต้องโตไปด้วยกัน ผมอาจใหม่ในธุรกิจนี้ พวกคู่ค้าเอสเอ็มอีก็ใหม่ ดังนั้น เราต้องมาร่วมมือกัน”

“ดังนั้น ถ้าซัพพลายเออร์มีปัญหาอะไร จุดไหนบอกพวกเรา เราพร้อมช่วยเหลือทุกอย่าง การตกแต่งร้านค้าดิสเพลย์ เรามีทีมแลนด์แอนด์เฮ้าส์คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำ มีปัญหาเรื่องการเงิน เราก็มีแอลเอชแบงก์ซัพพอร์ตในทุกๆ อย่าง”

“ส่วนหน้าที่เติมคน เติมทราฟฟิก ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้คนเข้ามาเดินในศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่องและตลอดทั้งวัน เพราะการทำธุรกิจศูนย์การค้าไม่จำเป็นต้องได้กำไรตั้งแต่วันแรก ผมรอได้ ผมยอมขาดทุน 3-5 ปีแรก เพื่อให้ศูนย์การค้าเดินต่อไปได้ และจะไม่ยอมให้ศูนย์การค้าทุกแห่งที่ผมเปิดล้มเหลว”

ทั้งนั้นเพราะ “อนันต์” มองว่าเมื่อเขาเข้ามาแล้ว เขาจะทุ่มเททุกอย่าง และพร้อมทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน

อีกเหตุผลหนึ่ง “อนันต์” เชื่อว่าคอนเซ็ปต์ของเทอร์มินอล 21 โคราช สร้างความแตกต่างให้กับคนเมืองย่าโม เพราะเขาใช้คอนเซ็ปต์ “มาร์เก็ตสตรีต” ซึ่งเป็นถนนของย่านร้านค้าดังๆ ของเมืองโคราช และที่อื่นๆ ขณะเดียวกัน ก็มีหอคอยชมเมืองสูงเท่าตึก 24 ชั้น ตั้งอยู่กลางเมืองโคราช

มีบันไดเลื่อนยาว 36 เมตร กลางเอเทรียม ทั้งยังเป็นบันไดเลื่อนในศูนย์การค้าที่ยาวที่สุดในเมืองไทย นอกจากนั้น ยังมีหอไอเฟลจำลองสูง 72 ฟุต เท่ากับตึก 5 ชั้น

ที่สำคัญ “อนันต์” ยังติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตไวไฟ ความเร็วสูงสุด 200 MB เพื่อเปิดใช้ฟรีทุกจุดทั่วศูนย์การค้า ไม่เว้นแม้แต่ในห้องน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นแม่เหล็กอีกอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้กลุ่มลูกค้าวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่แห่มาใช้บริการที่นี่

สิ่งสำคัญอีกอย่าง “อนันต์” จะไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่ของเดือนแรกด้วย

ตรงนี้น่าจะเป็นแรงจูงใจอีกอย่าง ที่จะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) เข้ามาเช่าพื้นที่ร้านค้าอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

เพราะอย่างที่บอกหลักคิดของ “อนันต์” ใช้วิธี “ให้” ก่อน “รับ” เพราะเมื่อคิดว่าจะไม่เอากำไรตั้งแต่แรก เขาจึงปล่อยให้ร้านค้าทำมาหากินก่อน จนกระทั่งเมื่อธุรกิจของเขาเริ่มอยู่ตัว เขาถึงจะเก็บค่าเช่า นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการทุกรายก็จะยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว

ก่อนที่จะปล่อยให้เป็นเกมรับของธุรกิจต่อไป

บนหลักการของความคิดเช่นนี้เอง จึงทำให้เขาเชื่อว่าถ้าเขานำหลักคิดนี้ไปใช้ในทำเลพัทยา, ขอนแก่น, เชียงใหม่, ภูเก็ต และอีกหลายสาขาในมหานครกรุงเทพ ก็เชื่อแน่ว่าหลักคิดเช่นนี้จะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างการเติบโตของร้านค้า โดยการพูดปากต่อปาก นับเป็นกลยุทธ์ชั้นดี ที่ทำให้ลูกค้าต่างบอกต่อ จนทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นโดยเร็วกับเทอร์มินอล 21 อโศก

ว่ากันว่าความสำเร็จเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับสาขาโคราช และที่อื่นๆ ตามมาอีกด้วย

ซึ่งไม่ธรรมดาเลย?

 

หมายเหตุ ข้อมูลจากนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ฉบับ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

cr. : https://www.sentangsedtee.com/thinking-executive/article_41307

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

พัฒนาตัวเอง
“สินค้าไม่ได้มาตรฐาน”ปัญหาธุรกิจสำคัญของทุกชุมชน แนะใช้ “ธรรมศาสตร์โมเดล” ลองแก้ดู

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2560 “ธรรมศาสตร์โมเดล” เป็นโครงการธุรกิจเพื่อชุมชน ส่วนหนึ่งของหลักสูตรบริหารควบปริญญาตรี-โท ทางบัญชีและบริหารธุรกิจของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ทุกคนต้องเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ พร้อมใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนต่างๆ พร้อมไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการแบ่งปันและเปลี่ยนความรู้เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อมีความรู้ต้องแบ่งปันและทำประโยชน์ให้สังคมและใช้เครื่องมือเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ เดินหน้าได้ตามแนวทางรัฐสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า “ธรรมศาสตร์โมเดล” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดและความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษา ที่จะทำหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อลงไปวิเคราะห์ปัญหา และหาทางออก ช่วยกันแก้ไขให้ชุมชนนั้นสามารถพัฒนาสินค้าหรือแบรนด์ จนสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 4 เดือน (1 ภาคการเรียนการสอน) ร่วมกับคนในชุมชน ที่จะทำงานไปด้วยกัน, ภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องเงินทุน และความร่วมมือแบบพันธมิตรธุรกิจ และภาคราชการ ทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาคที่เข้ามาช่วยดูแลและผลักดันคนในชุมชน สร้างความร่วมมือภายในชุมชน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมา 10 ปีแล้ว นักศึกษาลงพื้นที่ไปทำงานกับชุมชนหลากหลายจังหวัดและทำงานกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดในหลายพื้นที่ …

พัฒนาตัวเอง
ชีวิตนี้ใช้ยังไงให้คุ้มค่า บัตรเครดิต…ก็เช่นกัน!! แนะเทคนิคใช้ยังไงให้คุ้ม

ผู้เขียนป้านะยะเผยแพร่วันพฤหัสที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2560 กลายเป็นปกติไปแล้ว เมื่อไปทานอาหารที่ร้านเสร็จ แล้วเรียกพนักงานเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับคำถามแบบไม่ต้องเหนียมอายใครว่า มีบัตรอะไรได้ส่วนลดบ้าง และหากบัตรเครดิตใบไหนให้ส่วนลด พฤติกรรมโดยทั่วไปเราก็จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาใช้รูดชำระเงินทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องถามหาจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าใครมีบัตรใบดังกล่าวบ้าง แหม! ก็ส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ คำนวณดูแล้วก็มิใช่น้อย เพื่อนที่มีบัตรเครดิตใบนั้นก็น่าจะยินดีที่จะให้รูด (ถ้าเพื่อนๆ ที่ไปทานข้าวกันพอไว้ใจกันได้และวงเงินไม่เต็มไปเสียก่อน) เพราะเมื่อเพื่อนๆ จ่ายเงินสดคืนให้เราแล้ว คนรูดยังได้คะแนนสะสมเข้าบัตรไปอีกเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยมีค่าเฉลี่ยในการถือบัตรเครดิตประมาณคนละ 2-3 ใบ นี่คือค่าเฉลี่ย บางคนมีมากถึง 10 ใบ ดังนั้น ก็ใช้วนไปค่ะ บัตรไหนให้ส่วนลดก็หยิบบัตรนั้นขึ้นมาใช้บ่อยหน่อย ตรงนี้เองก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของธนาคารแต่ละค่ายที่ใครจะเก่งกว่าในการเกี่ยวยอดใช้จ่ายผ่านด้วยการมีโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดกว่า มุกโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุด ก็เห็นจะเป็นส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบที่สุด แต่การแบกรับส่วนลดที่ว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันระหว่างร้านค้ากับธนาคารผู้ออกบัตรว่า ใครจะช่วยกันรับไปอย่างไร แต่ปัจจุบันความคิดสร้างสรรค์ในการสรรหาโปรโมชั่นมีความซับซ้อนขึ้น ส่วนลดที่ได้อาจต้องใช้คะแนนสะสมที่มีอยู่ในบัตรด้วย ตรงนี้เองลูกค้าต้องใช้ความรู้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์เบื้องต้นมาคิดคำนวณกันนิดหน่อย เช่น ทุก 1,000 …

พัฒนาตัวเอง
แนะรู้จักคน 4 กลุ่ม ทำความรู้จัก เพื่อแยกแยะ “ใครคือลูกค้าของเรา”

ผู้เขียนพลชัย เพชรปลอดเผยแพร่วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 คนที่ทำธุรกิจขนาดย่อมมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าถูกถามว่าใครคือลูกค้าของคุณ คำตอบพรั่งพรูครับ “เยอะแยะ…ใครก็ได้ที่ซื้อ” บางทีก็ตามมาด้วยชื่อคนโน้นคนนี้ ถ้าถามคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจว่า เล็งไว้หรือยังว่าใครคือลูกค้า “คนที่มีกำลังซื้อ…คนระดับกลางถึงบน…วัยรุ่น…” ถ้าคำตอบแบบนี้อาจจะกว้างเกินไป สำหรับคำถามว่าใครคือลูกค้า เวลาพูดถึงเรื่องของลูกค้า นักการตลาดมีการแบ่งยิบย่อย เกี่ยวกับนิยามของความเป็นลูกค้าไว้หลายอย่าง แต่ผมอยากกล่าวถึงสัก 4 อย่าง ให้เราเก็บเอาไว้พิจารณาเวลาทำธุรกิจ อย่างแรก “ลูกค้าเป้าหมาย” เวลาถูกถามตอนที่เริ่มทำธุรกิจ หรือกำลังจะทำธุรกิจ คนถามมักถามถึงสิ่งนี้ครับ “ลูกค้าเป้าหมาย” ชื่อชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นเพียงแค่ “เป้าหมาย” ยังไม่ใช่ของจริง ลูกค้าเป้าหมาย คือ คนที่เราคิดว่าอยากจะคบค้าด้วย อยากขายของให้เขา อยากให้เขามาซื้อของเรา อยากให้เขาเป็นลูกค้าประจำกันไปแสนนาน แต่ในชีวิตจริง…บางที เขาไม่เคยชายตาแลซะด้วยซ้ำ…ช้ำจริงๆ ลูกค้าเป้าหมาย มาจากการประมวลความคิด ความเหมาะสมทั้งหมดทั้งมวลว่า ทั้งสินค้า ทั้งราคา ทั้งวิธีหาช่องทางเข้าถึง ทั้งวิธีกระตุ้นการซื้อของเรา เหมาะสมกับพวกเขาอย่างแน่นอน เหมือนกับการยิงปืนครับ กระสุนพุ่งตรงไปได้จุดเดียว …