ราคายางตก เกษตรกรภาคใต้หันปลูก “ขึ้นฉ่ายไฮโดรฯ” ส่งห้างค้าปลีกใหญ่

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน เรื่อง/รูปเผยแพร่วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2560

นับจากราคายางพาราตกต่ำเรื่อยมา เกษตรกรชาวสวนยางต้องหาทางออกในการปลูกพืชอื่นทดแทน หรือหันไปประกอบอาชีพอื่น เช่นเดียวกับที่พื้นที่ อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ที่เกษตรกรชาวสวนยาง รายเล็กรายน้อย หันมาปลูกขึ้นฉ่าย ส่งให้เทสโก้ โลตัส นับพันกิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้มีโจทย์ใหญ่อยู่ 2 ข้อคือ การปลูกขึ้นฉ่ายในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีอากาศร้อนชื้น และฝนตกชุก ไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งการติดต่อประสานงาน ส่งผักให้กับห้างค้าปลีกระดับใหญ่ อย่างเทสโก้ โลตัส ยิ่งยากกว่า

และจากนี้ไป เราจะไปหาคำตอบกันว่า เกษตรกรในพื้นที่ตีโจทย์ 2 ข้อนี้อย่างตรงจุดได้อย่างไร

ในเบื้องต้น ตัวละครสำคัญของเรื่องนี้คือ คุณพิโชติ ผุดผ่อง วัย 40 ต้นๆ เกษตรกรผู้นำเครือข่าย ผู้ที่เคยได้รับตำแหน่ง young smart farmer ซึ่งเขาเป็นต้นแบบในการเรียนรู้และขยายองค์ความรู้สู่ชาวสวนยาง ให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพนอกจากการกรีดยาง และเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนในยามราคายางตกต่ำ

คุณพิโชติ เคยปลูกผักสลัด และนำไปเสนอขายให้กับทางเทสโก้ โลตัส ภาคใต้ แต่ทางเทสโก้ โลตัส ตอบกลับมาว่า ผักสลัดมีคนส่งเยอะแล้ว เปลี่ยนเป็น ขึ้นฉ่าย ดีกว่ามั้ย เนื่องจากทางภาคใต้ปลูกผักขึ้นฉ่ายไม่ค่อยได้ผล ส่วนใหญ่ต้องรับซื้อจากทางภาคกลาง อย่างจังหวัดราชบุรี คุณพิโชติจึงรับโจทย์นี้มา และทดลองปลูกขึ้นฉ่ายด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ กางมุ้งกันน้ำฝน และมีซาแรนช่วยพรางแสง เมื่อได้ผลดีแล้ว จึงไปชักชวนให้เกษตรกรรายย่อยมาร่วมกันปลูกอีก เพื่อให้ได้ปริมาณมากพอที่จะส่งห้างค้าปลีกระดับใหญ่ อย่างเทสโก้ โลตัส

“ปัญหาของชาวสวนยางคือเมื่อยางราคาต่ำ ก็จะมีรายได้ลดลง ผมเองจบทางด้านการเกษตรมา เคยทำงานในบริษัทเกี่ยวกับการเกษตรในอำเภอหาดใหญ่ 4-5 ปี แล้วก็หันมาสนใจทำผักไฮโดรโปนิกส์ เริ่มแรกมีเพียงไม่กี่โต๊ะ เงินทุนประมาณหลักแสน เดิมผักไฮโดรโปนิกส์ที่ปลูกจะเป็นผักสลัด แต่พอได้พูดคุยกับทางเทสโก้ โลตัส ได้ทราบว่ามีความต้องการผักประเภทขึ้นฉ่าย เนื่องจากสภาพฝนในภาคใต้ ทำให้ปริมาณขึ้นฉ่ายที่ปลูกไม่สม่ำเสมอ ผมจึงเริ่มทดลองปลูกในแบบไฮโดรโปนิกส์กางมุ้งดู ปรากฏว่าได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจมาก จึงขยายกำลังการผลิตมาเรื่อยๆ ปัจจุบันมี 70 โต๊ะ นอกจากนี้ ผมยังเป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ให้ชาวบ้าน กับทางจังหวัด โดยทางจังหวัดจะส่งเกษตรกรชาวสวนยางที่ผ่านการคัดเลือกแล้วว่ามีรายได้น้อย คือมีพื้นที่สวนไม่เกิน 5 ไร่ เป็นลูกจ้างกรีดยาง และต้องขยัน รับผิดชอบ สามารถทำงานกลุ่มได้ และทุกวันนี้ ทุกคนสามารถปลูกผักเพื่อส่งให้กับทางเทสโก้ โลตัส ทำให้มีรายได้เสริมจากการทำสวนยาง สภาพคล่องในครอบครัวก็ดีขึ้น ไม่เป็นหนี้นอกระบบ” คุณพิโชติ ว่าอย่างนั้นและกล่าวอีกว่า

“ผมเดินตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9 ไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองในด้านการเกษตร เพราะโตมาก็เห็นพระองค์ท่านอยู่กับการเกษตรมาตลอด พระองค์ท่านเห็นความสำคัญว่าสังคมเกษตรต้องมาก่อน ต้องทำให้เกษตรกรเข้มแข็ง เวลาผมเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้ ผมมักจะบอกเสมอว่า อย่าท้อ ถ้าท้อแล้วทำอะไรไม่ได้ ก็เหมือนในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านทรงทดลอง เก็บข้อมูล พิสูจน์แล้วทุกอย่าง เกษตรกรของพระราชา จะต้องพึ่งพาตัวเองได้”

คุณสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการ บริษัท เทสโก้ โลตัส เผยว่า การที่เกษตรกรเพาะปลูกแล้วไม่รู้ว่าจะไปขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่งถ้าจะมองในมุมของผู้ซื้อแล้วก็มีคำแนะนำว่า อันดับแรก ผู้ที่จะปลูกพืชผักส่งห้างค้าปลีกระดับใหญ่ ควรจะต้องมีโปรไฟล์ หรือมีประวัติการเพาะปลูกพืชมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเป็นมือใหม่ ไม่เคยปลูกอะไรเลย แล้วมาหาตลาดอย่างนี้ ก็จะยาก จากนั้นก็ต้องเข้าไปพูดคุยกับแผนกจัดซื้อ หรือติดต่อไปตามช่องทางต่างๆ ของห้างที่เราจะติดต่อ เช่น โทรศัพท์ หรือเข้าติดต่อผ่านไปทางเว็บไซต์ เป็นต้น แต่หากต้องการส่งตลาดทั่วไปก็ต้องไปสำรวจตลาด เก็บข้อมูล ด้วยการไปพูดคุยกับพ่อค้า แม่ค้า ไปดูว่าเขาค้าขายอะไรกัน ถ้าเราจะมีผลผลิตมาส่ง จะสนใจหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำอีกว่า เรื่องปริมาณผลผลิตก็สำคัญ การคิดค้าขายกับห้างค้าปลีก ต้องมีปริมาณสม่ำเสมอ มีผลผลิตมากระดับหนึ่ง คิดง่ายๆ ในเรื่องการขนส่ง ถ้าเราผลิตคนเดียว ขนส่งไปกับรถครึ่งคัน ค่าขนส่งก็เท่ากับรถเต็มคัน หากตัวคนเดียวไม่สามารถผลิตได้ ก็ควรรวมกลุ่มกัน ก็จะทำให้การค้าส่ง เป็นไปได้โดยง่าย

ถามว่า จะมีราคาประกันให้เลยหรือไม่ คุณสลิลลา ตอบว่า “แล้วแต่การคุยกัน เกษตรกรบางรายชอบราคาเฉลี่ยทั้งปี คืออาจจะต้องแล้วแต่พืชแต่ละชนิดด้วย แต่ไม่ถึงกับเป็นพันธะสัญญา (contract farming) เป็นเรื่องเป็นราว เป็นแค่ใบสั่งซื้อ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องพยายามรักษาฐานลูกค้า และผู้ซื้อของตัวเองไว้ด้วยคุณภาพสินค้า ความตรงเวลาในการส่งสินค้า เป็นต้น ไม่เช่นนั้นทั้ง 2 ฝ่ายก็ไม่อาจจะมีที่ค้าขายกันได้”

cr. : https://www.sentangsedtee.com/featured/article_38425

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …