คนสู้ชีวิต หมดตัวจากไร่ข้าวโพด หันปลูกจันผาด่าง ปลดหนี้ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวสบายๆ

เกษตรกรยุคใหม่

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ.2560

ไม้ด่างเป็นพืชซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางธรรมชาติ แต่ความผิดปกติทางสายพันธุ์นี้เองกลับทำให้เกิดความแปลกแตกต่างกลายเป็นจุดเด่นจากสีเดิมๆ กลายเป็นแถบสี ลายจุดหรืออาจมีหลายสีสัน และลวดลายในใบเดียวกันที่แสดงอาการด่างตามส่วน ต่างๆ ทั้งลำต้นใบ และดอก

จันผาด่าง ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ของเมล็ดจันทน์ผาที่เห็นกันทั่วไป มีขนาดต้น สี และใบที่แตกต่างกันจากต้นแม่ โดยเฉพาะใบจะมีลวดลายและสีที่แปลกกว่าจันทน์ผาที่ปลูกเป็นไม้ประดับตามสนามหญ้าและสวนหินเป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่เหล่านักสะสมต้นไม้ต้องใช้เวลาแสวงหามาไว้เป็นของตนเองไม่ว่าจะด้วยราคาเท่าก็ตาม

ด้วยลักษณะของใบ สี และขนาดต้นที่แปลกแตกต่างจากต้นจันทน์ผาเดิม ทำให้หลายคนหันมาให้ความสนใจหาชื้อและเพาะเก็บสะสมไว้ดูเล่น เนื่องจากการเพาะขยายพันธุ์ยังค่อนข้างยากอีกทั้งต้องใช้ระยะเวลาในการเพาะกว่าจะได้ต้นด่างที่มีลักษณะต่างจากต้นแม่ ดั้งนั้นปริมาณจึงมีไม่มากเหมือนกับจันทน์ผาที่เห็นว่างจำหน่ายอยู่

ปัจจุบันจันผาด่างมีปลูกกันเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะมีทั้งปลูกไว้ดูเล่นและปลูกเก็บสะสมพอมีปริมาณมากพอก็นำมาและแลกเปลี่ยน เช่น ลุงสวัสดิ์ เที่ยงตรง เกษตรกรที่เปลี่ยนจากอาชีพ ทำไร่ มาเพาะเลี้ยงจันผาจำหน่ายหาเลี้ยงครอบครัวอยู่ที่ตำบลคลองหาด อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

ลุงสวัสดิ์ เล่าให้ฟังว่า เดิมตนเป็นเกษตกรปลูกข้าวโพดอยู่ที่จังหัวดเพชรบูรณ์ มีพื้นที่ปลูกกว่า 300 ไร่ แต่ด้วยสภาพอากาศที่ทำอยู่ในช่วงนั้นแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง ข้าวโพดที่ปลูกลมตาย กู้เงินมาลงทุนจนเป็นหนี้ จนตัวเองไม่ไหวจึงตัดสินใจขายทุกสิ่งที่มีอยู่ใช้หนี้และย้ายครอบครัวมาหาอาชีพและที่ทำกินใหม่ที่จังหวัดสระแก้ว

“มาครั้งแรก ชาวบ้านที่รู้จักเขาก็แบ่งที่ให้สร้างที่อยู่อาศัย ตอนนั้นก็ยังไม่รู้จะมาทำอาชีพอะไรหาเลี้ยงครอบครัว พอดีชาวบ้านบริเวณนี้เขามีอาชีพเสริมในช่วงที่ว่างจากการทำการเกษตร คือ ขึ้นเขาไปหาเก็บต้นจันผาที่ขึ้นตามป่ามาจำหน่ายขายในราคากิ่งละ 10-20 บาท จากจุดเริ่มต้นของการตามขึ้นไปดู ทำให้เกิดแนวคิดทำเป็นอาชีพ แต่เราจะเปลี่ยนจากการตัดกิ่งมาจำหนายมาเป็นการนำกิ่งที่ตัดมาปลูกเลี้ยงในกระถางบริเวณพื้นที่รอบบ้าน พอต้นสมบูรณ์มีฟอร์มสวยก็จำหน่าย ซึ่งจะได้ราคาขายที่สูงกว่า โดยครั้งแรกได้เงินมาประมาณ 80,000 บาท”

ลุงสวัสดิ์ ใช้เวลาศึกษาการปลูก การดูแล และการขยายพันธุ์ ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้งจนประสบความสำเร็จสามารถเพาะขยายพันธุ์เองได้ จากนั้นจึงหยุดออกไปหาจันผาตามป่ามาจำหน่าย หันมาทำการเพาะขยายพันธุ์จากต้นที่มีอยู่ โดยวิธีการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และการปักชำ

จันผาของลุงสวัดิ์ที่ปลูกจำหน่ายอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะได้จากการเพาะขยายพันธุ์เองทั้งหมด เนื่องจากมีกฏหมายออกมาคลุมครองให้จันผาเป็นไม้ที่อยู่ในกลุ่มไม้หวงห้ามนำออกจากป่าแต่สามารถเพาะขยายพันธุ์ไว้ปลูกประดับตกแต่งบ้านเรือน สถานที่ราชการ

หลังจากที่ประสบความสำเร็จสามารถปลูกจันผาได้ระยะหนึ่ง ลุงสวัดิ์ ก็เริ่มนำจันผาด่างที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านมาทดลองปลูกควบคู่กับเพาะขยายจันผาพันธุ์ที่มีอยู่จำหน่าย

ปรงรูปทรงแปลก

“เป็นความสนใจส่วนตัว เห็นว่าเป็นจันผาเหมือนกัน การปลูกการดูแลน่าจะคล้ายๆกัน พอดีมีคนรู้จักข้ามไปชายแดนฝั่งโน้นและนำเข้ามาปลูกขาย เลยไปขอแบ่งชื้อมาปลูกสะสมดู พอฟอร์มต้นสวย ใบมีลวดลายที่เด่น ซึ่งแตกต่างจากจันผาเดิม ราคาชื้อ – ขายก็สูง จากนั้นมาจึงเริ่มเพาะขยายพันธุ์เก็บสะสม ต้นไหนที่มีปริมาณจะประกาศขาย โดยราคาชื้อ – ขายสูงถึง 10,000 – 50,000 บาทต่อต้น บางต้นได้ถึง 200,000 บาทขึ้นอยู่กับความสวยงามและฟอร์มต้น”

ลุงสวัสดิ์ ใช้เวลา 4 ปี เก็บรวบรวมจันผาด่างได้มากถึง 20 แบบ (ลวดลาย สีสัน) มีปริมาณต้นแม่ที่ให้กิ่งกว่า 100 ต้น โดยขนาดและรูปทรงจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับอายุและการดูแล และด้วยราคาขายที่สูงกว่าจันผาทั่วไป ลุงสวัดิ์จึงหันมาให้ความสนใจเพาะขยายจันผาด่างและลดปริมาณการเพาะขยายจันผาที่ขายอยู่ทั่วไปลง

สำหรับเรื่องของวิธีการปลูก ลุงสวัสดิ์ บอกว่า จันผาเป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ดินที่ใช้ปลูกก็ใช้ดินร่วนทั่วไป แต่ถ้าจะให้ดีให้ใช้ดินภูเขาเนื่องจากจะระบายน้ำได้ดี

การตอนกิ่ง

การขยายพันธุ์ สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าผู้ปลูกจะเลือกวิธีใด แต่สำหรับลุงสวัสดิ์จะเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอน ปักชำ และเพาะเมล็ด

“การตอนกิ่งเป็นวิธีที่คิดขึ้นเอง จะใช้เพาะขยายต้นจันผาด่างที่มีกิ่งแตกออกมาจากต้นแม่ โดยเริ่มจากใช้ใบมีดหรือใบเลื่อยเฉือนที่ใต้กิ่งตอนให้รอยลึกของแผลประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นนำขุยมะพร้าวมาหุ้มที่แผล ประคองด้วยถุงพลาสติก มัดด้วยเชือก รดน้ำให้ขุยมะพร้าวมีความชื่นอยู่ตลอด ปล่อยไว้ 45 วัน รากก็จะเริ่มเดิน จากนั้นตัดและนำมาปลูกในกระถาง”

ลุงสวัสดิ์ ยังบอกต่ออีกว่า การทำให้ต้นจันผามีปริมาณกิ่งเยอะ ทำได้โดยการตัดยอดไปปักชำ ปล่อยต้นตอที่มีใบเลี้ยงประมาณ 6-7 ใบ ปล่อยไว้ระยะหนึ่งต้นตอที่ถูกตัดจะแตกกิ่งและผลิใบออกมาใหม่เพื่อสังเคราะห์แสง หาอาหารไปเลี้ยงลำต้น

ต้นยอดกระตุ้นการแตกยอด

สำหรับการปักชำและการเพาะเมล็ด ลุงสวัสดิ์บอกว่า มีขั้นตอนและวิธีเหมือนกับการไม้ทั่วไป นำกิ่งที่ต้องการปลูกมาทาด้วยปูนแดงที่รอยแผล จากนั้นนำไปปลูกในกระถาง ส่วนการเพาะเมล็ด เลือกเมล็ดที่มีความพร้อม (แก่)มาผ่านกระบวนการลอกเปลือกนอกออก นำมาล้างน้ำเปล่า จากนั้นนำไปโรยในถาดเพาะที่มีดินร่วนรองพื้น กลบด้วยดินอีกครั้ง รดน้ำ ปล่อยไว้ประมาณ 10 – 20 วัน เมล็ดที่โรยจะเริ่มงอกออกมา

ปริมาณยอดที่แตก มากกว่าสาม

“การดูแลจันผาในแต่ละวัน มีกิจกรรมให้ทำไม่มาก เดินตรวจดูโรคที่แสดงอาการออกทางใบ และอาการเน่าที่เกิดทางลำต้น ซึ่งเกิดจากการให้น้ำมากจนเกินไป ดังนั้นการให้น้ำก็สำคัญ ควรให้จะสามวันครั้งก็เพียงพอ เนื่องจากเป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามภูเขา ตามโคดหิน คอนข้างจะทนแล้งน้ำจึงไม่ใช้ปัจจัยสำคัญสำหรับไม้ชนิดนี้ ส่วนการให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15ก็สามารถใช้ได้”

รูปทรงแปลก

นอกเหนือจากจันผาด่าง ลุงสวัสดิ์เอง ยังเก็บรวบรวมไม้แปลกที่หาดูได้ยากอย่างปรงทอง ปรงรูปทรงแปลก เพื่อเพาะขยายพันธุ์ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาศึกษา กว่าจะนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักสะสมที่ถามกันมาปากต่อปาก และอีกส่วนคือพ่อค้าแม่ค้าขาประจำที่เข้ามารับชื้อที่บ้าน ในราคาที่ค่อนข้างสูง

ทุกวันนี้ ลุงสวัสดิ์ มีรายได้จากการขายจันผาเดือนละไม่น้อยกว่า 10,000 บาท จากที่ไม่มีทรัพย์สินและสมบัติติดตัวมา วันนี้มีบ้าน 1 หลัง มีเงินสะสมชื้อที่ทำมาหากิน 12 ไร่ มีเงินใช้จ่ายในครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน ถือว่าเป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิตที่ไม่เคยท้อกับอุปสรรค์และปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะเผชิญหน้าและแก้ปัญหา ทำให้เขาผ่านพ้นจุดวิฤตของชีวิตมาได้ถึงทุกวันนี้

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_46008

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …