มองหาอาชีพเสริมหรือหลัก แนะเป็ดไข่พันธุ์ปากน้ำ เน้นแปรรูป ไม่ล้นตลาดแน่นอน

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนสุรเดช สดคมขำเผยแพร่วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ.2560

 

คุณลัดดาวัลย์ อึงสวัสดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 186/1 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงเป็ดไข่จนประสบผลสำเร็จ โดยเธอได้เน้นสร้างมูลค่าของไข่ ด้วยการนำมาแปรรูปทำเป็นไข่เค็มดินสอพอง ทำให้ไข่เป็ดสามารถทำตลาดได้หลากหลายช่องทาง และที่สำคัญมีบริการส่งให้ทางไปรษณีย์ ส่งตรงถึงบ้านกันเลยทีเดียว

 

คุณลัดดาวัลย์ อึงสวัสดิ์ และสามี

 

คุณลัดดาวัลย์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพเกษตรกรรมเกี่ยวกับการปลูกพืชไร่ ต่อมาพอทำไปเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกว่าทำรายได้ไม่ค่อยดี จึงเปลี่ยนมาเลี้ยงโคเลี้ยงกระบือในเวลาต่อมา แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ต่อการสร้างรายได้ของเธอ ทำให้ได้มองเห็นอีกหนึ่งช่องทางคือการเลี้ยงเป็ดไข่ที่น่าจะเป็นอาชีพที่ทำเงินได้อย่างแท้จริง

พื้นที่ภายในฟาร์ม

“ช่วงนั้นเราเห็นว่าลูกเราชอบกินไข่เป็ดทุกวัน ก็มีโอกาสได้ไปรู้จักว่า ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงสัตว์ กบินทร์บุรี เขาก็มีการสนับสนุนแจกเป็ดให้มาเลี้ยง ช่วงนั้นเราก็ได้รับมาเลี้ยงก่อนประมาณ 20 ตัว เป็ดก็ให้ไข่ออกมาจำนวนมาก ทีนี้ไข่เริ่มกินไม่ทัน ก็เลยเอาไข่ที่มีมาทำไข่เค็มก่อน พอเสร็จแล้วก็ลองไปขายตามตลาดนัด สรุปขายดีมาก คราวนี้ก็เลยเริ่มที่จะเลี้ยงอย่างจริงจัง ก็เลยสั่งเป็ดไข่จากศูนย์วิจัยฯ มาเลี้ยงในเวลาต่อมา” คุณลัดดาวัลย์ เล่าถึงที่มา

เป็ดไข่ที่เลือกเลี้ยงนั้น คุณลัดดาวัลย์ บอกว่า เลือกเป็ดไข่สายพันธุ์ปากน้ำเพราะเป็ดมีลักษณะขนออกสีดำ ส่วนหัวเขียวสวย มีความเงา จึงทำให้เธอรู้สึกชอบและหลงใหลจึงได้เลือกเลี้ยงเป็ดสายพันธุ์นี้ทั้งหมดประมาณ 3,000 กว่าตัวในเวลานี้

เมื่อตกลงปลงใจที่จะเลี้ยงเป็ดไข่อย่างจริงจัง จึงได้เตรียมพื้นที่บางส่วนที่มีอยู่เดิมมาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการเลี้ยงเป็ด คือปรับให้เป็นพื้นที่ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยแบ่งภายในโรงเรือนให้มีคอกกั้นเป็น 3 เล้า เพื่อเลี้ยงเป็ดให้มีขนาดรุ่นที่แตกต่างกันไปประมาณ 3 รุ่นอายุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไข่ขาดช่วง เพราะถ้าเป็ดไข่เป็นรุ่นเดียวกันมากเกินไป เวลาที่ไม่ออกไข่เหมือนกันทั้งหมด ก็จะทำให้เจอปัญหาไข่ไม่พอขายได้ จึงเป็นสิ่งที่จะกระทบในเรื่องของการตลาดได้เพราะไม่สามารถขายได้ต่อเนื่อง

สระน้ำสำหรับให้เป็ดว่ายน้ำเล่น

“พอเราไปรับลูกเป็ดมาจากศูนย์วิจัยฯ ก็จะนำลูกเป็ดทั้งหมดมา โดยตีกล่องสี่เหลี่ยมพร้อมเปิดไฟให้กับลูกเป็ด เอามากกประมาณ 7 วัน ก็ย้ายออกมาข้างนอก อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกเป็ดก็จะเป็นอาหารสำเร็จรูปที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 20 ขึ้นไป ที่ใช้เลี้ยงเป็ดไก่ทั่วไป จะช่วยทำให้โครงสร้างของเป็ดดีขึ้น” คุณลัดดาวัลย์ บอก

จากนั้นนำลูกเป็ดไข่ที่เห็นว่าแข็งแรงดีแล้วออกจากที่กก มาใส่เลี้ยงในคอกที่เตรียมไว้ จากนั้นก็จะเปลี่ยนอาหารแบบเชิงประหยัดต้นทุน คือให้กินพวกรำข้าว ต้นกล้วยสับ แหน และหญ้าทั่วไปที่สามารถหาได้ตามท้องถิ่นมาให้กินวันละประมาณ 3 ครั้ง และจะมีการให้วิตามินบี 12 ผสมกับน้ำเสริมให้เป็ดกินด้วยเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง

เมื่อเป็ดไข่พันธุ์ปากน้ำได้อายุประมาณ 2 เดือน ก็จะสลับเล้าปล่อยให้ลงเล่นน้ำในสระที่เตรียมไว้ โดยจะไม่ขังให้อยู่ภายในเล้าเพียงอย่างเดียว จึงเป็นสิ่งสำคัญเวลาที่เลี้ยงเป็ดควรแบ่งพื้นที่สำหรับเดินเล่นและว่ายน้ำให้ด้วย จะยิ่งทำให้เป็ดมีความแข็งแรงและต้านทานต่อโรคได้ดี

“พอเลี้ยงเป็ดมาได้อายุประมาณ 4-5 เดือน ก็จะเริ่มให้ไข่ฟองแรกออกมา ซึ่งเป็ดทุกตัวจะออกไข่วันละฟองต่อตัว ซึ่งอาหารที่ให้เป็ดกินนี่ถือว่าสำคัญมาก ถึงเราจะเลี้ยงด้วยกล้วยสับ รำข้าว แต่ก็ต้องให้กินอาหารข้นด้วยในทุกวัน เพื่อเป็นการเสริมการออกไข่ที่ดี ส่วนแหนนี่ถ้าหามาได้มากก็ใส่ทิ้งในบ่อน้ำได้เลย เป็ดก็จะหากินเอง จะทำให้เป็ดอารมณ์ดี เป็ดก็จะออกไข่ให้เราได้ดีไม่ขาดช่วง สามารถให้ไข่ได้เป็น 1 ปีขึ้นไป ถ้าเราเลี้ยงดูแลดี” คุณลัดดาวัลย์ บอกถึงการดูแลเป็ดไข่

ส่วนในเรื่องอาการของโรคที่จะเกิดกับเป็ด คุณลัดดาวัลย์ บอกว่า จะหมั่นดูอาการของเป็ดทุกวันว่ามีอาการอย่างไร เช่น ถ้าจำนวนไข่ที่เก็บในแต่ละวันมีจำนวนลดลง ก็ให้สันนิษฐานได้ว่าเป็ดไข่ภายในเล้าอาจจะไม่สบาย ต้องหมั่นสังเกตทุกวัน ส่วนการทำวัคซีนจะทำปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันโรคเพล็ก (Duck plague) และโรคอหิวาต์เป็ด (Duck cholera) ซึ่ง 2 โรคนี้ ถือว่ามีความรุนแรงมากถ้าเกิดขึ้นกับเป็ด

ขายได้ทั้งไข่สดและแปรรูปเป็นไข่เค็ม เพิ่มมูลค่า

ในเรื่องของการทำตลาดนั้น คุณลัดดาวัลย์ เล่าว่า บ้านของเธอค่อนข้างที่จะอยู่ติดกับแหล่งชุมชน ดังนั้น ก็สามารถนำไข่เป็ดที่มีไปขายได้ตามตลาดนัดในชุมชน โดยจะเน้นให้ลูกค้าได้ชิมว่าไข่เค็มมีรสชาติแบบไหน จากนั้นก็จะให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าเองว่าพอใจที่จะซื้อหรือไม่

“พอลูกค้าได้ชิม เขาก็ติดใจนะ เพราะไข่เค็มมันขายตัวมันอยู่แล้ว เวลาที่ต้มสุกออกมา ไข่แดงมันจะค่อนข้างแดงสีสด จึงทำให้ลูกค้าชอบ ซึ่งตอนนี้ไข่เค็มที่ผลิตเองขายต่อวัน ประมาณวันละ 500 ฟอง เรียกว่าขายทุกวัน ขายหมดเราก็รีบมาต้มเพื่อให้มีของขายในวันพรุ่งนี้ ซึ่งไข่ที่ใช้ทำไข่เค็มจะเลือกเป็นไข่ไซซ์ใหญ่ตั้งแต่ 60-70 กรัมขึ้นไป ลูกค้าเลยติดใจมาตรฐานของเรา ซึ่งตอนนี้ไข่เค็มก็ขายอยู่ที่ฟองละ 7 บาท แต่ถ้าแพ็กอย่างดีราคาก็จะอยู่ที่ประมาณฟองละ 8 บาท” คุณลัดดาวัลย์ บอกถึงเรื่องราคาขายไข่เค็ม

ไข่เป็ดที่เก็บทุกวัน

ส่วนไข่เป็ดที่มีขนาดน้ำหนักน้อยกว่า 60 กรัมลงมา เธอจะนำไปขายเป็นไข่ดิบแบบคละไซซ์ขนาดกันไป โดยขายอยู่ที่ราคาฟองละ 4 บาท ซึ่งการทำตลาดด้วยวิธีนี้ทำให้ไข่เป็ดที่มีสามารถขายได้หมดทุกขนาด และที่สำคัญไม่มีปัญหาเรื่องไข่ขายไม่หมดจนล้นตลาดเสียหายอีกด้วย

นอกจากนี้ ไข่เค็มที่แปรรูปขายนั้นไม่ได้นำไปขายตามตลาดนัด หรือมีแม่ค้ามารับที่บ้านเพียงอย่างเดียว คุณลัดดาวัลย์ บอกว่า ยังมีบริการส่งทางไปรษณีย์ให้กับลูกค้าที่สนใจอีกด้วย โดยจะส่งตรงไปถึงบ้านโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาซื้อให้ลำบาก สำหรับผู้ที่อยู่ยังต่างจังหวัดออกไป ค่าขนส่งก็คิดตามระยะทางปกติ

ทั้งนี้ คุณลัดดาวัลย์ แนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะเลี้ยงเป็ดไข่เป็นอาชีพสร้างรายได้ให้ประสบผลสำเร็จอย่างเธอว่า

ไข่สดของเป็ดพันธุ์ปากน้ำ

“การเลี้ยงเป็ดไม่มีอะไรยาก เพียงศึกษาอุปนิสัยและมีการจัดการที่ดี ซึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องสายพันธุ์ เราต้องเลือกสายพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ สายพันธุ์ที่ถูกต้อง ก็จะทำให้การเลี้ยงประสบผลสำเร็จ ซึ่งการทำเป็นอาชีพต้องเลี้ยงแล้วให้ธุรกิจเราไปได้ โดยไม่ใช่เลี้ยงเพราะเห็นว่าเขาเลี้ยงแล้วได้เงินเลยจะเลี้ยงตาม แต่ไม่ได้ดูเลยว่าตัวเองมีความชอบแค่ไหน เพราะเป็ดไข่สามารถเลี้ยงเป็นได้ทั้งอาชีพเสริมและหลัก ถ้ามีใจรักที่จะทำจริงๆ และที่สำคัญต้องนำไข่ที่ได้มาทำการแปรรูปด้วย ก็จะทำให้สินค้าเรามีมูลค่ามากขึ้น ไข่ขายได้ทุกไซซ์ไม่มีเรื่องล้นตลาดแน่นอน” คุณลัดดาวัลย์ กล่าวแนะนำ

ไข่เค็มพร้อมขาย

สำหรับท่านใดที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการเลี้ยงเป็ด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณลัดดาวัลย์ อึงสวัสดิ์ หมายเลขโทรศัพท์ (082) 470-7525

ขอขอบพระคุณ คุณธีระชัย ช่อไม้ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์ปีก กบินทร์บุรี ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_45661

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …