เพาะต้นอ่อนข้าวสาลี รับสองแสนบาทต่อเดือน แนะผู้สนใจ เริ่มเพาะน้อยๆ ค่อยๆ เรียนรู้

เกษตรกรยุคใหม่

เผยแพร่วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ.2560 ในช่วงนี้ กระแสรักสุขภาพที่มาแรง หลายคนหันมาบริโภคพืชผักกันมากขึ้น และผักสุขภาพอย่างต้นอ่อนข้าวสาลีก็ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าต้นอ่อนทานตะวันเลย ซึ่งเราจะไปดู วิธีการเพาะปลูก และการดูแลกัน ต้นอ่อนข้าวสาลี หรือเรียกอีกอย่างว่า วีท กราส (Wheat grass) เป็นต้นอ่อนหรือต้นกล้าที่เจริญเติบโตมาจากเมล็ดข้าวสาลี โดยในระยะต้นกล้าจะมีสีเขียวเข็มที่อุดมไปด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ และโปรตีนที่หลากหลาย สำหรับฟาร์มเพาะต้นอ่อนข้าวสาลี ที่จะพาไปชมในวันนี้ ตั้งอยู่ที่ ซ.จรัญสนินวงศ์ 35 โดยมี คุณนพดล กิจพิทักษ์ เป็นเจ้าของฟาร์ม คุณนพดล พูดถึง จุดเริ่มต้นการเริ่มเพาะต้นอ่อนข้าวสาลี ว่า ช่วงประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว เทรนด์สุขภาพมาแรง ก็มองหาว่า ตัวไหน ที่ลูกค้ากินซ้ำๆ แล้วเราพอจะปลูกเองได้ จากนั้นก็หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ทจนเจอ ต้นอ่อนข้าวสาลี ก็คือเอาเมล็ดข้าวสาลีมาเพาะให้อยู่ในระยะต้นอ่อน ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งระยะนี้ จะเป็นระยะที่มีสารอาหารดีที่สุด

สำหรับอุปกรณ์ประกอบด้วย ถาดเพาะกล้าพลาสติกขนาดความกว้าง 30 เซ็นติเมตร ยาว 60 เซนติเมตร และสูง 3.5 เซ็นติเมตร กระสอบพลาสติกสาน, เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี และวัสดุปลูกจะใช้ขุยมะพร้าวผสมแกลบเล็กน้อย ขั้นตอนการเพาะก็ต้องเริ่มจาก นำเมล็ดแช่น้ำ 1 คืน ระหว่างนั้นก็ต้องเปลี่ยนน้ำเพื่อไม่ให้น้ำเน่า จากนั้นจะมีจมูกข้าวขาวๆ ขึ้นมา พร้อมนำไปปลูกได้ การปลูกให้โรยเมล็ดข้าวสาลีที่แช่น้ำแล้วบนขุยมะพร้าว อย่าให้ซ้อนทับกัน มิเช่นนั้นจะเกิดเชื้อรา แล้วปิดทับด้วยกระสอบ การให้น้ำ ก็ต้องรดน้ำ พอดีๆ แค่ไหนเรียกว่าพอดี ให้ใช้นิ้วจิ้มดูที่ขุยมะพร้าว แค่เย็นๆ พอดีๆ อย่าให้ถึงกับมีน้ำสวนขึ้นมา ถ้าแบบนั้น น้ำมากไปจะเน่า พอข้าวสาลีเริ่มมีรากปักลงไปในขุยมะพร้าว ก็เอากระสอบออกไป

ส่วนพันธุ์ข้าวสาลี มีหลายสายพันธุ์ แต่แนะนำให้ใช้พันธุ์ผสมพื้นเมือง จะเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย หากใช้พันธุ์ต่างประเทศจะดูแลยาก และเพาะยาก เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัมจะปลูกลงถาดเพาะได้ประมาณ 7-8 ถาด และเมื่ออายุครบ 7 วัน ความยาวประมาณ 15-17 เซนติเมตร พร้อมตัดจำหน่าย จะได้ต้นอ่อนข้าวสาลีประมาณ 2 กิโลกรัม โดยคิดต้นทุนเฉลี่ย 1 ถาด จะใช้เงินลงทุนประมาณ 30-50 บาท ขึ้นอยู่กับราคาเมล็ดพันธุ์และระยะเวลาในการดูแล ส่วนแมลงศัตรู มักจะเกาะตามถาด ก็เคาะใหมันลงน้ำไป และหากพบเชื้อรา ก็ต้องดึงออก ถ้าเก็บมันจะลามไปวงกว้าง สำหรับขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ที่นี่จะใช้กรรไกรตัดบริเวณชิดกับโคนต้น ล้างน้ำให้สะอาด และบรรจุลงในถุงซิปล็อก เพียงเท่านี้ก็ได้ต้นอ่อนข้าวสาลีส่งให้กับลูกค้าพร้อมนำไปคั้นดื่มแล้ว

ราคา ผลผลิตจำหน่าย 1 ขีด 50 บาท มีบริการส่งถึงบ้าน ปัจจุบันปริมาณต้นอ่อนข้าวสาลีที่ส่งจำหน่ายให้ลูกค้าในแต่ละสัปดาห์ อยู่ที่ 90 -100 กิโลกรัม หรือ เดือนละประมาณ 350-400 กิโลกรัม โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 บาท สำหรับการตลาดก็ใช้เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ เป็นหลัก มาถึงคำถามที่ว่า ในอนาคตจะมีการต่อยอดธุรกิจยังไงบ้าง คุณนพดล ว่าหัวใจหลักคือต้องคุมคุณภาพ และเรียนรู้ในการดูแล เพราะปัญหาการเพาะต้นอ่อนข้าวสาลีแต่ละฤดูกาลไม่เหมือนกัน สุดท้าย คุณนพดล แนะนำคนที่ต้องการเริ่มปลูก ว่า อยากให้ลองเจาะกลุ่มในชุมชนก่อน ว่ามีร้านเพื่อสุขภาพมั้ย อย่าปลูกทีเดียวเยอะๆ ค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆเรียนรู้ไป จะดีกว่า คลิกชมคลิป

 

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_20370

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …