ใบมันสำปะหลัง อาหารสัตว์เพื่อสุขภาพสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

เกษตรกรยุคใหม่

เผยแพร่วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ.2560

ใบมันสำปะหลัง อาหารสัตว์เพื่อสุขภาพสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ นำเสนอโดยผศ.ดร. เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ และคณะภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาด ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ 

ปัญหาความขาดแคลนข้อมูลด้านการตลาด สถานการณ์ และทิศทางการค้าสินค้าเกษตร รวมทั้งข้อมูลอุปสงค์และอุปทานโดยรวม เป็นปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุนของเกษตรกร รวมทั้งเป็นปัญหาต่อการกำหนดนโยบายและการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการค้าสินค้าเกษตรของหน่วยงานภาครัฐ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนิน “โครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาด” เพื่อกำหนดต้นแบบและยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพูนข้อมูลความรู้ทิศทางการตลาดการค้าสินค้าเกษตรที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันต่อสถานการณ์ ให้ถึงมือเกษตรกร รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรในเรื่องสินค้าเกษตรเป้าหมายทั้งข้าวและมันสำปะหลัง ตลอดจนทางเลือกสินค้าเกษตรอื่นๆที่มีศักยภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนการผลิตในแต่ละฤดูกาล เพื่อให้การลงทุนในปัจจัยการผลิตเกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด และทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ปรับวิถีแห่งการเป็นเกษตรกร ให้เป็น Smart Farmer ในการก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนและพอเพียง

ผศ.ดร.เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์

จากผลการศึกษาพบว่า มีความต้องการของตลาดที่จะนำใบมันสำปะหลังมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพื่อเสริมสุขภาพสัตว์ (Cassava Leaf as Functional Feed) รวมทั้งมีความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ที่ต้องการจะนำใบมันสำปะหลังมาใช้เป็นวัตถุดิบโปรตีนสำหรับผสมในอาหารสัตว์ เนื่องด้วยใบมันสำปะหลังสามารถใช้เป็นได้ทั้งแหล่งอาหารหยาบและแหล่งอาหารโปรตีน และจวบจนปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังคงต้องนำเข้าวัตถุดิบโปรตีนจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 40,000 บาทต่อปี กอปรกับปี พ.ศ. 2560 พบว่า ชาวไร่มันสำปะหลังประสบปัญหาราคาของมันสำปะหลังตกต่ำลงมาก ราคาลดลงเหลือไม่ถึงกิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ทางโครงการฯจึงได้เสนอและสร้างทางเลือกเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยใช้ใบมันสำปะหลังแปรรูปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีศักยภาพและมีความเป็นไปได้จริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ใบมันสำปะหลังแห้งเป็นวัตถุดิบเกษตรที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 20-25% สามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบโปรตีนที่จะนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ได้ เช่น โปรตีนจากปลาป่นที่กำลังประสบปัญหาน่านน้ำการจับปลา โปรตีนจากกากถั่วเหลืองที่ปัจจุบันต้องนำเข้าและมีปัญหาจากการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) ที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ หากสามารถนำใบมันสำปะหลังมาทดแทนกากถั่วเหลืองได้ แม้เพียงเล็กน้อยประมาณ 10% ประเทศไทยก็จะสามารถลดการนำเข้าโปรตีนได้ถึง 4,035 ล้านบาท (จากข้อมูลกากถั่วเหลืองนำเข้าปี พ.ศ. 2558 จำนวน 2.69 ล้านตัน) นอกจากคุณค่าทางโปรตีนที่สูงแล้ว ยังมีสารแซนโทฟิลล์ที่ช่วยการเจริญเติบโตของสัตว์ และสารแทนนินที่ช่วยป้องกันพยาธิในสัตว์ได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังสามารถนำมาเป็นอาหารมนุษย์ได้ด้วย โดยใบมันสำปะหลังแห้งน้ำหนัก 400 กรัมจะเทียบเท่ากับปริมาณโปรตีน 45 ถึง 50 กรัมที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ

หลังจากเก็บใบมันสำปะหลังสดมาแล้วให้นำไปตาก/ผึ่งแดดให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ตากแห้งได้เร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ส่วนใบและก้านแห้งได้ทั่วถึง โดยตาก/ผึ่งแดด นาน 2–3 แดด ตามปกติใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิด คือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนิน แต่เมื่อได้รับการตากแห้งแล้วจะมีกรดไฮโดรไซยานิคเหลืออยู่ในระดับที่ต่ำมากคือไม่เกิน 30 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เช่นเดียวกับในมันเส้นที่สารพิษจะระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์ และกรดไฮโดรไซยานิคในระดับต่ำดังกล่าวนี้กลับช่วยกระตุ้นให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนสารแทนนินนั้นเป็นประโยชน์ต่อระบบการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยปริมาณแทนนินที่มีอยู่ในระดับต่ำ 14.79 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะสามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ มีคุณสมบัติในด้านการมีฤทธิ์ควบคุมพยาธิในแพะแกะได้อย่างดี ซึ่งสามารถทดแทนการใช้ยาถ่ายพยาธิในแพะแกะได้อีกด้วย ซึ่งนับว่าการใช้ใบมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์สามารถลดการใช้สารเคมีในการปศุสัตว์ได้ ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การผลิตเป็นเนื้อสัตว์แบบอินทรีย์ หรือนมจากสัตว์แบบอินทรีย์ได้

การเก็บเกี่ยวใบมันสำปะหลังเพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์นั้น มีห่วงโซ่การผลิตดังแสดงในภาพ โดยจะเริ่มจากต้นน้ำ คือ เมื่อต้นมันสำปะหลังมีอายุได้ 4 เดือนขึ้นไปจะสามารถเก็บใบมันสำปะหลังได้ เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวใบมันสำปะหลังและนำมาขายให้กับพ่อค้าคนกลางในราคาประมาณ 0.8 ถึง 2 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับใบมันสำปะหลังสด (หากเกษตรกรทำการตากใบมันสำปะหลังแห้ง และนำใบมันสำปะหลังแห้งมาขาย จะขายได้ในราคา 4 ถึง 6 บาทต่อกิโลกรัม) โดยราคารับซื้อจะขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ หลังจากนั้นพ่อค้าคนกลางจะรวบรวมใบมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรมาขาย ส่งต่อให้กับโรงงานที่แปรรูปเป็นใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ด โดยทางโรงงานฯจะนำใบมันสำปะหลังสดที่รับซื้อมาตากแดดบนลานตากประมาณ 2-3 แดด เพื่อให้ได้ใบมันสำปะหลังแห้ง หลังจากนั้นทำการบดย่อยโดยการตีป่นและขึ้นรูปเป็นใบมันสำปะหลังอัดเม็ด ซึ่งโรงงานฯก็จะขายผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังอัดเม็ดให้กับฟาร์มปศุสัตว์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งมีทั้งที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ในประเทศสำหรับฟาร์มหมู สหกรณ์โคเนื้อ สหกรณ์โคนม เป็นต้น และมีการส่งออกใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ดไปขายที่ต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยก็มีผู้ประกอบการผลิตและส่งออกใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ดไปขายให้กับประเทศเกาหลีใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

บทความนี้นำเสนอเพื่อให้เห็นว่าใบมันสำปะหลังมีคุณประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนะ สามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์เพื่อเสริมสุขภาพสัตว์ได้ สามารถนำไปใช้ในงานปศุสัตว์และนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ที่เป็นสินค้าอินทรีย์ (Organic) หรือเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (Natural Product) ได้

ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีการนำใบมันสำปะหลังมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่น้อยอยู่ คือประมาณไม่เกิน 1% ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทย ชาวไร่มันสำปะหลังส่วนใหญ่มักจะทิ้งใบมันสำปะหลังไว้เพื่อรอให้ย่อยสลายและเป็นปุ๋ยในไร่ หรือนำไปเผาเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นอ่อนที่ไม่ต้องการขึ้นในพื้นที่เพาะปลูก หากมีการเก็บเกี่ยวใบมันสำปะหลังเพียง 10% จากปริมาณมันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ดเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก ก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นจำนวนเงินประมาณ 420 ล้านบาทต่อปี หากสามารถนำใบมันสำปะหลังมาใช้เป็นวัตถุดิบโปรตีนทดแทนการนำเข้าโปรตีนจากกากถั่วเหลืองได้ แม้ทดแทนได้เพียงเล็กน้อย 10% แต่ก็จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าโปรตีนได้ถึง 4,035 ล้านบาทต่อปี

 

ยุพดี คล้ายรัศมี ประชาสัมพันธ์ มก.

ที่มา เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_45974

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …