เผยวิธีเลี้ยงปลานิล-ปลาทับทิม ให้สวย ทรงดี เป็นที่ต้องการของตลาด

เกษตรกรยุคใหม่

เผยแพร่วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2560

จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ราบและเทือกเขา มีภูเขาที่ทอดตัวตั้งขนานกับเส้นพรมแดนประเทศพม่า มีความยาว 460 กิโลเมตร

เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดกาญจนบุรี สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น การท่องเที่ยวพักผ่อนแบบสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติในบริเวณภูเขาใหญ่น้อยทั้งหลาย เพราะภูมิทัศน์ยังมีความหลากหลาย

จังหวัดกาญจนบุรี นับว่ายังมีแหล่งป่าไม้ที่เป็นทรัพยากรสำคัญ ที่เป็นแหล่งเกิดธารน้ำ และห้วยเล็กๆ ไหลมาบรรจบเป็นแม่น้ำ 3 สายที่สำคัญ คือ แม่น้ำศรีสวัสดิ์หรือแควใหญ่ แม่น้ำไทรน้อยหรือแควน้อย และแม่น้ำแม่กลอง

กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร อยู่บ้านเลขที่ 5/9 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำแม่กลองทำการเลี้ยงปลากระชัง เพราะบริเวณแห่งนี้ยังมีน้ำที่สะอาดเหมาะสมกับการประกอบอาชีพด้านการประมง

 

ประสบความสำเร็จจากเลี้ยงโคนม

จึงมาทดลองเลี้ยงปลากระชังสร้างรายได้

กำนันเทียมศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะริเริ่มมาเลี้ยงปลากระชังนั้น ได้ทำการเกษตรด้านปศุสัตว์มาก่อน จากนั้นประมาณปี 2540 จึงมาเลี้ยงปลาในกระชัง

“เริ่มแรกเดิมทีผมเลี้ยงโคนม พอลูกชายผมเรียนจบมา ก็เลยให้เขาทำโคนมไป ผมก็มาทดลองเลี้ยงปลา สมัยนั้น ปี 40 ยังไม่มีคนรู้จักปลาทับทิมหรือปลานิลในกระชัง ผมก็ไปศึกษากับเกษตรกรที่เลี้ยงอยู่แล้วในพื้นที่อื่นๆ เพื่อมาทดลองเลี้ยงดู ช่วงนั้นก็หาตลาดเอง มันก็เหมือนเราต้องศึกษาอะไรอีกเยอะ เรียกว่าเริ่มแรกนี่เป็นบทเรียนราคาแพงกว่าจะประสบผลสำเร็จ แต่ผมคิดว่าถ้าเราจะทำเป็นอาชีพ ก็ต้องทำให้ได้ หาประสบการณ์ด้วยตัวเราเอง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ในตอนนั้นทดลองเลี้ยง ประมาณ 40 กระชัง เมื่อประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจจึงขยายการเลี้ยงออกไปเรื่อยๆ จึงได้พบปะกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังมากขึ้น ทำให้ได้รับแนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

วิธีจับปลานิล

การเลี้ยงปลา น้ำที่ใช้เลี้ยงนับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากน้ำดีการเลี้ยงก็จะไม่เกิดปัญหามากนัก

“น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาที่นี่ จากสมัยก่อนมา ณ ตอนนี้นะ เรียกง่ายๆ ว่ายังสะอาดที่สุดในประเทศไทย น้ำก็ยังมีเยอะ แต่อนาคตก็ต้องดูต่อไป เพราะตอนนี้เริ่มจะไม่ค่อยมีกฎระเบียบกันมากนัก ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ได้เข้าประชุมกับท่านผู้ว่าฯ จังหวัด และก็เกษตรกรอื่นๆ กับหน่วยราชการ ให้รวมกลุ่มกันเอากฎหมายมาบังคับใช้ จัดการกับคนที่ทำผิด ไม่อย่างนั้นน้ำมันก็จะเน่าเสีย อย่างน้อยเพื่อรักษาสภาพน้ำของที่นี่ให้สะอาดต่อไป” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวถึงการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำ

 

ปลาสวย ทรงดี

เป็นที่ต้องการของตลาด

มีวิธีเลี้ยง ดังนี้

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ นำลูกปลาทับทิมและปลานิลมาปล่อยลงเลี้ยงในกระชังทันที แต่ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนนำมาอนุบาลในบ่อดินเสียก่อนแล้วค่อยนำมาเลี้ยงในกระชัง

“ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ เอาลูกปลาไซซ์ใบมะขามมาปล่อยในกระชัง ขนาด 3×3 เมตร ลึก 2เมตร คราวนี้เห็นปัญหาว่าเราควบคุมระดับน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าฝน น้ำขุ่นลูกปลาจะตาย ก็เลยเอามาอนุบาลในบ่อดินก่อน ปล่อยลูกปลาประมาณหกหมื่นถึงหนึ่งแสนตัวลงในบ่อดินขนาดครึ่งไร่ อาหารที่ให้ช่วงนั้นมีเปอร์เซ็นต์โปรตีน ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ให้ 4 เวลา เช้า สาย บ่าย เย็น เวลาเลี้ยงในช่วงนี้ 70 วัน ลูกปลาจะมีขนาด ประมาณ 40-50 กรัม ก็จะนำมาปล่อยเลี้ยงในกระชังต่อ” กำนันเทียมศักดิ์ อธิบาย

ลูกปลานิลและปลาทับทิมที่นำมาปล่อยลงในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า มาปล่อยเลี้ยงในกระชัง ขนาด 3×6 เมตร ปล่อยลูกปลา ประมาณ 1,600 ตัว ต่อกระชัง อาหารให้ 3 เวลา คือ เช้า กลางวัน และเย็น อาหารในระยะนี้มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกปลามีขนาด ประมาณ 100 กรัมขึ้นไป จะเปลี่ยนสูตรอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าปลานิลและปลาทับทิมจะได้ขนาดที่จำหน่ายได้ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง

การดูแลรักษาโรค กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ณ ปัจจุบันนี้ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนมีโรคเยอะกว่ามาก เวลาเลี้ยงจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยจะติดเครื่องตีน้ำเข้ามาช่วย และมีการทำโปรแกรมการให้วิตามินอยู่เสมอ เพื่อให้ปลามีความแข็งแรง ช่วยลดปัญหาเรื่องโรค ซึ่งการระบาดของโรคมีตลอดทั้งปี จึงจำเป็นต้องป้องกันตลอดเวลา

“สมัยก่อนที่ผมเลี้ยงใหม่ๆ นั้นดี ไม่มีโรค อัตรารอด 90 เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวนี้อัตรารอดไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เช่น ลงเลี้ยง 100 ตัว เหลือ 30-40 ตัวเอง เพราะปีหนึ่งเราเลี้ยงได้ 2 ครั้ง การจัดการเดี๋ยวนี้ก็สิ้นเปลืองขึ้นมาก อย่างเครื่องตีน้ำ ใช้พลังงานไฟฟ้าเราก็จะเปลืองเรื่องค่าไฟมากขึ้น ซึ่งสมัยก่อนไม่ต้องมีเครื่องพวกนี้เลย หากเราไม่ทำ ประหยัดมากเกินไป ปลาไม่แข็งแรงเกิดโรคขึ้นมาก็ไม่ไหว การทำแบบนี้ก็จะช่วยให้เราได้ปลาที่ดี มีความแข็งแรง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

 

คิดค้นถังให้อาหาร

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ได้คิดค้นถังการให้อาหารปลาขึ้นมา เพื่อที่เวลาปลากินอาหารจะทำให้มีขนาดที่เท่ากันไม่แตกไซซ์มากเกินไป

“ถังที่เห็นบนกระชังสีเหลืองสีขาว ผมดัดแปลงเอามาใช้ เพราะว่าพอเราใส่อาหารลงไป เดี๋ยวอาหารมันจะลงไปแบบเหมาะสม ทำให้เราลดเรื่องแรงงานไปได้มาก แล้วปลามันจะโตค่อนข้างเสมอกัน แต่ก่อนที่เราจะใช้ถังอาหารนี้ได้ เราต้องมีบันทึกการให้อาหารอยู่ก่อน ว่าปลาไซซ์ขนาดนี้ควรจะกินอาหารกี่กิโลกรัม เราจะได้รู้เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หากเราไม่มีการจดบันทึกไว้ อยู่ดีๆ เอาถังไปใส่อาหารให้ไม่ได้ มันจะยิ่งเปลืองมากขึ้น” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

 

ขนาดของปลาที่ตลาดต้องการ

มีความแตกต่างกัน

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ความต้องการขนาดของปลาที่มีคนมาซื้อ นับว่าแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่ที่ว่าจะนำไปประกอบอาหารในรูปแบบใด

“จำหน่ายนี่ความต้องการของตลาดหลากหลายมาก ถ้าขึ้นโต๊ะจีนกับร้านปลาเผาก็จะใช้ปลาไซซ์ใหญ่ ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปก็จะซื้อขนาดประมาณ 600-700 กรัม ซึ่งส่งจำหน่ายก็มีทั้งที่ตลาดไท ตลาดทั่วๆ ไป และก็จะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ฟาร์มเป็นเจ้าประจำ ซื้อกันมามากกว่า 10 ปี” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

ปลาทับทิม จำหน่ายอยู่ที่ราคา 72 บาท ส่วนปลานิลอยู่ที่ราคา 62 บาท ซึ่งราคาขึ้นลงตามกลไกของตลาด กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ราคาของปลาที่จำหน่ายในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับสมัยก่อนนั้นราคาถือว่าต่ำกว่ามาก

“ราคาปลาเคยลงไปถึง 50 กว่าบาท เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนเลี้ยงกันเยอะขึ้น ซึ่งตอนนี้เองราคาก็ยังไม่ดี กลัวว่าจะร่วง กำลังซื้อคนก็ไม่ค่อยมี แต่เทียบดูตอนนี้คนกินเยอะขึ้น สมัยก่อนที่ผมเริ่มใหม่ๆ ตลาดหายากอยู่ บางคนเขาก็ไม่รู้จักปลาทับทิม พอเขาได้มาลองกินก็ชอบ อีกอย่างปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติก็หายากขึ้น ปลาทับทิม ปลานิล เลยเป็นทางเลือกได้ดี ราคาเหมาะสม เรียกว่าหาซื้อกินได้ง่ายมีทั่วไปทุกจังหวัด” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

 

มุมมองการเลี้ยงสัตว์

ของ กำนันเทียมศักดิ์

“อยากจะบอกว่า อาชีพการเลี้ยงสัตว์ที่ผมผ่านมาทุกอย่าง อย่างที่ผมเลี้ยงโคนมนี่ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่ดีสำหรับครอบครัว ส่วนการเลี้ยงปลานี่ก็เป็นอาชีพที่ดีมาก เรามองดูสัตว์นะตอนนี้ อย่างสัตว์บก กับสัตว์น้ำ อย่าง ปลานิล ปลาทับทิม ในแง่ของการแลกเนื้อ เราให้อาหารประมาณ 1.5 กิโลกรัม เราก็จะได้เนื้อปลากลับมา 1 กิโลกรัม คือไม่มีสัตว์อะไรที่จะแลกเนื้อได้ดีกว่านี้ อีกอย่างการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับครอบครัว”

“สำหรับคนที่สนใจอยากเลี้ยงเป็นอาชีพ ก็จะแนะนำว่าอย่าทำใหญ่เกินในช่วงแรกๆ มันก็จะมีปัญหาเรื่องตลาด อีกอย่างเรื่องเงินทุนมันก็จะต้องใช้เงินสดด้วย เพราะบางทีเราไปซื้ออาหารที่มาเลี้ยงมันไม่มีเครดิตอะไรช่วยได้ หลักที่สำคัญคือ เกี่ยวกับด้านวิชาการ ต้องศึกษาให้ท่องแท้ โดยเตรียมตัวให้ดี ศึกษาให้พร้อม เราจะได้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ ปัญหาเรื่องโรคก็สำคัญ สายพันธุ์ปลา อาหารที่ให้ปลา และก็เรื่องการตลาด 4 อย่างนี้ ถือว่าสำคัญมาก สำหรับคนที่จะเริ่มเลี้ยง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม ในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร บอกว่า ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมทั้งให้คำแนะนำการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ติดต่อสอบถามได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 944-3454 

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_38422

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …