6 คำ ที่ทำให้ชีวิตไม่ก้าวไปข้างหน้า หยุดใช้มันซะ

พัฒนาตัวเอง

ผู้เขียนคอลัมน์ Pawoot.com โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุเผยแพร่วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ.2560

คุณจะเชื่อมั้ยว่า “ทุกอย่างเป็นได้เสมอ” หากคุณ “เชื่อ” ว่ามันทำได้ และคุณรู้ไหมว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งคุณเอาไว้ และทำให้คุณ “ทำอะไรไม่ได้”

คำตอบง่าย ๆ ก็คือ “ตัวคุณ” นั่นแหละ

ตัวคุณเองแหละที่เป็นสิ่งที่รั้ง และทำให้บางอย่างไม่สามารถทำได้ เพราะเพียงแค่ “คำบางคำ” ที่คุณได้พูดมันออกมา โดยที่คุณ “ไม่รู้ตัว”

เมื่อใดก็ตาม คุณพูดคำเหล่านี้ออกมา สมองคุณจะสั่งการ และทำตามคำพูดเหล่านั้นทันที เช่น

โห งานนี้ “ยาก” ว่ะ

เฮ้ย มัน “เป็นไปไม่ได้” เลยนะ สำหรับการทำงานนี้

“ทำไม่ได้หรออกกกกกก” งานนี้

“ท้อ” จังโว้ยยยย

เมื่อคุณพูดคำเหล่านี้ออกมา

1.”ทำไม่ได้”-มันจะปิดทุกความเป็นไปได้ทันที

2.”เป็นไปไม่ได้”-มันจะหยุดทุกโอกาสทันที

3.”ยาก”-คุณจะคิดว่ามันทำไม่ได้ทันที

4.”เหนื่อย”-เรี่ยวแรงคุณจะหายไปทันที

5.”ขี้เกียจ”-คุณจะอยากหยุดทันที

6.”ท้อ”-คุณจะหม่นหมองทันที

สมองคุณจะถูกสั่งให้ “หยุด” คิดต่อ หยุดที่จะหาทางต่อ ในการทำหรือแก้ปัญหา เพราะ “คำพูด” มันได้ไปสั่งการจิตและกายคุณเรียบร้อยแล้ว

และยิ่งหากคุณเป็น “หัวหน้า หรือผู้นำ” แล้วด้วยละก็ การพูดคำเหล่านี้ออกมา นอกจากจะหยุดตัวเองแล้ว มันจะยังไป “หยุดทีมงานทั้งหมดของคุณเช่นกัน” เพราะคนในทีมก็คิดว่า “โห ขนาดหัวหน้า หรือพี่เรายังบอกว่ายาก แล้วเราจะได้เหรอวะ”

คิดดูครับ แล้วองค์กร หรือทีมของคุณจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ?

จงหลีกเลี่ยง และจงไม่พูดหรือสื่อสารคำที่บั่นทอนจิตใจตัวเองออกมาอย่าง “เด็ดขาด”

จงเปลี่ยนคำปฏิเสธเหล่านี้ เป็นคำที่สร้างแรงผลักดันตัวเองไปข้างหน้า อย่าง “ท้าทาย” “น่าตื่นเต้น” “เป็นไปได้” “เราทำได้”

ตัวอย่างเช่น หากเจองานที่ดูแล้ว คุณคิดว่ามัน ยาก ขอให้เปลี่ยนเป็น “โห งานนี้มันท้าทายมากเลย” “มันน่าตื่นเต้นมากเลยว่ะ งานนี้”

แล้วสมองคุณจะสั่งการให้เราสามารถทำได้ มันจะเดินต่อไปข้างหน้า มากกว่าที่พูดคำบางคำออกมาแล้ว ทำให้ตัวเราเองหยุดคิด หยุดเดิน จำไว้ว่า “คำพูดเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หากพูดดี คิดดี มันจะพาเราเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่เมื่อใดก็ตาม คุณคิดว่าแย่ คุณคิดว่าทำไม่ได้ มันก็จะเป็นไปแบบนั้นทันที

ดั่งคำบอกว่า “ถ้าเราเชื่อมั่นว่าทำได้ ต่อให้ย้ายภูเขาถมทะเล ในที่สุดก็จะสำเร็จจนได้ แต่ถ้าใจเราคิดว่าทำไม่ได้ แม้จะง่ายแค่พลิกฝ่ามือ ก็ยังไม่มีวันประสบความสำเร็จ”

ปัจจุบันผมเป็นคนหนึ่งที่เกลียดคำเหล่านี้มาก ๆ ผมจะไม่พูดมันออกมาเด็ดขาด ทีมงานของผมรู้ดี และหากใครมาพูดกับผม ผมจะปรับเงินเขา 20 บาท/คำ

อ่านจบแล้ว จงหลีกเลี่ยงการใช้คำเหล่านี้ ทั้งกับตัวเอง ครอบครัว และในองค์กรของคุณ

 

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

cr. : https://www.sentangsedtee.com/thinking-executive/article_45485

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

พัฒนาตัวเอง
“สินค้าไม่ได้มาตรฐาน”ปัญหาธุรกิจสำคัญของทุกชุมชน แนะใช้ “ธรรมศาสตร์โมเดล” ลองแก้ดู

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2560 “ธรรมศาสตร์โมเดล” เป็นโครงการธุรกิจเพื่อชุมชน ส่วนหนึ่งของหลักสูตรบริหารควบปริญญาตรี-โท ทางบัญชีและบริหารธุรกิจของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ทุกคนต้องเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ พร้อมใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนต่างๆ พร้อมไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการแบ่งปันและเปลี่ยนความรู้เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อมีความรู้ต้องแบ่งปันและทำประโยชน์ให้สังคมและใช้เครื่องมือเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ เดินหน้าได้ตามแนวทางรัฐสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า “ธรรมศาสตร์โมเดล” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดและความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษา ที่จะทำหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อลงไปวิเคราะห์ปัญหา และหาทางออก ช่วยกันแก้ไขให้ชุมชนนั้นสามารถพัฒนาสินค้าหรือแบรนด์ จนสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 4 เดือน (1 ภาคการเรียนการสอน) ร่วมกับคนในชุมชน ที่จะทำงานไปด้วยกัน, ภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องเงินทุน และความร่วมมือแบบพันธมิตรธุรกิจ และภาคราชการ ทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาคที่เข้ามาช่วยดูแลและผลักดันคนในชุมชน สร้างความร่วมมือภายในชุมชน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมา 10 ปีแล้ว นักศึกษาลงพื้นที่ไปทำงานกับชุมชนหลากหลายจังหวัดและทำงานกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดในหลายพื้นที่ …

พัฒนาตัวเอง
ชีวิตนี้ใช้ยังไงให้คุ้มค่า บัตรเครดิต…ก็เช่นกัน!! แนะเทคนิคใช้ยังไงให้คุ้ม

ผู้เขียนป้านะยะเผยแพร่วันพฤหัสที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2560 กลายเป็นปกติไปแล้ว เมื่อไปทานอาหารที่ร้านเสร็จ แล้วเรียกพนักงานเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับคำถามแบบไม่ต้องเหนียมอายใครว่า มีบัตรอะไรได้ส่วนลดบ้าง และหากบัตรเครดิตใบไหนให้ส่วนลด พฤติกรรมโดยทั่วไปเราก็จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาใช้รูดชำระเงินทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องถามหาจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าใครมีบัตรใบดังกล่าวบ้าง แหม! ก็ส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ คำนวณดูแล้วก็มิใช่น้อย เพื่อนที่มีบัตรเครดิตใบนั้นก็น่าจะยินดีที่จะให้รูด (ถ้าเพื่อนๆ ที่ไปทานข้าวกันพอไว้ใจกันได้และวงเงินไม่เต็มไปเสียก่อน) เพราะเมื่อเพื่อนๆ จ่ายเงินสดคืนให้เราแล้ว คนรูดยังได้คะแนนสะสมเข้าบัตรไปอีกเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยมีค่าเฉลี่ยในการถือบัตรเครดิตประมาณคนละ 2-3 ใบ นี่คือค่าเฉลี่ย บางคนมีมากถึง 10 ใบ ดังนั้น ก็ใช้วนไปค่ะ บัตรไหนให้ส่วนลดก็หยิบบัตรนั้นขึ้นมาใช้บ่อยหน่อย ตรงนี้เองก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของธนาคารแต่ละค่ายที่ใครจะเก่งกว่าในการเกี่ยวยอดใช้จ่ายผ่านด้วยการมีโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดกว่า มุกโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุด ก็เห็นจะเป็นส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบที่สุด แต่การแบกรับส่วนลดที่ว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันระหว่างร้านค้ากับธนาคารผู้ออกบัตรว่า ใครจะช่วยกันรับไปอย่างไร แต่ปัจจุบันความคิดสร้างสรรค์ในการสรรหาโปรโมชั่นมีความซับซ้อนขึ้น ส่วนลดที่ได้อาจต้องใช้คะแนนสะสมที่มีอยู่ในบัตรด้วย ตรงนี้เองลูกค้าต้องใช้ความรู้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์เบื้องต้นมาคิดคำนวณกันนิดหน่อย เช่น ทุก 1,000 …

พัฒนาตัวเอง
แนะรู้จักคน 4 กลุ่ม ทำความรู้จัก เพื่อแยกแยะ “ใครคือลูกค้าของเรา”

ผู้เขียนพลชัย เพชรปลอดเผยแพร่วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 คนที่ทำธุรกิจขนาดย่อมมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าถูกถามว่าใครคือลูกค้าของคุณ คำตอบพรั่งพรูครับ “เยอะแยะ…ใครก็ได้ที่ซื้อ” บางทีก็ตามมาด้วยชื่อคนโน้นคนนี้ ถ้าถามคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจว่า เล็งไว้หรือยังว่าใครคือลูกค้า “คนที่มีกำลังซื้อ…คนระดับกลางถึงบน…วัยรุ่น…” ถ้าคำตอบแบบนี้อาจจะกว้างเกินไป สำหรับคำถามว่าใครคือลูกค้า เวลาพูดถึงเรื่องของลูกค้า นักการตลาดมีการแบ่งยิบย่อย เกี่ยวกับนิยามของความเป็นลูกค้าไว้หลายอย่าง แต่ผมอยากกล่าวถึงสัก 4 อย่าง ให้เราเก็บเอาไว้พิจารณาเวลาทำธุรกิจ อย่างแรก “ลูกค้าเป้าหมาย” เวลาถูกถามตอนที่เริ่มทำธุรกิจ หรือกำลังจะทำธุรกิจ คนถามมักถามถึงสิ่งนี้ครับ “ลูกค้าเป้าหมาย” ชื่อชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นเพียงแค่ “เป้าหมาย” ยังไม่ใช่ของจริง ลูกค้าเป้าหมาย คือ คนที่เราคิดว่าอยากจะคบค้าด้วย อยากขายของให้เขา อยากให้เขามาซื้อของเรา อยากให้เขาเป็นลูกค้าประจำกันไปแสนนาน แต่ในชีวิตจริง…บางที เขาไม่เคยชายตาแลซะด้วยซ้ำ…ช้ำจริงๆ ลูกค้าเป้าหมาย มาจากการประมวลความคิด ความเหมาะสมทั้งหมดทั้งมวลว่า ทั้งสินค้า ทั้งราคา ทั้งวิธีหาช่องทางเข้าถึง ทั้งวิธีกระตุ้นการซื้อของเรา เหมาะสมกับพวกเขาอย่างแน่นอน เหมือนกับการยิงปืนครับ กระสุนพุ่งตรงไปได้จุดเดียว …