แนะอาชีพการเลี้ยงไส้เดือน เพื่อทำปุ๋ยไส้เดือนอย่างละเอียด

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนสมยศ ศรีสุโรเผยแพร่วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ.2560

 

 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า วิธีการเลี้ยงไส้เดือนที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นการนำเสนอที่ได้มาจากตัวเธอ คุณนิรัชพร ธรรมศิริ หรือ “ต่าย” บ้านเลขที่ 167 ถนนเทศา 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร

เธอบอกว่า “การเลี้ยงไส้เดือนนั้นไม่ได้มีรูปแบบที่กำหนดลงไปชัดเจน เพราะเราจะสามารถหาสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเราหรือวัสดุบางชิ้นที่เราคิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์นำมาเลี้ยงน้องเดือนเป็นใช้ได้ทั้งสิ้น ขอเพียงมีขั้นตอนและวิธีการเท่านั้นเป็นพอ” เมื่อเป็นเช่นนี้หากท่านใดจะนำไส้เดือนไปเลี้ยงด้วยวิธีอื่นก็ได้ตามสะดวกนะครับ ไม่ผิดกติกาใดๆ ทั้งสิ้น

สำหรับไส้เดือนที่เธอแนะนำให้แฟนๆ เลี้ยงนี้เป็นสายพันธุ์อัฟริกันไนต์ครอเลอร์ (AF) ข้อดีคือ ไส้เดือนสายพันธุ์นี้สามารถกินอาหารเก่งมากโดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง ขยายพันธุ์ได้เร็ว มีลูกดก แถมตัวโต เป็นสายพันธุ์ที่นิยมนำไปใช้เป็นอาหารโปรตีนสำหรับเลี้ยงกบ นก และปลาได้ ส่วนมูลไส้เดือนนั้นเป็นปุ๋ยที่นำไปใส่ต้นไม้ หรือพืชผักได้อย่างดีอีกด้วย

อาหารของไส้เดือน

1. มูลสัตว์ เช่น มูลวัวทั้งหลาย จะเป็นวัวบ้าน วัวนม โคขุนหรือมูลควาย ได้ทั้งนั้น ต้องนำมาแช่ในวงบ่อหรือถังน้ำ หรือกะละมัง เพื่อให้คลายความร้อนและลดแก๊สที่สะสมให้ลดน้อยลง ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน ตามแต่ว่ามูลที่นำมานั้นจะเป็นมูลเก่าหรือใหม่ ที่นิยมเรียกว่า เบดดิ้ง (Bedding)

2. ขุยมะพร้าว หรือกาบมะพร้าวสับให้ละเอียด ไม่จำเป็นต้องนำไม่แช่น้ำ แต่เมื่อจะนำมาใส่ลงในที่เลี้ยงให้รดน้ำให้ชุ่ม

3. เศษกระดาษทั่วไป ข้อนี้ก็ไร้ปัญหาเพราะหาได้ง่ายมาก ฉีกให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำมาแช่น้ำ

4. ดินร่วนที่ใช้ปลูกต้นไม้ หาซื้อเอาตามร้านที่ขายพันธุ์ไม้ทั่วไปที่บรรจุใส่ถุงไว้

สำหรับส่วนผสมที่ใช้เลี้ยงนั้น เบดดิ้ง 2 ส่วน กับ ขุยมะพร้าว เศษกระดาษ และดินร่วน อย่างละ 1 ส่วน จะเป็นอัตราส่วนที่เยี่ยมที่สุด สำหรับอัตราส่วนระหว่างตัวไส้เดือนที่จะใส่ลงไปนั้นให้ดูจากขนาดของวัสดุอุปกรณ์ที่ ต้องการนำมาเลี้ยง หากมีปัญหาปรึกษารายละเอียดกับเธอได้ตลอดเวลา เพราะเรื่องราวเช่นนี้เธอมีประสบการณ์มาแล้ว

หลังจากนำไส้เดือนลงเลี้ยงไปประมาณ 2-3 วัน รอให้ไส้เดือนคุ้นและชินกับบ้านหลังใหม่เสียก่อน หลังจึงค่อยนำเศษผัก ผลไม้ ขอให้มีรสหวานเพราะไส้เดือนจะโปรดปรานเป็นอย่างมาก เช่น ผักกาดขาว กวางตุ้ง ผักบุ้ง แตงโม ขนุน กล้วยน้ำว้า แคนตาลูป ฟักทองสุก กรุณาใส่ทีละน้อยเพราะว่าหากเยอะไปจะทำให้ผักหรือผลไม้นั้นเน่าจะสามารถทำให้ป่วยได้

อุปกรณ์

1. กะละมังพลาสติก จะเป็นกะละมังสีอะไรก็ได้ ขอเพียงแค่ว่าอย่าให้ถึงแตกร้าวจนดูว่าขาดความมั่นใจสำหรับความเป็นอยู่ของชีวิตไส้เดือนเป็นใช้ได้ นำมาเจาะรูด้านล่าง ประมาณ 10 รู สำหรับเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้

2. กระถางดินเผา เนื่องจากกระถางดินเผาสามารถเก็บความเย็นและความชื้นได้ดี ส่วนมากกระถางรูปแบบนี้เป็นแบบที่ส่วนใหญ่จะนำมาใช้สำหรับปลูกต้นไม้ มีมากมายหลายขนาด เลือกเอาตามต้องการส่วนมากจะมีรูเจาะไว้ก่อนแล้วด้านล่างเพียงรูเดียว ต้องหาวัสดุมาอุดไว้ให้พอระบายน้ำได้แต่ต้องพยายามไม่ให้ไส้เดือนหนี

3. กล่องพลาสติก จะมีรูปร่างแบบใดหรือขนาดใด สามารถนำมาเลี้ยงได้ทั้งนั้น เพียงนำมาเจาะรูด้านล่าง ประมาณ 10 รู เพื่อระบายน้ำเช่นเดียวกัน

4. วงบ่อซีเมนต์ จะมีหลายขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง 60, 80 และ 100 เซนติเมตร ต้องใช้ฝาปิดมาด้วยแต่นำมาวางไว้ด้านล่าง เจาะรูระบายน้ำตรงกลางเพื่อไว้รับน้ำหมักมูลไส้เดือน

ส่วนรูปแบบที่ 5 คือ กล่องลิ้นชักพลาสติก จะกี่ชั้นก็ตามแต่สะดวกของผู้ต้องการ แต่ต้องนำมาเจาะรูด้านล่างทุกชิ้น ประมาณ 10 รู เพื่อไม่ให้น้ำขังในแต่ละชั้น แต่การเลี้ยงวิธีนี้ชั้นสุดท้ายไม่จำเป็นต้องเจาะรู เพราะว่าเราจะไว้เก็บน้ำหมักมูลไส้เดือนที่เกิดจากเมื่อเวลาเรารดน้ำชั้นบนจะตกลงมารวมกันชั้นสุดท้าย สามารถนำน้ำหมักมูลไส้เดือนที่ได้นั้นไปใช้ได้เลย

การเลี้ยงวิธีนี้ลงทุนมากกว่าแบบอื่นเนื่องจากราคากล่องที่ค่อนข้างมีราคาแพงกว่า แต่คิดว่าน่าจะคุ้มค่าและสะดวก เพราะสามารถนำไปเก็บไว้บริเวณหลังบ้านหรือชิดข้างบ้านในที่ร่ม ใช้เนื้อที่น้อยแถมเลี้ยงแบบนี้จะเก็บความชื้นได้ดีไม่ต้องรดน้ำบ่อย และสามารถป้องกันศัตรูที่จะมาเยี่ยมได้อีกด้วย

เธอได้บอกต่อไปถึงวิธีสุดท้ายหากต้องการแค่ปุ๋ยไส้เดือนเท่านั้น ไม่ต้องการมูลหมักไส้เดือน จะเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกเช่นกันและจะได้ปุ๋ยครั้งละมากอีกด้วย (ดูภาพประกอบ)

1. ใช้อิฐบล็อก จำนวน 10 ก้อน นำมาเรียงกั้นตามแบบ

2. หาวัสดุ เช่น ถุงปุ๋ย เป็นต้น มาลองพื้นจนถึงขอบ

3. ใช้เบดดิ้ง (Bedding) จำนวน 2 ถุง ถุงละประมาณ 20-25 กิโลกรัม ล้วนๆ หรืออาจจะมีการผสมของขุยมะพร้าว กระดาษ หรือดินร่วนลงไปก็ได้ ตามจำนวนที่บอกไว้โดยประมาณ ทั้งหมดนี้จะสามารถนำตัวไส้เดือน จำนวน 1 กิโลกรัม ลงไปเลี้ยงได้อย่างเหมาะสม

4. สุดท้าย หาวัสดุมาปิด เช่น ซาแรนพรางแสง ไว้เพื่อป้องกันแสงแดดเพราะไส้เดือนชอบความมืด ความชุ่มชื่น และศัตรูของไส้เดือน ข้อที่สำคัญอย่างมากคือบริเวณที่เลี้ยงนั้นต้องเป็นในที่ร่ม อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก และไม่ให้โดนแดดโดยตรงหรือโดนฝน คุณเดือนจะโปรดปรานอย่างยิ่ง

หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ หากจะให้พวกเศษผัก ผลไม้ สามารถนำเป็นอาหารเสริมให้คุณเดือนได้เลย และต้องดูด้วยว่าไส้เดือนสดชื่นดีอยู่ไหม หากเห็นว่าไม่สดชื่นต้องบริการน้ำด้วย อีก 45 วัน ก็จะสามารถร่อนเอาปุ๋ยที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงไส้เดือนมาใช้กับสวนของเราได้ทันที

ใครสนใจต้องการเลี้ยงวิธีแบบไหนหรือคิดว่ามีวิธีที่ต้องการเลี้ยงแบบที่ตัวเองคิด หรือหากต้องการรายละเอียดเพิ่มมากกว่านี้ กรุณาติดต่อเธอได้ รับประกันความผิดหวังที่ Facebook. Niratchaporn Thammasiri หรือ ID. Tai_shop99 หรือ (091) 842-4968

 

 

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_46687

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …