ทำเกษตรต้องรู้กฎธรรมชาติ รักในอาชีพ ขยัน-อดทน ไม่เพียงทำตามกระแส จะทำได้อย่างไร?

พัฒนาตัวเอง

ผู้เขียนสาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่องเผยแพร่วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2560

มีโอกาสเจอญาติที่ไปทำร้านอาหารอยู่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวป้าฝั่งแม่ของผม หลังเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย เธอสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย

จนไปพบรักกับเพื่อนนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่นั่น

หลังเรียนจบเธอแต่งงาน และตระเวนทำงานในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เมืองไทย, จีน และสหรัฐอเมริกา

กระทั่งตอนหลังเธอตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลครอบครัว และลูกสาว 3 คนอยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของสามี

ตอนนั้นเธอสังเกตเห็นว่าอาหารไทยเริ่มเป็นที่นิยมในยุโรป

โดยเฉพาะเมืองที่เธออยู่

เธอจึงเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพียง 1 ร้าน ปัจจุบันเธอขยายสาขาเพิ่มอีกจนมี 2 ร้าน

ส่วนสามีก็บินไปมาระหว่างเอเชีย ยุโรป และเมืองไทย โดยคิดว่าวันหนึ่งคงกลับไปช่วยภรรยาทำร้านอาหารไทยที่บ้านเกิด

ช่วงที่กลับมาเมืองไทย ผมถามเธอว่าไม่คิดจะกลับบ้าน เพื่อทำธุรกิจอะไรที่นี่บ้างเหรอ เพราะพ่อ และแม่ของเธอพอมีที่มีทางอยู่บ้าง แถบชานเมืองเพชรบุรี

เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของเธอเป็นเกษตรกร

มีเรือกสวนไร่นาอยู่บ้าง

อีกอย่างเธอเอง และพี่น้องของเธอก็เคยช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาก่อน จึงพอรู้ขั้นตอนอยู่บ้างว่าถ้าจะมาทำการเกษตรต้องทำอะไรบ้าง

ยิ่งเดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่หลายคนหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันค่อนข้างมาก

บางคนจบปริญญาเอกก็มาเป็นชาวนา ชาวสวน

บางคนเป็นแอร์โฮสเตสก็มาทำปลูกผักอินทรีย์

หรือบางคนเรียนทางด้านสถาปนิกก็มาเปิดโฮมสเตย์ โดยมีจุดขายหลักคือการปลูกผักออร์แกนิกรอบๆ บริเวณโฮมสเตย์ ทั้งยังแปรรูปสินค้าออกมาเป็นยาสระผม สบู่ ครีมอาบน้ำ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย

แต่เธอกลับบอกผมว่าคงไม่มาทำเรื่องแบบนี้หรอก

ผมถามเธอว่า…ทำไมล่ะ?

“เรารู้ว่ามันลำบาก” เธอตอบ

เราเห็นพ่อแม่ทำมาตลอดชีวิต ทั้งปลูกข้าว ปลูกผัก ผลไม้ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่รายได้ไม่ดีเลย ทุกอย่างต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่งั้นตอนเด็กๆ เราจะเอามะม่วงแก้วมาดอง เพื่อนำไปขายตามงานวัด และโรงลิเกเหรอ

หรือเราจะต้องขายเรียงเบอร์เหรอ

หรือเราจะต้องตื่นตี 4 ตี 5 เพื่อไปถอนซังในนาข้าวเพื่อนำมาเพาะเห็ดฟางเหรอ

แต่ตอนนั้นเราต้องทำเพราะครอบครัวเรายากจน

พ่อแม่มีลูกหลายคน

เราอยากช่วยแบ่งเบาภาระอะไรได้บ้างจึงต้องทำ เพื่อจะได้นำเงินเหล่านี้ไปซื้อชุดนักเรียน ซื้อหนังสือ หรืออะไรที่อยากได้

เราเข้าใจนะที่คนรุ่นใหม่หันมาทำเกษตรอินทรีย์จำนวนมาก

ทางหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาเริ่มเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าการอยู่อย่างพอเพียงนั้นเป็นอย่างไร

หรืออาจเข้าใจกฎของธรรมชาติมากขึ้น เพราะปัจจุบันคนป่วยเป็นมะเร็งกันมาก เนื่องจากอาหารการกินที่อยู่รอบตัวทุกวันนี้ต่างเต็มไปด้วยสารพิษ

สารเคมี

ถ้าเขาหันมาปลูกข้าว ผัก ผลไม้กินเอง โดยไม่ใช้สารเคมี เมื่อมีเหลือก็แบ่งปันคนรอบข้างบ้าง ถ้าเหลือมากกว่านั้น ก็นำไปขายจนพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้บ้าง คงเป็นเรื่องดี

แต่เราไม่รู้นะว่าในอนาคตคนที่ทำแบบนี้จะเหลืออยู่สักกี่ราย

เพราะอย่างที่ทราบ คนที่จะเดินเข้ามาสู่อาชีพเกษตรกรต้องมีความอดทน ต้องขยัน ต้องทุ่มเทกันทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่ทำเพราะกระแส ไม่ใช่เพราะทำเพราะอยากทำ

หรือทำเพราะเท่

อันนี้เราไม่เห็นด้วยเลย

แต่เรากลับเห็นด้วยกับเกษตรกรตัวจริงที่เคยผ่านประสบการณ์ในการเพาะปลูกมาก่อน คนเหล่านี้อาจเพาะปลูกอย่างไม่มีทิศมีทางมาก่อนในอดีต แต่ปัจจุบัน เมื่อเขามีโอกาสศึกษาการเกษตรทฤษฎีใหม่

ศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ

และมีโอกาสเข้าไปศึกษายังศูนย์เรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งยังเคยไปดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ต่างๆ อันนี้เราเห็นด้วย

เพราะพวกเขามีต้นทุน

ต้นทุนความรู้เดิมที่เกี่ยวกับการทำการเกษตรจริงๆ

ต้นทุนความอดทนในชีวิตตลอดช่วงเวลาผ่านมา

และต้นทุนบนความเชื่อที่ว่าการเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทจะทำให้ชีวิตของเขากลับมาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถามว่าเพราะอะไรรู้ไหม

ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ

เธอบอกว่าเพราะสองมือ สองเท้าของเขาผ่านความยากลำบากมาแล้ว ดังนั้น เวลาเขาจะทำอะไร เขาจึงทำด้วยสองมือ และสองเท้าของเขาได้ทันที

ไม่ต้องจ้างใครให้มาช่วย

ไม่ต้องจ้างรถไถให้เสียเงินในแต่ละวัน

แต่เขาจะค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ขุดดิน ค่อยๆ ดายหญ้า ค่อยๆ ปลูก ค่อยๆ เพาะพันธุ์พืช ตอนกิ่ง ปักชำ และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อรอดูดอกผลของมันค่อยๆ งอกงามขึ้น

พวกเขาเข้าใจกฎธรรมชาติ

ไม่รีบร้อนที่จะเห็นผลสำเร็จ

แต่เราไม่รู้หรอกว่าคนรุ่นใหม่อดทนรอคอยแบบนี้ได้ไหม?

ผมฟังแล้วเข้าใจเธอ

พร้อมกับคิดว่าเราเองก็เดินทางไปในที่ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะในประเทศ หรือต่างประเทศ สัมภาษณ์นักธุรกิจที่ทำเรื่องเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์มาก็มาก ขณะเดียวกัน ก็ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับเกษตรกรโดยตรงมาก็เยอะ

หรือแม้แต่ไปเยี่ยมโครงการพระราชดำริในจังหวัดต่างๆ

แต่ทำไมเราไม่นึกถึงเรื่องนี้บ้าง

เราอาจฟังแต่ความสำเร็จของผู้อื่น

เราเห็นในสิ่งที่เขาอยากให้เราเห็น

แต่ลึกลงไปในเนื้อแท้แล้วการจะทำอะไรสักอย่างต้องมีพื้นฐานจากความรักในอาชีพ ความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์เสียก่อน หาไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จ

เธอบอกผมก่อนแยกจากกันว่าร้านอาหารของเรามีสวนออร์แกนิกลอยฟ้าเล็กๆ อยู่บนดาดฟ้า และผักทุกชนิดที่เรานำมาประกอบอาหารให้ลูกค้ารับประทาน ล้วนเป็นผักปลอดสารพิษทั้งสิ้น

ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าเรานำสิ่งที่ดีที่สุดมาให้พวกเขารับประทาน

แค่นี้ก็สุขอยู่ในใจเล็กๆ ของเราแล้ว

ผมยิ้มแทนคำตอบทุกอย่าง และบอกเธอว่าถ้าเกษียณอายุเมื่อไหร่ มีสตางค์เหลือมากพอจะขอไปเยี่ยมชมที่ร้านสักครั้ง

เธอบอกผมว่าไปสิ แล้วเธอจะรู้ว่าสุขในใจเป็นเช่นไร?

cr. : https://www.sentangsedtee.com/thinking-executive/article_28300

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

พัฒนาตัวเอง
“สินค้าไม่ได้มาตรฐาน”ปัญหาธุรกิจสำคัญของทุกชุมชน แนะใช้ “ธรรมศาสตร์โมเดล” ลองแก้ดู

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2560 “ธรรมศาสตร์โมเดล” เป็นโครงการธุรกิจเพื่อชุมชน ส่วนหนึ่งของหลักสูตรบริหารควบปริญญาตรี-โท ทางบัญชีและบริหารธุรกิจของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ทุกคนต้องเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ พร้อมใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนต่างๆ พร้อมไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการแบ่งปันและเปลี่ยนความรู้เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อมีความรู้ต้องแบ่งปันและทำประโยชน์ให้สังคมและใช้เครื่องมือเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ เดินหน้าได้ตามแนวทางรัฐสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า “ธรรมศาสตร์โมเดล” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดและความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษา ที่จะทำหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อลงไปวิเคราะห์ปัญหา และหาทางออก ช่วยกันแก้ไขให้ชุมชนนั้นสามารถพัฒนาสินค้าหรือแบรนด์ จนสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 4 เดือน (1 ภาคการเรียนการสอน) ร่วมกับคนในชุมชน ที่จะทำงานไปด้วยกัน, ภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องเงินทุน และความร่วมมือแบบพันธมิตรธุรกิจ และภาคราชการ ทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาคที่เข้ามาช่วยดูแลและผลักดันคนในชุมชน สร้างความร่วมมือภายในชุมชน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมา 10 ปีแล้ว นักศึกษาลงพื้นที่ไปทำงานกับชุมชนหลากหลายจังหวัดและทำงานกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดในหลายพื้นที่ …

พัฒนาตัวเอง
ชีวิตนี้ใช้ยังไงให้คุ้มค่า บัตรเครดิต…ก็เช่นกัน!! แนะเทคนิคใช้ยังไงให้คุ้ม

ผู้เขียนป้านะยะเผยแพร่วันพฤหัสที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2560 กลายเป็นปกติไปแล้ว เมื่อไปทานอาหารที่ร้านเสร็จ แล้วเรียกพนักงานเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับคำถามแบบไม่ต้องเหนียมอายใครว่า มีบัตรอะไรได้ส่วนลดบ้าง และหากบัตรเครดิตใบไหนให้ส่วนลด พฤติกรรมโดยทั่วไปเราก็จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาใช้รูดชำระเงินทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องถามหาจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าใครมีบัตรใบดังกล่าวบ้าง แหม! ก็ส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ คำนวณดูแล้วก็มิใช่น้อย เพื่อนที่มีบัตรเครดิตใบนั้นก็น่าจะยินดีที่จะให้รูด (ถ้าเพื่อนๆ ที่ไปทานข้าวกันพอไว้ใจกันได้และวงเงินไม่เต็มไปเสียก่อน) เพราะเมื่อเพื่อนๆ จ่ายเงินสดคืนให้เราแล้ว คนรูดยังได้คะแนนสะสมเข้าบัตรไปอีกเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยมีค่าเฉลี่ยในการถือบัตรเครดิตประมาณคนละ 2-3 ใบ นี่คือค่าเฉลี่ย บางคนมีมากถึง 10 ใบ ดังนั้น ก็ใช้วนไปค่ะ บัตรไหนให้ส่วนลดก็หยิบบัตรนั้นขึ้นมาใช้บ่อยหน่อย ตรงนี้เองก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของธนาคารแต่ละค่ายที่ใครจะเก่งกว่าในการเกี่ยวยอดใช้จ่ายผ่านด้วยการมีโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดกว่า มุกโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุด ก็เห็นจะเป็นส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบที่สุด แต่การแบกรับส่วนลดที่ว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันระหว่างร้านค้ากับธนาคารผู้ออกบัตรว่า ใครจะช่วยกันรับไปอย่างไร แต่ปัจจุบันความคิดสร้างสรรค์ในการสรรหาโปรโมชั่นมีความซับซ้อนขึ้น ส่วนลดที่ได้อาจต้องใช้คะแนนสะสมที่มีอยู่ในบัตรด้วย ตรงนี้เองลูกค้าต้องใช้ความรู้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์เบื้องต้นมาคิดคำนวณกันนิดหน่อย เช่น ทุก 1,000 …

พัฒนาตัวเอง
แนะรู้จักคน 4 กลุ่ม ทำความรู้จัก เพื่อแยกแยะ “ใครคือลูกค้าของเรา”

ผู้เขียนพลชัย เพชรปลอดเผยแพร่วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 คนที่ทำธุรกิจขนาดย่อมมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าถูกถามว่าใครคือลูกค้าของคุณ คำตอบพรั่งพรูครับ “เยอะแยะ…ใครก็ได้ที่ซื้อ” บางทีก็ตามมาด้วยชื่อคนโน้นคนนี้ ถ้าถามคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจว่า เล็งไว้หรือยังว่าใครคือลูกค้า “คนที่มีกำลังซื้อ…คนระดับกลางถึงบน…วัยรุ่น…” ถ้าคำตอบแบบนี้อาจจะกว้างเกินไป สำหรับคำถามว่าใครคือลูกค้า เวลาพูดถึงเรื่องของลูกค้า นักการตลาดมีการแบ่งยิบย่อย เกี่ยวกับนิยามของความเป็นลูกค้าไว้หลายอย่าง แต่ผมอยากกล่าวถึงสัก 4 อย่าง ให้เราเก็บเอาไว้พิจารณาเวลาทำธุรกิจ อย่างแรก “ลูกค้าเป้าหมาย” เวลาถูกถามตอนที่เริ่มทำธุรกิจ หรือกำลังจะทำธุรกิจ คนถามมักถามถึงสิ่งนี้ครับ “ลูกค้าเป้าหมาย” ชื่อชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นเพียงแค่ “เป้าหมาย” ยังไม่ใช่ของจริง ลูกค้าเป้าหมาย คือ คนที่เราคิดว่าอยากจะคบค้าด้วย อยากขายของให้เขา อยากให้เขามาซื้อของเรา อยากให้เขาเป็นลูกค้าประจำกันไปแสนนาน แต่ในชีวิตจริง…บางที เขาไม่เคยชายตาแลซะด้วยซ้ำ…ช้ำจริงๆ ลูกค้าเป้าหมาย มาจากการประมวลความคิด ความเหมาะสมทั้งหมดทั้งมวลว่า ทั้งสินค้า ทั้งราคา ทั้งวิธีหาช่องทางเข้าถึง ทั้งวิธีกระตุ้นการซื้อของเรา เหมาะสมกับพวกเขาอย่างแน่นอน เหมือนกับการยิงปืนครับ กระสุนพุ่งตรงไปได้จุดเดียว …