“สินค้าไม่ได้มาตรฐาน”ปัญหาธุรกิจสำคัญของทุกชุมชน แนะใช้ “ธรรมศาสตร์โมเดล” ลองแก้ดู

พัฒนาตัวเอง

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2560

“ธรรมศาสตร์โมเดล” เป็นโครงการธุรกิจเพื่อชุมชน ส่วนหนึ่งของหลักสูตรบริหารควบปริญญาตรี-โท ทางบัญชีและบริหารธุรกิจของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ทุกคนต้องเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ พร้อมใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนต่างๆ พร้อมไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการแบ่งปันและเปลี่ยนความรู้เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อมีความรู้ต้องแบ่งปันและทำประโยชน์ให้สังคมและใช้เครื่องมือเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ เดินหน้าได้ตามแนวทางรัฐสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า “ธรรมศาสตร์โมเดล” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดและความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษา ที่จะทำหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อลงไปวิเคราะห์ปัญหา และหาทางออก ช่วยกันแก้ไขให้ชุมชนนั้นสามารถพัฒนาสินค้าหรือแบรนด์ จนสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 4 เดือน (1 ภาคการเรียนการสอน) ร่วมกับคนในชุมชน ที่จะทำงานไปด้วยกัน, ภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องเงินทุน และความร่วมมือแบบพันธมิตรธุรกิจ และภาคราชการ ทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาคที่เข้ามาช่วยดูแลและผลักดันคนในชุมชน สร้างความร่วมมือภายในชุมชน

ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมา 10 ปีแล้ว นักศึกษาลงพื้นที่ไปทำงานกับชุมชนหลากหลายจังหวัดและทำงานกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดในหลายพื้นที่ อาทิ บุรีรัมย์ สมุทรสาคร ระยอง ราชบุรี กาญจนบุรี โดยมีพันธมิตรที่เข้ามาร่วมด้วย เช่น ธนาคารออมสิน สมาคมเพื่อนชุมชน จังหวัดระยอง

โดยแนวทางการทำงาน คือ ทางคณะจะจัดทีมนักศึกษาลงพื้นที่อาศัยอยู่กับชุมชน เพื่อศึกษาปัญหา แล้วลงมือทำจริง แก้ปัญหาร่วมกับชุมชนจริง โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาทำงานร่วมกับชุมชน โดยเมื่อวิเคราะห์ปัญหาได้แล้ว นักศึกษาจะต้องนำความรู้ การบริหารธุรกิจสมัยใหม่ลงไปทำงานร่วมกับชุมชนนั้น เพื่อที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งและเติบโตได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนด้วย ไม่ว่านักศึกษาที่ไปทำงานจะยังอยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม ชุมชนก็จะต้องดำเนินงานต่อไปเองได้”

สำหรับปัญหาส่วนใหญ่ของชุมชนที่พบมากที่สุด และเหมือนกันทุกพื้นที่คือ “สินค้าไม่ได้มาตรฐาน ขาดการพัฒนาให้ชวนซื้อ ทั้งในเรื่องบรรจุภัณฑ์ ตรายี่ห้อหรือแบรนด์ ขาดข้อมูลรายละเอียดสินค้า ทำให้ผู้ซื้อไม่มั่นใจ และที่สำคัญคือ การจัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบ และขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

โดยปัญหาเหล่านี้ หากได้รับการแก้ไขและพัฒนาโดยคนภายในชุมชนร่วมมือกันทำ และทำให้เกิดความยั่งยืนของสินค้าภายในชุมชนนั้น ซึ่ง รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ธรรมศาสตร์โมเดล เป็นการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน โดยชุมชนจะต้องให้ความร่วมมือกับนักศึกษาด้วยความเต็มใจที่จะพัฒนาอย่างแท้จริง ซึ่งหากทำไปแล้วจะต้องเกิดผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญคือ สามารถวัดผลได้ภายใน 4 เดือน ว่าเกิดการพัฒนาด้านใดบ้าง อาทิ โปรดักต์ แบรนด์ คุณภาพสินค้า รายได้ที่เพิ่มขึ้น ระบการบริหารจัดการต่างๆ และที่สำคัญคือ เมื่อนักศึกษาถอนตัวออกมา ชุมชนก็ยังทำได้อย่างต่อเนื่องและเดินไปเองได้”

ยกตัวอย่าง กลุ่มชุมชนที่นักศึกษา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ลงพื้นที่ทำงานในปีนี้ เช่น กลุ่มหัตถกรรมชุมชน ต.พงตึก อ.เมืองท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ผลิตภัณฑ์คือ กระเป๋าเชือกฟอก ชุมชนนี้เป็นกลุ่มที่มีสมาชิก 15 คน การทำกระเป๋าเชือกฟอกเป็นเหมือนอาชีพเสริมของคนในชุมชน ทำกันเอง ขายกันเอง ไม่ได้เป็นที่รู้จัก ปัญหาคือ จะต้องทำให้คนในชุมชนเป็นกลุ่มมากขึ้น เพื่อจะได้มีอำนาจต่อรองในการขายและลดต้นทุน ต้องทำงานให้เป็นระบบให้ได้

คุณพันธมน ไชยมูล ตัวแทนของกลุ่มนักศึกษาที่ลงพื้นที่ไปทำงานกับกลุ่มหัตถกรรมชุมชน ต.พงตึก อ.เมืองท่ามะกา จ.กาญจนบุรี บอกว่า “เราจะต้องพยายามทำให้ชุมชนทำงานเป็นกลุ่มให้ได้ และจะต้องพยายามสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าดังกล่าว โดยใส่ไอเดียของคนรุ่นใหม่ลงไปในการดีไซน์กระเป๋า เราเน้นไปที่สไตล์โบฮีเมียน และเพิ่มช่องทางการขายผ่านทางออนไลน์ ให้เป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ โดยการสร้างแบรนด์ทำโดยการสร้างเรื่องราว เชื่อมโยงกับเรื่องราวของคนในชุมชน อย่างที่ชุมชนนี้มีตำนาน ชื่อชุมชนหมายถึง ตะเกียงโบราณ จึงสร้างแบรนด์สตอรี่เรื่องราวของแบรนด์ขึ้นมา เป็นชื่อใหม่ว่า Wala”

หรืออย่างกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำฟักข้าวเกษตรพัฒนา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซึ่งผลิตภัณฑ์คือ น้ำฟักข้าว นางสาวกัลยกร แฉล้มเขตต์ ตัวแทนกลุ่มนักศึกษาที่ลงพื้นที่ เล่าว่า กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำฟักข้าวเกษตรพัฒนานี้ เป็นกลุ่มที่มีคนสูงวัยเป็นสมาชิก การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากเด็กนักศึกษาอย่างตนและเพื่อนจึงเป็นเรื่องที่ยาก การทำให้เขายอมรับฟัง และทำตาม จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ดังนั้น นอกจากจะแสดงความเห็นแล้ว ตนและเพื่อนจะต้องทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ด้วย อย่างเช่น เรื่องของการปรับสูตรน้ำฟักข้าว กลุ่มลูกค้าที่ต้องขาย ขนาดแพ็กเกจจิ้ง ที่ต้องตอบสนองลูกค้าสมัยใหม่ให้ได้ด้วย

ดังนั้น จึงจะต้องลงมือทำเองให้เขาเห็นการเปลี่ยนแปลง และยอมรับฟังความคิดเห็นของเรา อย่างการปรับสูตรให้ลดน้ำตาลลง เหมาะกับเทรนด์สุขภาพ การปรับขนาดของสบู่ฟักข้าวให้มีขนาดที่คนทั่วไปนิยมใช้งาน ซึ่งต้องอาศัยการทำสำรวจ และการหาข้อมูลกับสถาบันสุขภาพด้วย การเปลี่ยนแปลงคือ จากรายได้ที่ขายน้ำฟักข้าวหลักพันบาท พอปรับสูตรเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ สามารถทำรายได้หลัก 20,000 กว่าบาท ต่อเดือน”

นอกจากโมเดลดังกล่าวแล้ว รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ แนะนำเพิ่มเติม หากชุนชนใดที่อยากจะพัฒนาตัวเองไปสู่ความยั่งยืนว่า “อย่างแรกเลย ที่ทุกชุมชนต้องมีคือ ชุมชนต้องการอะไร มีความถนัดอะไร มีอะไรอยู่ในชุมชน คนภายในต้องตอบคำถามให้ได้ สอง จะเดินหน้าต้องรู้จักว่าสิ่งที่จะทำคืออะไร มีหลักวิธีคิดร่วมกันอย่างไร สาม เอาความต้องการเป็นที่ตั้งร่วมกัน และสี่ คิดได้ ต้องแก้ไขปัญหาได้ และสามารถทำให้ได้จริง สำคัญคือคนในชุมชนต้องร่วมมือกัน”

cr. : https://www.sentangsedtee.com/thinking-executive/article_42103

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

พัฒนาตัวเอง
ชีวิตนี้ใช้ยังไงให้คุ้มค่า บัตรเครดิต…ก็เช่นกัน!! แนะเทคนิคใช้ยังไงให้คุ้ม

ผู้เขียนป้านะยะเผยแพร่วันพฤหัสที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2560 กลายเป็นปกติไปแล้ว เมื่อไปทานอาหารที่ร้านเสร็จ แล้วเรียกพนักงานเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับคำถามแบบไม่ต้องเหนียมอายใครว่า มีบัตรอะไรได้ส่วนลดบ้าง และหากบัตรเครดิตใบไหนให้ส่วนลด พฤติกรรมโดยทั่วไปเราก็จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาใช้รูดชำระเงินทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องถามหาจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าใครมีบัตรใบดังกล่าวบ้าง แหม! ก็ส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ คำนวณดูแล้วก็มิใช่น้อย เพื่อนที่มีบัตรเครดิตใบนั้นก็น่าจะยินดีที่จะให้รูด (ถ้าเพื่อนๆ ที่ไปทานข้าวกันพอไว้ใจกันได้และวงเงินไม่เต็มไปเสียก่อน) เพราะเมื่อเพื่อนๆ จ่ายเงินสดคืนให้เราแล้ว คนรูดยังได้คะแนนสะสมเข้าบัตรไปอีกเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยมีค่าเฉลี่ยในการถือบัตรเครดิตประมาณคนละ 2-3 ใบ นี่คือค่าเฉลี่ย บางคนมีมากถึง 10 ใบ ดังนั้น ก็ใช้วนไปค่ะ บัตรไหนให้ส่วนลดก็หยิบบัตรนั้นขึ้นมาใช้บ่อยหน่อย ตรงนี้เองก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของธนาคารแต่ละค่ายที่ใครจะเก่งกว่าในการเกี่ยวยอดใช้จ่ายผ่านด้วยการมีโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดกว่า มุกโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุด ก็เห็นจะเป็นส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบที่สุด แต่การแบกรับส่วนลดที่ว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันระหว่างร้านค้ากับธนาคารผู้ออกบัตรว่า ใครจะช่วยกันรับไปอย่างไร แต่ปัจจุบันความคิดสร้างสรรค์ในการสรรหาโปรโมชั่นมีความซับซ้อนขึ้น ส่วนลดที่ได้อาจต้องใช้คะแนนสะสมที่มีอยู่ในบัตรด้วย ตรงนี้เองลูกค้าต้องใช้ความรู้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์เบื้องต้นมาคิดคำนวณกันนิดหน่อย เช่น ทุก 1,000 …

พัฒนาตัวเอง
แนะรู้จักคน 4 กลุ่ม ทำความรู้จัก เพื่อแยกแยะ “ใครคือลูกค้าของเรา”

ผู้เขียนพลชัย เพชรปลอดเผยแพร่วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 คนที่ทำธุรกิจขนาดย่อมมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าถูกถามว่าใครคือลูกค้าของคุณ คำตอบพรั่งพรูครับ “เยอะแยะ…ใครก็ได้ที่ซื้อ” บางทีก็ตามมาด้วยชื่อคนโน้นคนนี้ ถ้าถามคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจว่า เล็งไว้หรือยังว่าใครคือลูกค้า “คนที่มีกำลังซื้อ…คนระดับกลางถึงบน…วัยรุ่น…” ถ้าคำตอบแบบนี้อาจจะกว้างเกินไป สำหรับคำถามว่าใครคือลูกค้า เวลาพูดถึงเรื่องของลูกค้า นักการตลาดมีการแบ่งยิบย่อย เกี่ยวกับนิยามของความเป็นลูกค้าไว้หลายอย่าง แต่ผมอยากกล่าวถึงสัก 4 อย่าง ให้เราเก็บเอาไว้พิจารณาเวลาทำธุรกิจ อย่างแรก “ลูกค้าเป้าหมาย” เวลาถูกถามตอนที่เริ่มทำธุรกิจ หรือกำลังจะทำธุรกิจ คนถามมักถามถึงสิ่งนี้ครับ “ลูกค้าเป้าหมาย” ชื่อชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นเพียงแค่ “เป้าหมาย” ยังไม่ใช่ของจริง ลูกค้าเป้าหมาย คือ คนที่เราคิดว่าอยากจะคบค้าด้วย อยากขายของให้เขา อยากให้เขามาซื้อของเรา อยากให้เขาเป็นลูกค้าประจำกันไปแสนนาน แต่ในชีวิตจริง…บางที เขาไม่เคยชายตาแลซะด้วยซ้ำ…ช้ำจริงๆ ลูกค้าเป้าหมาย มาจากการประมวลความคิด ความเหมาะสมทั้งหมดทั้งมวลว่า ทั้งสินค้า ทั้งราคา ทั้งวิธีหาช่องทางเข้าถึง ทั้งวิธีกระตุ้นการซื้อของเรา เหมาะสมกับพวกเขาอย่างแน่นอน เหมือนกับการยิงปืนครับ กระสุนพุ่งตรงไปได้จุดเดียว …

พัฒนาตัวเอง
ทำเกษตรต้องรู้กฎธรรมชาติ รักในอาชีพ ขยัน-อดทน ไม่เพียงทำตามกระแส จะทำได้อย่างไร?

ผู้เขียนสาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่องเผยแพร่วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2560 มีโอกาสเจอญาติที่ไปทำร้านอาหารอยู่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวป้าฝั่งแม่ของผม หลังเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย เธอสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย จนไปพบรักกับเพื่อนนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่นั่น หลังเรียนจบเธอแต่งงาน และตระเวนทำงานในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เมืองไทย, จีน และสหรัฐอเมริกา กระทั่งตอนหลังเธอตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลครอบครัว และลูกสาว 3 คนอยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของสามี ตอนนั้นเธอสังเกตเห็นว่าอาหารไทยเริ่มเป็นที่นิยมในยุโรป โดยเฉพาะเมืองที่เธออยู่ เธอจึงเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพียง 1 ร้าน ปัจจุบันเธอขยายสาขาเพิ่มอีกจนมี 2 ร้าน ส่วนสามีก็บินไปมาระหว่างเอเชีย ยุโรป และเมืองไทย โดยคิดว่าวันหนึ่งคงกลับไปช่วยภรรยาทำร้านอาหารไทยที่บ้านเกิด ช่วงที่กลับมาเมืองไทย ผมถามเธอว่าไม่คิดจะกลับบ้าน เพื่อทำธุรกิจอะไรที่นี่บ้างเหรอ เพราะพ่อ และแม่ของเธอพอมีที่มีทางอยู่บ้าง แถบชานเมืองเพชรบุรี เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของเธอเป็นเกษตรกร มีเรือกสวนไร่นาอยู่บ้าง อีกอย่างเธอเอง และพี่น้องของเธอก็เคยช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาก่อน จึงพอรู้ขั้นตอนอยู่บ้างว่าถ้าจะมาทำการเกษตรต้องทำอะไรบ้าง ยิ่งเดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่หลายคนหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันค่อนข้างมาก บางคนจบปริญญาเอกก็มาเป็นชาวนา …