กุเลาตันหยงเปาว์… ของดีปัตตานี กิโลกรัมละ 1,400 บาท ออร์เดอร์ทะลัก!

เกษตรกรยุคใหม่

เผยแพร่วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ.2560

เปิดตัวยังไม่ถึงปี แต่สร้างสีสันให้ตลาดปลาเค็มไม่น้อย ด้วยคุณภาพสินค้า บวกกับสตอรี่ (Story) อันน่าทึ่งทำให้วันนี้ผลิตภัณฑ์ “ปลากุเลาเค็ม” ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย บ้านตันหยงเปาว์ ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เริ่มเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนผลิตขายแทบไม่ทัน

ส่วนของสตอรี่ความเป็นมา ใครที่ติดตามปัญหาประมงของปัตตานี จะรู้ว่าผลจากการทำประมงด้วยเครื่องมือทำลายล้างของเรือใหญ่อย่างอวนรุนในอดีต ทำให้อ่าวปัตตานีเสื่อมโทรมลง ชาวบ้านขาดแหล่งทำกิน จึงรวมตัวกันในนามสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน ต่อสู้เรียกร้องอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ท้อแท้ถึงขนาดอพยพไปเป็นแรงงานที่มาเลเซีย จนในที่สุดภาครัฐได้ออกประกาศห้ามใช้เครื่องมืออวนรุน หลังจากนั้นชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจฟื้นฟูจนอ่าวปัตตานีกลับคืนความสมบูรณ์

นำมาสู่การแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจประมงพื้นบ้านของโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

“มูหามะสุกรี มะสะนิง” นายกสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน จ.ปัตตานี และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย กล่าวว่า พี่น้องประมงเริ่มเป็นเครือข่ายมาตั้งแต่ปี 2535 จากนั้นได้ต่อยอดทำธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเดือนเมษายน 2560 ชื่อวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย แปลว่า คนชายทะเล มีเป้าหมายสูงสุด คือ เป็นต้นแบบในการผลิตอาหารทะเลแปรรูปที่เป็นสินค้าจากประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี

กุเลาเค็ม 1,400 บาท/กก.

สำหรับการทำงานของที่นี่จะมีการรวมตัวเป็นเครือข่าย 52 หมู่บ้าน ใน 6 อำเภอ ซึ่งในด้านพื้นที่ถือว่าได้เปรียบกว่าที่อื่นมาก เพราะชายฝั่งตลอด 6 อำเภอ ยาวถึง 116 กิโลเมตร โดยแต่ละที่จะมีนิเวศที่แตกต่างกัน ทั้งน้ำลึก น้ำตื้น ส่งผลต่อความหลากหลายของทรัพยากร และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่ ข้าวเกรียบปลา ปลาอินทรีเค็ม กะปิ ปลาหมึกแห้ง กุ้งเคยแห้ง และพระเอกก็คือ กุเลาเค็มทั้งของสด และแปรรูป ทำรายได้ 3 ล้านบาทแล้ว

มูหามะสุกรี บอกว่า ปัจจุบันรับซื้อปลากุเลาสดที่กิโลกรัมละ 250 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็นกุเลาเค็มขายราคาส่งกิโลกรัมละ 1,250 บาท ราคาปลีก 1,400 บาท ปัจจุบันมีตัวแทนที่เป็นคนจัดการเรื่องตลาด คือ คนกลางเกษตรสัตว์น้ำอินทรีย์ที่กรุงเทพฯ ที่จะส่งไปโรงแรม ภัตตาคาร ต่อไป

ออร์เดอร์พรึ่บ จีนเล็งซื้อล็อตใหญ่

“เจะเดร์ เจ๊ะอูเซง” สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย บอกว่า การทำงานในแต่ละวัน เรือประมงพื้นบ้านจะขับเรือเล็ก ๆ ประมาณ 40 ลำ ออกไปหาปลาตั้งแต่ช่วงเช้า ใช้เครื่องมือที่ไม่ทำลายล้าง สำหรับอวนกุเลาจะดักได้ตัวขนาดย่อมหนัก 7 ขีด-1 กิโลกรัม ส่วนเบ็ดกุเลาจะตกได้ตัวใหญ่หนัก 4-5 กิโลกรัม โดยเรือลำหนึ่งจะหากุเลาได้วันละประมาณ 1-2 ตัว บางคนก็มาส่งขายที่กลุ่ม ซึ่งกลุ่มแม่บ้านจะเป็นคนจัดการตั้งแต่ขอดเกล็ด ล้างให้สะอาด หมักเกลือนำไปล้างและตากด้วยวิธีกางมุ้ง

ถ้าตัวใหญ่ใช้เวลา 45 วัน ตัวเล็กก็เวลาน้อยลง เมื่อได้ผลผลิตก็จะทยอยจำหน่าย ส่วนมากจะมีออร์เดอร์เข้ามาทั้งในปัตตานี และกรุงเทพฯ ซึ่งเรามีเครือข่ายกลุ่มประมงพื้นบ้าน โดยจะส่งไปทางรถทัวร์ ที่กรุงเทพฯต้องการเยอะ ล่าสุดมีจีนติดต่อเข้ามาขอซื้อ 2,000 ตัว ต้องปฏิเสธเพราะกำลังการผลิตไม่พอ

“การแปรรูปช่วยเสริมสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น เช่น ในกลุ่มมีสมาชิก 15 คน จะได้เป็นค่าแรงวันละ 300 บาท ถ้าทำครึ่งวันได้คนละ 150-200 บาท นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อคนจับปลาด้วย เพราะตั้งแต่เราแปรรูป ก็ทำให้ราคาปลาสดสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 230-250 บาท”

แปลงภูมิปัญญาเป็นทุนเศรษฐกิจ

“สุวิมล พิริยชนาลัย” ผู้ประสานงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อท้องถิ่นอ่าวปัตตานี กล่าวว่า หลังจากธรรมชาติฟื้นฟู ปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านสามารถออกจับได้ แต่รายได้กลับน้อยลง เพราะถูกเบียดบังมูลค่าส่วนเกินจากตลาด เรื่องกลไกตลาด กลไกแพปลา ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถตั้งราคาได้เต็มที่ จึงนำงานวิจัยเข้ามาช่วยจัดระบบ และรื้อฟื้นภูมิปัญญาของชุมชน คือ ภูมิปัญญาการแปรรูปอาหาร

“ความรู้มีอยู่ในชุมชน เรามีหน้าที่ดึงความรู้เหล่านี้ที่เป็นทุนชุมชนของเขาแปรเป็นทุนเศรษฐกิจให้ได้ แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ใช้กระบวนการวิจัยเข้าไปจับเกือบปี ตั้งแต่การจัดระบบ รวบรวม รื้อฟื้น เพราะความรู้อยู่กระจัดกระจายตามบ้านของแต่ละคน บางทีทำเสร็จแล้วมันแข็งโป๊ก เค็มมาก กินไม่ได้ ก็ปรับสูตรไปเรื่อย ๆ จนอยู่ตัว ได้สูตรเค็มปกติมา จุดเด่น คือ ทอดแล้วเนื้อนุ่ม ฟู และหัวใจสำคัญคือไม่ใช้สารเคมี”

ผุดสูตร 2 โซเดียมต่ำ

สุวิมล บอกอีกว่า หลังจากสูตรเค็มปกติได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด ล่าสุดมีผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมา คือ สูตร 2 โลว์โซเดียม หรือเค็มน้อย เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ปัจจุบันกำลังการผลิตกุเลาเค็มอยู่ที่ประมาณ 500 ตัว/เดือน ยังไม่เพียงพอต่อตลาด ออร์เดอร์จองคิวขณะนี้ 1 เดือน หลายคนก็ยินดีจะรอ เพราะสั่งครั้งละเป็นร้อยตัว

เมื่อถามว่าประสบความสำเร็จหรือยัง สุวิมลบอกว่า สำหรับครึ่งปีมานี้ เรายังไม่คิดแบบนั้น แต่ในทรรศนะชาวบ้านถือเป็นการสะสมชัยชนะเล็ก ๆ เพราะสำหรับพวกเขา ถ้ารู้สึกล้มเหลวเรื่อย ๆ มันจะกลายเป็นความท้อแท้ โดยเฉพาะพื้นที่แบบนี้

“ประโยชน์ของการแปรรูปกุเลาเค็มนี้ ไม่ได้ประโยชน์แค่เฉพาะกลุ่ม แต่กุเลาสดที่รับซื้อก็ปรับราคาขึ้นด้วย เพราะเมื่อกลุ่มอัพราคาให้กับพี่น้องที่จับมาขายสูงกว่าราคาแพทั่วไป มันก็เป็นเหมือนเป็นกลไกการแทรกแซงราคาแบบธรรมชาติ มีผลให้ที่รับซื้ออื่น ๆ เขาก็จำเป็นต้องขยับตามมาด้วย แล้วนับดูว่าจำนวนเรือที่จับกุเลาสดส่งให้กับที่นี่มาจากกี่หมู่บ้าน กี่ครัวเรือน โดยเฉพาะเป้าหมายสุดท้ายที่จะทำให้เป็นออร์แกนิก 100% จะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอีกเท่าไหร่”

ประมงพื้นบ้าน แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่พร้อมจะผลักดันให้จังหวัดปัตตานีก้าวสู่ความเป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในเร็ววัน

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_47025

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …