บวบงู ปลูกง่าย ขายดี สร้างเงินหลักหมื่นต่อเดือน ตลาดทางภาคอีสานตอบรับดี

เกษตรกรยุคใหม่

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2560

บวบ นับเป็นพืชผักที่มีคุณประโยชน์สูง สายพันธุ์บวบที่เกษตรกรนิยมปลูกอย่างแพร่หลายคือ บวบเหลี่ยม บวบหอม นอกจากนี้ยังมีบวบอยู่พันธุ์หนึ่งซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักกันแพร่หลายนัก คือ บวบงู

นอกจากมีจุดเด่นในเรื่องรสชาติความอร่อยแล้ว บวบงู ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยมสูงในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคอีสาน

“ บุญทา ดวงอ้อย ” เกษตรกรผู้ปลูกบวบงู ที่บ้านทับพุง ต.หนองแสง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี เป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงได้ในเรื่องนี้ เพราะ 10 ปีที่ผ่าน บวบงู กลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่ทำเงิน สร้างฐานะและความเป็นอยู่ของครอบครัวแห่งนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคง

บุญทา ยึดอาชีพปลูกผักมากกว่า 20 ปี เขาปลูกพืชผักตามกระแสความต้องการของตลาดเป็นหลัก พืชตัวไหนที่ปลูกง่าย ขายดี ตลาดต้องการสูง เช่น ผักกาด แตงกวา ผักชีลาว หรืออ้อย เขาลงทุนปลูกมาหมดแล้ว

ที่ผ่านมา ชาวอีสานจำนวนมากนิยมบริโภคพืชประจำท้องถิ่น คือ “ บวบงู ” ที่มีชื่อพื้นบ้านอีสาน ว่า บักงอเงี้ยว บักงูเงี้ยว หรือบักกะดิง ส่วนคนเหนือ เรียกว่า มะนอยงู คนอีสานนิยมนำผักชนิดนี้ไป ลวก หรือนึ่ง จิ้มแจ่ว กินแซบหลายๆ

บวบงูที่นิยมปลูกแพร่หลายในถิ่นอีสานมี 2 พันธุ์ คือ “ พันธุ์สีขาว ” ที่มีขนาดผลใหญ่ บางผลมีความยาวถึง 1 เมตร แต่มีข้อเสีย คือ มีรสชาติไม่ค่อยอร่อย เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกบวบงู “ พันธุ์ลายเขียวขาว ” ซึ่งมีขนาดผลเรียว สั้น รสชาติดีกว่าชนิดแรก

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว บุญทาเริ่มปลูกบวบงู บนเนื้อที่ 3- 4 ไร่ ซึ่งเป็นบวบงูสายพันธุ์พื้นเมือง ผิวไม่สวย ผลมีลักษณะงอบิดเบี้ยว เมื่อนำผลผลิตออกจำหน่ายที่ตลาดอุดรเมืองทองจำนวน 1 คันรถ โดยขายส่งในราคา ก.ก.ละ 5 บาท ปรากฎว่า ทั้งวันขายบวบงูได้แค่ครึ่งคันรถเท่านั้น บุญทา บอกว่า สาเหตุที่ขายสินค้าไม่ได้ในช่วงนั้น เพราะคนอีสานบางท้องที่ก็ยังไม่รู้จักพืชผักชนิดนี้ บางคนรู้จักแต่ไม่ซื้อเพราะไม่ชอบกลิ่นฉุนของบวบงู

“ บวบงูเป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ใช้เวลาปลูก 2 เดือน เก็บเกี่ยวผลผลิตไป 50 -60 วัน ปัจจุบันผมเก็บผลผลิตออกขาย ที่ตลาดอุดรเมืองทอง เฉลี่ยวันละ 150 ถุงๆ ละ 5 ก.ก. ขายส่งถุงละ 60 – 80 บาท เฉลี่ย ก.ก.ละ 12 – 16 บาท แม่ค้าที่รับซื้อจะนำไปขายปลีกในราคาก.ก.ละ 20-25 บาท แม่ค้าบางรายนำเหมาบวบงูไปขายต่อที่จังหวัดกาฬสินธ์ ในราคาขายส่งถุงละ 100 บาท ” บุญทากล่าว

เมื่อสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้บุญทาตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกบวบงูอย่างเดียวถึง 20 ไร่ โดยทั่วไป บวบงู สามารถเพาะปลูกได้ทุกเดือน แต่ช่วงที่ให้ผลผลิตสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกันยายน บุญทาวางแผนการปลูกบวบงูอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเนื้อที่ปลูกบวบงู 5 ไร่ ทะยอยปลูกใหม่ทุกๆ 4 เดือน เพื่อให้มีสินค้าป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

บวบงู สามารถเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด การเตรียมดินเริ่มจากขุดหลุมปลูกกว้างประมาณ 40 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม 1 เมตร ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 4-5 วัน หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยคอกหลุมละ 2-3 กิโลกรัม ปูนขาว 1 กระป๋องนมข้นหวาน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน จึงจะนำต้นกล้ามาปลูก

ดอกเพศผู้ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีขนาดเล็ก

การเตรียมต้นกล้า ใช้เมล็ดพันธุ์ แช่ในน้ำอุ่นประมาณ 2 ชั่วโมง นำขึ้นมาห่อด้วยผ้าทิ้งไว้ 2-3 วัน เมล็ดเริ่มแตกหน่อ นำไปเพาะในถาดเพาะกล้า ซึ่งบรรจุด้วยปุ๋ยดินหมักชีวภาพ ดิน และแกลบดำ อย่างละเท่า ๆกัน เมื่อต้นกล้าแตกใบจริงคู่ที่ 2 จึงย้ายปลูก

หากฝนไม่ตก ควรรดน้ำทุกวัน ให้พอดินชุ่ม น้ำไม่ขังในแปลงปลูก ดูแลใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หลังปลูกได้ 1 อาทิตย์ ประมาณ 1 กำมือ ต่อหลุมห่างจากต้นประมาณ 1 ฝ่ามือแล้วทำการกลบดินบริเวณรอบหลุมใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินอีก 1 กระป๋องนม หลังจากนั้นใส่ปุ๋ย13-13-21ห่างกัน 15 วัน ต้นละ 1 กำมือ

เนื่องจากบวบงูเป็นประเภทไม้เถา ควรเตรียมค้างหรือร้าน โดยใช้ไม้ไผ่ทำร้านสูงประมาณ 2 เมตร ให้สามารถเดินได้สะดวก เมื่อทำโครงเรียบร้อยแล้ว ใช้อวนตาข่ายขึงด้านบนให้ตึง บวบสามารถเลื้อยบนร้านได้ตลาด ยอดไม่ตกหรือย้อยลงด้านล่าง

การดูแล ขณะต้นกล้าที่ย้ายมา ยังเล็กอยู่ จะมีเต่าทองมาคอยทำลาย เจาะใบ ควรป้องกันโดยการล้อมกรอบ ต้นกล้าด้วยหนังสือพิมพ์ โดยปักหลัก 4 หลัก ควรใช้ต้นกล้วยมาผูกเถาของบวบงู ติดค้างจนถึงร้านบวบงู คอยปลิดแขนงออก ให้มียอดเถาเดียว ขึ้นร้าน แต่เมื่อขึ้นบนร้านให้มีหลายแนงยิ่งดี จะมีผลดก

ผลบวบงูช่วยบำรุงร่างกาย แก้กระหายน้ำ ขับพยาธิ และ แก้ท่อน้ำดีอุด

นอกจากนี้ ควรเติมปุ๋ยหมักชีวภาพอยู่เสมอ ๆ ทุก ๆ 15 วัน และรดน้ำให้ชุ่ม ฉีดพ่นน้ำหมักสะเดา ทุกสัปดาห์ ทำการตัดใบที่เป็นโรค ยอดที่ไม่สมบูรณ์ออก ไม่ปล่อยให้ใบบวบทับซ้อนกัน แสงแดงสามารถส่องถึงใบได้ทุกใบในระหว่างแถวบวบ โดยทั่วไป บวบเป็นพืชที่ทนต่อโรคและแมลง จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีนัก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ในบริเวณแปลงบวบควรอนุรักษ์ผึ้ง เพื่อทำหน้าที่ผสมเกสร ช่วยเพิ่มผลผลิต ควบดูแลจัดผลไม่ให้ค้างหรือตั้งอยู่บนตาข่ายเพื่อให้รูปทรงไม่คดงอ การปลูก 1 ครั้ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 50 -60 วัน

ปัจจุบัน ครอบครัวบุญทามีรายได้จากการขายบวบงูถึง 324,000 บาท/5 ไร่/5 เดือน เรียกว่า แต่ละเดือนจะมีรายได้เข้ากระเป๋าเฉลี่ย 13,000 บาทต่อไร่ทีเดียว บุญทาบอกอีกว่า ทุกวันนี้ ผมปลูกบวบงูส่งขายที่ตลาดอุดรเมืองทองแค่แห่งเดียว ก็ขายดิบขายดี จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาดแล้ว

ที่ผ่านมา บวบงู นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมสูงในพื้นที่ภาคอีสาน เจียไต๋ ได้สำรวจสายพันธุ์บวบงูพันธุ์พื้นบ้าน พบว่า มีจุดอ่อนเรื่องผลผลิตต่ำ ต้นละ 1-2 กก. ผลมีสีเขียวเข้มลายพร้อยชัดเจน ผู้บริโภคมองเป็นบวบแก่ไม่น่ารับประทาน นำไปวางขายได้เพียง 2 วันก็จะเหี่ยว เจียไต๋จึงวางแผนปรับปรุงสายพันธุ์บวบงูให้มีคุณภาพดีขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกร

นิธิกร อินทวารี ผู้ปรับปรุง “ บวบงูสายพันธุ์สเน็กกี้ 004 ” ของ เจียไต๋ เล่าว่า ปี 2539 เจียไต๋ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์บวบงู มีชื่อการค้าว่า พันธุ์ “สเน็กกี้” ที่มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตต่อต้นดก 5-6 กก. ต้นแข็งแรงแตกแขนงได้มากขึ้น ในแต่ละแขนงบางข้อให้ลูกเป็นคู่ ผิวสีเขียวสดใสดูอ่อนวัย วางตลาดได้นานเป็น 3-5 วัน หลังเปิดตลาดจนถึงทุกวันนี้ บวบงู พันธุ์ “สเน็กกี้” ของ เจียไต๋ ได้รับความนิยมจากเกษตรกรปลูกบวบงูตลอดระยะเวลา 17 ปี สามารถครองส่วนแบ่งตลาดบวบงูได้ถึง 80%ทีเดียว

 

กล่าวได้ว่า บวบงูเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์หลากหลายทีเดียว บวบงู จึงเหมาะสำหรับปลูกเป็นพืชผักสวนครัวในบ้าน หากปลูกเชิงการค้า ก็สร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงเช่นกัน หากใครสนใจเมล็ดพันธุ์ บวบงู พันธุ์ “สเน็กกี้ 004 ”สามารถติดต่อหาซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของเจียไต๋ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เบอร์โทรศัพท์ . 02-810-3031 – 7 ต่อ 136 หรือwww.chiataigroup.com

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_49166

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …