ชาวบ้าน จ.หนองบัวลำภู หยุดรับจ้าง หันมาเพาะเห็ดฟาง สร้างรายได้เดือนละหกหลัก

เกษตรกรยุคใหม่

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านผู้เขียนอำพน ศิริคำเผยแพร่วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2560

ชาวบ้านพันดอน หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง มีที่ดินเป็นของตนเองน้อย รายได้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้จ้าง บางรายจึงเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย โดยใช้ที่ของเพื่อนบ้าน ย้ายที่เพาะไปเรื่อยๆ แต่เมื่อมีโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยการเปิดโอกาสให้ชุมชนเสนอโครงการตามความต้องการ ทำให้ชาวบ้านพันดอนแห่งนี้ได้มีอาชีพที่มั่นคง ทำรายได้ในระดับน่าพอใจ

แรงบันดาลใจ

คุณสมเดช ศิริวงศ์ (ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9) โทร. (087) 214-6499 ประธานกลุ่มเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนบ้านพันดอน เล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านพันดอน มีพื้นที่ทำการเกษตรเป็นของตนเอง ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประกอบอาชีพทำไร่อ้อยและนาข้าว อีกราว 65 เปอร์เซ็นต์ มีอาชีพรับจ้าง (ผู้สูงวัยเลี้ยงหลาน วัยแรงงานรับจ้างต่างจังหวัด บางส่วนรับจ้างในพื้นที่) ต่อมาเมื่อประมาณ 5 ปี ที่ผ่านมา ได้เริ่มนำเห็ดฟางแบบกองเตี้ยมาเพาะในหมู่บ้าน จึงมีชาวบ้านให้ความสนใจเพาะ เนื่องจากอายุสั้น ให้ผลผลิตเร็ว ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ทำเงินได้แล้ว แต่มีปัญหาคือ การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย ต้องย้ายที่ใหม่ไปเรื่อยๆ เนื่องจากหากใช้ที่เดิมจะเกิดโรค ผลผลิตไม่ดี ประกอบกับชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่ไม่มีพื้นที่ บางรายไปขอใช้ที่ของคนอื่นเพาะ

คุณสมเดช ศิริวงศ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ประธานกลุ่มฯ

 

เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส จากรับจ้าง เป็นเจ้าของกิจการ

ดังนั้น เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน จึงได้จัดประชาคมหมู่บ้านและได้เสนอโครงการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน โดยใช้ที่โรงเรียนเก่าของหมู่บ้านเป็นสถานที่ดำเนินการ สมาชิก 42 ราย โดยใช้พื้นที่จำกัดและที่สำคัญเพาะได้ตลอดปี โดยไม่ต้องย้ายที่ใหม่ไปเรื่อยๆ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา งบประมาณ 500,000 บาท ค่าแรง 250,000 บาท (ไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์) ค่าวัสดุ 244,900 บาท

 

การสร้างโรงเรือน

ขนาด กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร สูง 4 เมตร หลังคาทรงหน้าจั่ว โครงหลังคาทำด้วยไม้ไผ่ มัดด้วยเศษผ้าเก่า (ไม่ใช้ตะปู) ภายในโรงเรือนสร้างชั้นเพาะเห็ด ขนาด กว้าง 1.30-1.50 เมตร 3 ชั้น แต่ละชั้นห่างกัน 60-70 เซนติเมตร จำนวน 2 แถว(ซ้าย-ขวา) มีทางเดินตรงกลาง แต่ละชั้นปูด้วยไม้ไผ่ จากนั้นนำซาแรนหรือมุ้งเขียวมาปูทับอีกชั้นหนึ่ง (เพื่อไม่ให้วัสดุเพาะร่วงหล่น) หลังคาและภายในโรงเรือนบุด้วยผ้าพลาสติก ด้านนอกล้อมด้วยซาแรน ติดเครื่องวัดอุณหภูมิไว้ภายในโรงเรือน เพื่อควบคุมให้เหมาะสมต่อการออกดอก

ส่วนผสมและวัสดุเพาะ (ต่อ 1 โรงเรือน)

เปลือกมันสำปะหลัง 4 ตัน ปุ๋ยคอก (มูลวัว มูลควาย) 12 กระสอบ (กระสอบละ 25-30 กิโลกรัม) มูลหมู 2 กระสอบ รำอ่อน 50 กิโลกรัม หัวเชื้อเห็ดฟาง 36 ก้อน (36 กิโลกรัม)

ขั้นตอนการเพาะ

นำส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปวางบนชั้นในโรงเรือน ความหนา ประมาณ 8 เซนติเมตร อบฆ่าเชื้อด้วยเตาอบไอน้ำ โดยจุดไฟที่เตา จะเกิดไอน้ำ ที่ต่อท่อไปยังโรงเรือน ที่อุณหภูมิ 65-70 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อฆ่าเชื้อที่อยู่ในโรงเรือนและวัสดุเพาะ ทิ้งไว้ 1 คืน เปิดโรงเรือนระบายอากาศออก (เปิดประตูหน้า และประตูหลัง) ประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อเย็นแล้ว นำเชื้อเห็ดมาขยำให้ละเอียด นำไปโรยบริเวณผิวหน้าของวัสดุเพาะให้กระจายสม่ำเสมอ (หัวเชื้อ 6 ก้อน/ชั้น) รดน้ำให้เปียก โดยใช้ฝักบัว แล้วปิดโรงเรือน ปล่อยทิ้งไว้ 2 วัน 2 คืน เชื้อจะเริ่มสร้างเส้นใย เมื่อเริ่มออกสีเหลืองเล็กน้อยให้รดน้ำจนเปียก หรือเรียกระยะนี้ว่า ระยะตัดเชื้อ แล้วปิดโรงเรือน ปล่อยทิ้งไว้อีก 2 คืน จะเริ่มเห็นดอกเห็ด แต่ยังไม่โต รออีก 1-2 วัน จะเริ่มเก็บเห็ดได้ ทั้งนี้ จะต้องรักษาอุณหภูมิให้ได้ประมาณ 32 องศาเซลเซียส

จะเก็บดอกเห็ดได้หลังเพาะ 7 วัน และเก็บต่อเนื่องอีกประมาณ 7 วัน โดยใช้เวลาในการเพาะแต่ละรุ่น ประมาณ 15 วัน หรือเดือนละ 2 รุ่น เก็บผลผลิตช่วงเช้ามืด วันละ 50 กิโลกรัม/โรงเรือน โดยเฉลี่ย 1 โรงเรือน จะได้ผลผลิตรวมประมาณ 350 กิโลกรัม

เตาอบไอน้ำฆ่าเชื้อในโรงเรือน ก่อนโรยเชื้อเห็ด

ตลาดต้องการสูง

มีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ ในราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 55 บาท รับจำนวนมาก ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยแม่ค้ารายนี้ยังกระจายให้แม่ค้ารายย่อยในจังหวัด ต่างจังหวัดหลายรายและบางส่วนส่งออกไป สปป. ลาว ด้วย มีรายได้ ประมาณ 19,000-20,000 บาท/โรงเรือน/รุ่น โดยกลุ่มมีโรงเรือน จำนวน 4 โรง หรือสามารถทำรายได้ประมาณ 160,000 บาท/เดือน

“ในด้านการผลิต กลุ่มได้ทดลองนำผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชน้ำ มาเป็นส่วนผสมของวัสดุเพาะ ปรากฏว่า ทำให้ดอกเห็ดโตมาก ได้น้ำหนักมาก และยังลดต้นทุนอีกด้วย”

 

นำผักตบชวามาผสมทำให้ดอกโต

ความยั่งยืน หรือการต่อยอดโครงการ

กลุ่มสามารถเพาะเห็ดฟางป้อนตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี ทำให้มีงานทำ มีรายได้ต่อเนื่อง รายได้จากการจำหน่ายเห็ด จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นต้นทุนค่าวัสดุในการเพาะ ส่วนที่ 2 หักเข้ากลุ่ม ส่วนที่ 3 ปันผลค่าแรงงานให้กับสมาชิก สมาชิกบางรายเริ่มเห็นช่องทางเพิ่มรายได้ จึงลงทุนสร้างโรงเรือนในที่ของตนเอง (ที่อาศัย) ขณะนี้มีประมาณ 20 ราย ซึ่งทำให้สมาชิกมีงานทำตลอดปี มีอาชีพที่มั่นคงมากขึ้น

พ่อค้ามารับถึงที่ ไม่เพียงพอกับความต้องการ

คุณชนะ ไชยฮ้อย เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ด้วยการน้อมนำหลักการทฤษฎีใหม่ และแนวทางแก้ปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานไว้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน เพื่อให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมแบบประชารัฐอย่างยั่งยืน

โดยจังหวัดหนองบัวลำภู ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการ 74 ชุมชน ชุมชนละ 2 ล้าน 5 แสนบาท แต่ละชุมชนจะทำ 1 โครงการ หรือมากกว่าก็ได้ แต่ละโครงการต้องเป็นค่าจ้างแรงงานไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ส่วนที่เหลือเป็นค่าวัสดุ มีกลุ่มเสนอโครงการ 118 โครงการ เงิน 185 ล้านบาท ดำเนินการเบิกจ่ายเงินตามโครงการเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จากนั้นทำให้เกิดกองทุนและดำเนินการเพื่อให้เกิดอาชีพอย่างยั่งยืน ซึ่งจากการดำเนินการขณะนี้ได้สร้างอาชีพที่มั่นคง รวมทั้งขยายผลแก่เกษตรกรรายอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้มีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น

จะเห็นว่า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ได้ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโอกาสดีๆ ให้กับผู้ที่ขาดโอกาส เกิดกลุ่มที่เข้มแข็ง เกิดความยั่งยืน และจะเป็นย่างก้าวที่สำคัญที่จะนำพาเกษตรกรไปสู่การเกษตร 4.0

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_54075

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …