หลังเมล่อนขาลง ราคาตก เกษตรกรหนุ่ม จ.ฉะเชิงเทรา ปรับตัวปลูก ‘ฟักทองบัตเตอร์นัท’พืชทางเลือก ราคาดีสวนกระแส ลงทุนครั้งแรก 12,000 บาท กำไร 40,000 บาท

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนดวงกมล โลหศรีสกุลเผยแพร่วันพฤหัสที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2560

หลังลาออกจากงานประจำ กลับมาช่วยครอบครัวขายวัสดุก่อสร้างที่ฉะเชิงเทรา ‘ฉัตรชัย ล้อมสุขวัฒนา’ อดีตพนักงานบริษัทเอกชนก็เริ่มสนใจเกษตร ครั้งแรกปลูกเมล่อน บนพื้นที่ 2 งาน รอบแรกขายได้ 250 ลูก ราว 400 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 48,000 บาท ต่อมาเดือนเมษายน ปี 49 เมล่อนราคาตกฮวบ ชายหนุ่มไหวตัวทันหันปลูก ‘ฟักทองบัตเตอร์นัท’ พืชทางเลือกใหม่ รูปทรงแปลกตา ปลูกง่าย รสชาติดี ทำได้หลายเมนู ลงทุนครั้งแรก 12,000 บาท กำไร 40,000 บาท

คุณฉัตรชัย ในวัย 32 ปี เล่าว่า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำงานวางระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 2 ปี หลังจากนั้นลาออกมาช่วยกิจการครอบครัวขายวัสดุก่อสร้างที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ช่วงที่มีเวลาว่างเริ่มสนใจเกษตร ไปลงเรียนคอร์สไม้ผลที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ในปี 2555 ที่คุณฉัตรชัยกลับมาช่วยงานที่บ้าน เขาบอกว่า นำระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยบริหารจัดการร้าน เช่น ระบบบาร์โค้ด ระบบบิล ทำให้ร้านขายวัสดุก่อสร้างดำเนินงานง่าย โดยที่เจ้าของไม่ต้องนั่งเฝ้าร้านทั้งวัน ดังนั้นจึงมีเวลาว่างมากขึ้น

“ผมอาศัยอยู่ในอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีเกษตรกรค่อนข้างเยอะ เลยเริ่มสนใจอาชีพนี้ ในเบื้องต้น ไปลงเรียนคอร์สไม้ผลที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรียนรู้เรื่องการทำเกษตรสมัยใหม่แบบปลอดสารพิษ ในปี 58 ปลูกเมล่อนตามกระแส ทดลองปลูกในโรงเรือน บนพื้นที่ 2 งาน ลงทุนเกือบ 60,000 บาท โดยเมล่อนที่ปลูก มี 5-6 สายพันธ์ุ อาทิ มิชิโอะคิงส์ (เนื้อสีส้ม) แมริเอจ ฮอกไกโด กาเลีย เฮิร์ลเรด”

ผลผลิตเมล่อนในรอบแรกที่คุณฉัตรชัยปลูก เขาใช้วิธีเปิดให้ลูกค้าจองออนไลน์ ราว 250 ลูก น้ำหนักต่อลูก 1.5 กิโลกรัม ทั้งหมดเกือบ 400 กิโลกรัม ขายราคากิโลกรัมละ 120 บาท เบ็ดเสร็จขายเมล่อนครั้งแรก คุณฉัตรชัย บอกว่า รายได้เกือบ 48,000 เลยทีเดียว

สถานการณ์ “เมล่อน” ในช่วงแรก คุณฉัตรชัย เผยว่า ไปได้ด้วยดี แต่ระยะหลังพืชตระกูลแตงชนิดนี้ คนหันมาปลูกกันเยอะขึ้น ราคาเริ่มตก จากกิโลกรัมละ 120 บาท เหลือเพียง 50-60 บาท ฉะนั้นก่อนที่เมล่อนจะราคาตกไปมากกว่านี้ หาทางออกให้ตัวเองด้วยการหันมาปลูกฟักทองบัตเตอร์นัท

“ผมเพิ่มทางเลือกให้กับตัวเองด้วยการหันมาปลูก ฟักทองบัตเตอร์นัท ฟักทองชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายน้ำเต้า รสชาติคล้ายมันเทศ เนื้อเหนียว แน่นหนึบกว่าฟักทองทั่วไป เมื่อแก่จัดผิวจะสีเหลืองเข้ม มีหลายสายพันธุ์ แต่ผมเลือกปลูกสายพันธุ์ เมล็ดแท้ Hybrid F1”

ก่อนที่ชายหนุ่มจะตัดสินใจปลูกฟักทองบัตเตอร์นัท เขาลองปลูกพืชและไม้ผลหลายชนิด อาทิ มะระ แตงกวา มะเขือเทศ และฟักทองบัตเตอร์นัท ผลปรากฏว่าฟักทองบัตเตอร์นัทปลูกง่าย คุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด เพราะปลูกง่าย ปลูกได้ทุกฤดู ในช่วงฤดูฝนที่เมล่อนไม่ออกผล ฟักทองบัตเตอร์นัทก็ยังสามารถเก็บผลผลิตขายได้

ระยะเวลาปลูก ใกล้เคียงกับเมล่อน ประมาณ 70 วัน ราคาเมล็ดพันธุ์ เมล็ดละ 6 บาท 1 ต้นจะให้ผลจำนวน 3-4 กิโลกรัม ราคาขายผลฟักทองบัตเตอร์นัทอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60 บาท

“หลังจากเพาะเมล็ดไปแล้ว 10 วัน ให้ย้ายกล้าลงถุงเพาะขนาด 8×13 นิ้ว ปลูกในวัสดุทดแทนดิน อาทิ ขุยมะพร้าว แกลบดำ ทรายหยาบ ฉีดปุ๋ยทางใบ ปล่อยให้โตประมาณ 25 วัน จะเริ่มออกดอก และติดผลสีเหลืองนวลๆ ปลูกต่อไป 45 วัน ฟักทองจะเริ่มแก่และกินได้”

สำหรับพื้นที่ปลูก คุณฉัตรชัย ปลูก 2 โรงเรือน ขนาด 7×16 เมตร ปลูกได้ 300 ต้น และ 7×24 เมตร ปลูกได้ 450 ต้น ต้นทุนโรงเรือนละ 12,000 บาท

“ฟักทองบัตเตอร์นัท 1 ต้น จะให้ผลจำนวน 3-4 กิโลกรัม ขายราคากิโลกรัมละ 60 บาท ยกตัวอย่างฟักทองบัตเตอร์นัท 300 ต้น จะขายได้ในราคา 54,000 บาท”

ปัจจุบันจำนวนเกษตรกรที่ปลูกฟักทองบัตเตอร์นัท ยังมีไม่มาก ขณะที่ตลาดมีความต้องการสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารเพื่อสุขภาพ โรงแรม นับว่าเป็นพืชทางเลือกอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_54673

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …