“ไก่ตะเภาทอง” เลี้ยงง่าย ขายดี สร้างรายได้ที่มั่นคงสู่ชุมชน

เกษตรกรยุคใหม่

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านผู้เขียนสาวบางแค 22เผยแพร่วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2560

ปัจจุบัน กระแสความนิยมบริโภคไก่พื้นเมือง เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์” ซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองรุ่นใหม่ที่มีการเติบโตแข็งแรง ปราศจากการใช้ยาปฏิชีวนะและฮอร์โมนตลอดกระบวนการเลี้ยง เพราะปล่อยให้ไก่เติบโตธรรมชาติ ในลักษณะ “ไก่อินทรีย์ปลอดสารพิษ” เนื้อไก่มีรสชาติอร่อย เนื้อนุ่ม หวานหอม นำมาแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก

“ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์”

ความจริง “ไก่ตะเภาทอง” เป็นที่รู้จักในหมู่เกษตรกรไทยมานานกว่า 200 ปีแล้ว โดยไก่สายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจาก “ไก่พันธุ์เซี่ยงไฮ้” ซึ่งเป็นไก่พันธุ์พื้นเมืองของจีน คาดว่าพ่อค้าจีนเลี้ยงไก่พันธุ์นี้ไว้บนเรือสำเภาเพื่อเป็นอาหารระหว่างการเดินทางมาค้าขายกับประเทศไทย ต่อมามีการกระจายพันธุ์ไก่สู่เกษตรกรไทยที่พักอาศัยแถบชายฝั่งทะเล โดยเกษตรกรไทยเรียกไก่กันติดปากว่า “ไก่ตะเภา”

ลักษณะตามธรรมชาติของ “ไก่เซี่ยงไฮ้” มีหงอนจักร ตัวใหญ่ ขนฟู ต่อมาเกิดการผสมพันธุ์กับไก่พื้นเมืองของไทยหลายชั่วรุ่น จนเกิดการพัฒนาสายพันธุ์แท้ขึ้นมา โดยมีลักษณะหงอนหินเหมือนกับไก่พื้นเมืองของไทย และมีตัวใหญ่ อกกว้าง ปริมาณเนื้อมาก ขนมีสีสันที่หลากหลายเช่นเดียวกับไก่พื้นเมืองทั่วไป ต่อมาได้มีการคัดเลือกไก่ที่มีลักษณะดีและสีเหลืองทองทั้งตัวไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ว่า “ไก่ตะเภาทอง” ซึ่งไก่สายพันธุ์นี้ เป็นที่นิยมบริโภคในกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน เพราะมีสีทอง เป็นสีแห่งความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง และร่ำรวย เข้าข่าย “ไก่มงคล”

ต่อมาไก่ตะเภาทองกลายเป็นไก่หายาก เสี่ยงกับการสูญพันธุ์ อาจารย์สุชาติ สงวนพันธุ์ และคณะนักวิจัยภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ร่วมมือกันพัฒนาไก่สายพันธุ์นี้ โดยนำ ไก่ตะเภาทอง ไปผสมข้ามพันธุ์กับ ไก่สามเหลือง (ซาอึ้ง) ซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองจีน จนได้ “ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์” ซึ่งเป็นไก่ลูกผสมสองสายพันธุ์

“ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์” มีรูปร่างสมส่วนสวยงามทั้งเพศผู้และเพศเมีย มีหงอนแบบจักร และหงอนหินแบบไก่พื้นเมือง ขนสีเหลืองทอง แข้งสีเหลือง จะงอยปากเหลือง หนังเหลืองเรียบเนียน เลี้ยงง่าย แข็งแรง ทนโรคเช่นเดียวกับไก่พื้นเมืองของไทย และมีเนื้อนุ่ม หวานกรอบมาก เป็นเอกลักษณ์ประจำพันธุ์

 

อบรมอาชีพเลี้ยงไก่สู่ชุมชน

ต่อมา อาจารย์สุชาติ สงวนพันธุ์ และคณะนักวิจัยภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น จัดอบรมความรู้เรื่องการเลี้ยง “ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์” สู่เกษตรกรผู้สนใจในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่ง กลุ่มอาชีพการเกษตร ตำบลมหาสวัสดิ์ ชุมชน 4 ภายใต้การนำของ “คุณอนันต์ ประดิษฐ์ศร” มีโอกาสเข้ารับการอบรมความรู้ในครั้งนี้ด้วย เพราะต้องการขยายโอกาสทางการตลาด เพราะทุกวันนี้สมาชิกกลุ่มก็ทำอาชีพเลี้ยงไก่ชนอยู่แล้ว

คุณอนันต์ ประดิษฐ์ศร และหลานสาว

คุณอนันต์ ประดิษฐ์ศร ประธานกลุ่มอาชีพการเกษตร ตำบลมหาสวัสดิ์ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 27/3 หมู่ที่ 1 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เล่าให้ฟังว่า ภายหลังเข้ารับการอบรมความรู้กับ อาจารย์สุชาติ สงวนพันธุ์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อปลายปี 2558 ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ มาทดลองเลี้ยงจำนวน 100 ตัว พร้อมอาหารสัตว์ 60% และคุณอนันต์ลงทุนซื้อไก่ตะเภาทองเลี้ยงเองอีก 100 ตัว ผลการทดลองพบว่า ไก่ตะเภาทองสร้างรายได้ที่ดีพอเลี้ยงตัวเองได้ จึงตัดสินใจขยายการเลี้ยงไก่ตะเภาทองอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นปีที่ 3 แล้ว

“ทางกลุ่มสามารถขายไก่สดได้ในราคากิโลกรัมละ 80 บาท ช่วงตรุษจีนขายในลักษณะไก่ต้มสำหรับไหว้เจ้า ในราคากิโลกรัมละ 90 บาท ถือว่าได้ผลกำไรที่ดี คุ้มค่ากับการลงทุน สร้างแรงจูงใจให้สมาชิกกลุ่มสนใจที่จะขยายการลงทุนต่อเนื่อง โดยปี 2559 ได้ขยายจำนวนการเลี้ยงไก่เพิ่มขึ้นเป็น 360 ตัว” คุณอนันต์ กล่าว

เพิ่มปริมาณการเลี้ยงในปี 60

ในปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในชุมชน เพื่อก้าวเข้าสู่หลักการทฤษฎี พร้อมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานไว้ให้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศและภาคการเกษตร ขณะเดียวกัน ช่วยสร้างรากฐานความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนอย่างครบวงจร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรและเครือข่าย (กลุ่มสมาชิกในชุมชน) ให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนให้มีส่วนร่วมแบบประชารัฐอย่างยั่งยืน โดยเน้นการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลผลิตการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน

ตำบลมหาสวัสดิ์ ชุมชน 4 เป็น 1 ใน 9,101 ชุมชนกลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อจัดทำโครงการ ศูนย์การเรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ตะเภาทอง โดยได้รับสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ เพื่อช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยได้มีไก่เนื้อ ไข่ไก่ไว้บริโภคในครัวเรือน หากเหลือก็นำไปขายสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน ที่ผ่านมา มีเกษตรกรและผู้สนใจแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้อาชีพการเลี้ยงไก่ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง

คุณอนันต์ บอกว่า ภายหลังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ทางกลุ่มได้ขยายปริมาณการเลี้ยงไก่ตะเภาทองเป็น 600-700 ตัว พร้อมเลี้ยงไก่ไข่ 300 ตัว เป็ด 800 ตัว โดยซื้อลูกไก่แรกเกิด สายพันธุ์ไก่ตะเภาทองจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในราคาตัวละ 25 บาท ขณะที่ลูกเจี๊ยบอายุ 1 เดือน ขายในราคาตัวละ 35 บาท

การเลี้ยงดูแลไก่ตะเภาทอง

คุณอนันต์ บอกว่า ไก่ตะเภาทองดูแลง่าย เหมือนกับการเลี้ยงไก่บ้านทั่วไป ทางกลุ่มเลี้ยงไก่ตะเภาทองแบบปล่อยตามธรรมชาติ โดยทั่วไป จะใช้ระยะเวลาเลี้ยงไก่ประมาณ 4 เดือน ต่อรุ่น 1 ปี สามารถเลี้ยงไก่ตะเภาทองได้ถึง 4 รุ่น โดยใช้ระยะเวลาการพักเล้าพร้อมฉีดยากำจัดโรค ครั้งละ 15 วัน จึงเริ่มต้นการเลี้ยงไก่รอบใหม่

เมื่อถามถึงวิธีการเลี้ยงดู คุณอนันต์ บอกว่า ทางกลุ่มยึดหลักการดูแลจัดการฟาร์มไก่ตะเภาทอง ตามคำแนะนำของอาจารย์สุชาติเป็นหลัก โดยลูกไก่แรกเกิดต้องกกให้ความอบอุ่น ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ให้อาหารในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ลูกไก่กินอาหารได้ดีมีความแข็งแรง และมีน้ำสะอาดให้ลูกไก่อย่างเพียงพอ

ภายในโรงเรือนเลี้ยงไก่ตะเภาทอง

ทางกลุ่มจัดพื้นที่เลี้ยงไก่ให้โรงเรือนที่เหมาะสม ทั้งนี้ พื้นที่ 3×4 เมตร ขนาด 12 ตารางเมตร สามารถเลี้ยงไก่ได้ 100 ตัว ส่วนไก่มีอายุได้ 3-4 สัปดาห์ จะเริ่มปล่อยออกนอกโรงเรือน โดยกั้นตาข่ายไว้รั้ว เพื่อให้ไก่หากินพืชผัก ผลไม้ ใบไม้ได้เองตามธรรมชาติแล้ว สามารถให้อาหารเสริมในการเลี้ยงได้ เช่น หญ้าเนเปียร์ ใบเตย ฯลฯ เพื่อบำรุงไก่ให้เติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งนี้ ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 3-4 เดือน ถือว่ามีระยะเวลาการเลี้ยงที่สั้นกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไป เมื่อครบอายุสามารถจับไก่ออกขายได้น้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 2.2 กิโลกรัม

“ไก่ตะเภาทอง ได้รับความนิยมจากตลาดค่อนข้างดี เพราะมีจุดเด่นในเรื่องเนื้อหวาน หอม ไก่อารมณ์ดี ไม่เครียด สุขภาพแข็งแรง เติบโตดี ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายตามไปด้วย ไก่ตะเภาทองจึงขายได้ราคาดี” คุณอนันต์ กล่าว

ฝาก “แม่ไก่แจ้กกไข่” อัตรารอด 100%

ปัจจุบัน ทางกลุ่มประสบความสำเร็จในการพัฒนาการขยายพันธุ์ไก่ตะเภาทอง โดยใช้วิธีฝากเลี้ยง โดยให้ “แม่ไก่แจ้” ทำหน้าที่ฟักไข่ไก่ตะเภาทองแทน โดยแม่ไก่แจ้ 1 ตัว สามารถฟักไข่ได้ 6 ฟอง ผลการทดลองพบว่า ลูกไก่ตะเภาทองแรกเกิดมีเปอร์เซ็นต์การรอด 100% เต็ม ไม่เจอไข่เสียเลย ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าตู้ฟักไข่ทั่วไปเสียอีก (ตู้ฟักไข่ สามารถฟักไข่ได้ครั้งละ 260 ฟอง แต่มีอัตราการสูญเสียประมาณ 20-30 ฟอง)

“โดยธรรมชาติแล้ว แม่ไก่แจ้มีนิสัยหวงไข่ กินน้อย ตัวเล็ก แค่ลงมาหาน้ำกินชั่วครู่ชั่วยาม ก็บินกลับไปฟักไข่ต่อทันที เรียกว่าไก่แจ้ทำหน้าที่แม่ไก่ฟักไข่ได้เก่งกว่าแม่ไก่ตะเภาทองเสียอีก ตอนนี้ทางกลุ่มก็เตรียมเพิ่มจำนวนแม่ไก่แจ้ เพื่อขยายปริมาณการฟักไข่ไก่ตะเภาทองให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เมื่อได้ลูกไก่ตะเภาทองมากพอสำหรับใช้ในกลุ่มสมาชิก แทนที่จะซื้อพันธุ์จากภายนอก จะได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง” คุณอนันต์ กล่าวในที่สุด

จากการเยี่ยมชมฟาร์มในครั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ยืนยันได้ว่า “ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์” เลี้ยงง่าย ให้ผลผลิตที่ดี เหมาะสำหรับเลี้ยงเชิงการค้า ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ดังนั้น เกษตรกรที่กำลังมองหาอาชีพเสริมรายได้ หรือคนไทยวัยเกษียณที่อยากทำอาชีพเสริมที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน ควรมอง “ไก่ตะเภาทอง” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงสำหรับเลี้ยงดูแลตัวเองและครอบครัวในอนาคต

หากผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับไก่ตะเภาทอง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์สุชาติ สงวนพันธุ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนา การผลิตสัตว์ปีก สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โทร. (034) 281-078-9

และสามารถแวะเข้ามาเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงไก่ของ คุณอนันต์ ประดิษฐ์ศร ประธานกลุ่มอาชีพการเกษตร ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ได้ตลอดเวลา สอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์โทร. (099) 351-0655 และ (087) 372-7887 

วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2560 นี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดสัมมนา ไก่บ้าน ไก่พื้นเมือง สัตว์เศรษฐกิจทำเงิน ใครสนใจรีบจองที่นั่งด่วน โกช้างจะมาพูดคุยในงานสัมมนา ใครสนใจสอบถามทั้งในเวทีและนอกงานสัมมนา ไม่ต้องลงไปถามถึงเบตง

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_54072

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …