“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

เกษตรกรยุคใหม่

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560

นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา

“หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 – 100 บาท หรือหากจับได้ตัวเล็กก็นำมาขุนให้โตก่อนจำหน่าย โดยทำคอกที่เทพื้นด้วยคอนกรีตและก่อด้วยอิฐ มุงด้วยตาข่ายและสังกะสี วางท่อซีเมนต์และวีพีซี ให้เป็นรังและที่หลบซ่อนตัว ป้องกันขุดรูหนีและหลบภัยจากศัตรู อย่าง แมว สุนัข เหยี่ยว งู เข้ามารบกวน ขุนด้วยอาหารหมู และเสริมด้วยข้าวเปลือก ข้าวโพด หญ้า หัวมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าใกล้ไกลมาสั่งซื้อไปบริโภคและจำหน่าย โดยเฉพาะในฤดูแล้งจะขายดีมาก จนไม่เพียงพอที่จะส่งขายให้ลูกค้า

นายชาญชัยกล่าวว่า เมื่อเห็นทิศทางว่าการเลี้ยงหนูนาจะไปได้ดี และมีแนวโน้มที่ตลาดต้องการมากขึ้น เมื่อต้นปีนี้จึงเกิดความคิดว่าน่าจะเพาะพันธุ์หนูนาขาย จึงขยายโรงเรือนเป็นฟาร์มเลี้ยงหนูนา ลงทุน 3 หมื่นบาทเพื่อทำคอกหนูรุ่นเพิ่มเติม และซื้อท่อซีเมนต์ประมาณ 80 ท่อ แบ่งออกเป็นคอกผสมพันธุ์ คอกอนุบาล คอกหนูรุ่น คอกตัวผู้ และคอกตัวเมีย มีการจัดการบริหารอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อายุ 4 เดือนมาขังในคอกเดียวกันคอกละ 1 คู่ ใช้เวลาประมาณ 15 วันผสมพันธุ์เสร็จ จากนั้นแยกพ่อพันธุ์ออกมาขังรวมในคอกที่แยกสำหรับพ่อพันธุ์ เมื่อแยกพ่อพันธุ์ออกมาจากแม่พันธุ์แล้ว ประมาณ 24-28 วัน แม่พันธุ์จะตกลูกออกมาครอกละ 6-12 ตัว อีก 20 วัน ลูกหนูนาก็จะหย่านม ก็แยกลูกหนูรุ่นออกมาขุนในคอกซีเมนต์ขนาด 5 x 7 เมตร ขณะที่แม่พันธุ์ก็พร้อมที่จะจับคู่กับพ่อพันธุ์เพื่อผสมพันธุ์อีก ทำวนไปอย่างนี้เรื่อยๆ ซึ่งแม่พันธุ์ตัวหนึ่งๆ จะให้ลูกปีละประมาณ 4 รุ่น ซึ่งที่ฟาร์มนี้จะทำการขุนหนูนาเพื่อจำหน่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เท่านั้น จะไม่ขายหนูเนื้อเหมือนปีแรก เพราะจะเป็นการขายแล้วหมดไป เสียเวลาเพาะพันธุ์ สู้ขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไม่ได้ ที่จะเป็นการเพิ่มมูลค่า และเพิ่มประชากรหนูนาได้หลายเท่าทวีคูณ ในราคาคู่ละ 500 บาท อย่างไรก็ตาม หากชาวบ้านหาหนูนามาขายให้ ก็จะรับซื้อเพิ่มเพื่อนำมาขุนต่อ โดยจะซื้อคู่ละ 100 บาท

นายชาญชัยกล่าวว่า ธุรกิจการเพาะเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำแต่จำหน่ายผลผลิตตลอดปี กำลังไปได้ดีเกินคาด ได้รับความสนใจจากลูกค้าทุกจังหวัดทั่วภาคอีสาน และบางจังหวัดในแถบภาคกลาง เช่น สระบุรี ลพบุรี ราชบุรี ซึ่งมีทั้งเดินทางมาติดต่อซื้อด้วยตนเองและโทรศัพท์มาสอบถามก็มาก เพราะกลุ่มผู้นิยมเปิบหนูนาก็กลุ่มใหญ่ แต่หาจับตามธรรมชาติได้ยากมากขึ้น หากหาซื้อตามฟาร์มจะสะดวกกว่า และให้รสชาติไม่แตกต่างกับหนูนาตามธรรมชาติ เพราะจะเพิ่มความมันของเนื้อหนูนาด้วยอาหารหมูและหัวมันสำปะหลัง นอกจากนี้ จากการบริหารจัดการในฟาร์มอย่างดี อาหารที่ใช้เลี้ยงหนูสะอาด สามารถการันตีว่าไม่มีพยาธิ ไม่มีโรคติดต่อ จึงมีนักเปิบหนูนา รวมทั้งผู้ที่ต้องการทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา และกลุ่มวิสาหกิจฯ ติดต่อซื้ออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาอย่างจริงจังประมาณ 1 ปี ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายหนูนาเดือนละไม่น้อยกว่า 5 หมื่นบาท

“การทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา เพื่อขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จึงเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส จากการที่เคยทำนาปลูกข้าวได้เป็นอย่างดี เพราะทำง่าย ลงทุนต่ำ มีรายได้ที่สูงขึ้น ทำคนเดียวได้ แทบจะไม่ต้องใช้แรงงานเลย ทุกวันนี้ก็ช่วยกันทำกับภรรยา 2 คน เพียงหาเก็บผัก หัวมันสำปะหลัง และให้อาหารเท่านั้นก็จบในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม หากเพาะพันธุ์หนูนาได้ทันความต้องการของลูกค้า สามารถพูดได้เลยว่าจะมีรายได้มากกว่านี้ หรือไม่น้อยกว่าเดือนละแสนบาททีเดียว ซึ่งก็จะพยายามปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจ นอกจากนี้ยังยินดีให้คำปรึกษา กับผู้ที่จะทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย” นายชาญชัยกล่าว

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_57610

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …

เกษตรกรยุคใหม่
เลี้ยงไก่ชน กิจกรรมยามว่างสร้างสุข ของ น้ำ รพีภัทร ที่นครนายก

ผู้เขียนสุรเดช สดคมขำเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 ไก่ชนหรือไก่พื้นเมือง เป็นสัตว์ที่อาจเรียกได้ว่าอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างช้านาน จะเห็นได้จากวรรณกรรมหรือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้คนในสังคมไทยสมัยนั้นก็จะมีการเลี้ยงไก่ชนหรือการละเล่นที่มีไก่ชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน จนทำให้ไก่ชนยังอยู่คือสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน การเลี้ยงขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าต้องการเลี้ยงไปในทิศทางไหน บางคนก็อาจจะเลี้ยงเพื่อไว้ประกอบอาหารภายในครัวเรือน หรืออาจจะเลี้ยงเป็นไก่สวยงามใช้สำหรับชนแข่งขันเป็นเกมกีฬาของชุมชน ก็ทำให้ไก่ชนเป็นสัตว์ที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ไม่น้อย คุณน้ำ รพีภัทร นักแสดงหนุ่มที่หลายๆ คนรู้จักกันดี ก็มีความชื่นชอบในการเลี้ยงไก่ชนด้วยเช่นกัน คุณน้ำมีความหลงใหลและชื่นชอบไก่ชนมาก จนถึงขนาดไปสร้างฟาร์มไก่ชนอยู่ที่ ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยใช้เวลาที่ว่างจากงานการแสดงมาดูแลและพัฒนาสายพันธุ์ไก่ชนที่เขารัก จนเวลานี้การเลี้ยงไก่ชนเป็นอาชีพเสริมที่ทำแล้วมีความสุขในยามว่าง พร้อมทั้งให้ความเพลิดเพลินกับเขาได้เป็นอย่างดี คุณน้ำ รพีภัทร ชอบเลี้ยงไก่ชน มาตั้งแต่เด็ก คุณน้ำ เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยที่เขายังเป็นเด็กมีความชื่นชอบที่จะเลี้ยงไก่ชน โดยใช้เวลาในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปเฝ้าดูไก่ชนของบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เพื่อศึกษาแนวทางการเลี้ยง พอเริ่มโตขึ้นก็ทำให้ไม่มีเวลาในการเลี้ยงไก่ชนมากนัก จึงได้เลิกเลี้ยงไปสักระยะหนึ่ง ต่อมาเมื่อมีเวลาว่างจากงานการแสดงจึงได้หาเวลาที่จะมาเลี้ยงไก่ชนอีกครั้ง เพราะเป็นสิ่งที่รักและฝังอยู่ในใจตลอดเวลา “ช่วงที่เราเริ่มมาเลี้ยงใหม่อีกครั้ง ตอนนั้นก็เริ่มครั้งละ 1-2 ตัวก่อน พอเริ่มเลี้ยงๆ ไป ไก่ก็มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งตอนนั้นก็เลี้ยงอยู่ในกรุงเทพฯ สถานที่เลี้ยงก็ไม่เอื้ออำนวยมากนัก ก็เลยมีความคิดที่อยากจะทำเป็นฟาร์มไก่ชนของเราเอง ก็เลยปรึกษากับคุณแม่ มาสร้างฟาร์มอยู่ในเนื้อที่ของเราเองที่อยู่ที่อำเภอบ้านนา …