“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

เกษตรกรยุคใหม่

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560

สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว

แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

“ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ

“ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ ขามันก็จะแตกครับ พอขาเจ็บเข้า ทีนี้ก็เป็นไข้ ต้องฉีดยา ฉีดวัคซีนเป็นประจำ มันจะเครียดง่ายครับ ชอบกัดกันเองจนเป็นแผล แล้วปัญหาการเลี้ยงหมูฟาร์มที่แก้ไม่ตกก็คือเรื่องกลิ่น แมลงวัน และที่สำคัญก็คือเรื่องน้ำเน่าเสีย จะมีปัญหากับชุมชนในพื้นที่ได้ง่ายๆ เลย”

“หมูหลุม” เป็นวิธีเลี้ยงหมูที่เริ่มต้นจากเกาหลี แล้วก็มีการศึกษาดูงานพัฒนาวิธีการกันตลอดมา ทั้งในเกาหลีเอง ในญี่ปุ่น และประเทศไทย ที่เรียกว่า “หลุม” นั้นก็คือ การกั้นคอกปรกตินั้นเอง อาจขุดดินพื้นคอกเป็นหลุมลงไปเล็กน้อย ผสมกับวัตถุชีวภาพ อย่างเช่น แกลบ เพื่อเลี้ยงหมูในอัตราพื้นที่เฉลี่ย 2 ตารางเมตร ต่อ 1 ตัว ไม่ต้องทำบ่อบำบัดน้ำเสีย หมูจะกินทั้งอาหารเม็ดที่ไม่ใส่สารเร่งใดๆ กินทั้งต้นกล้วยหมักเกลือและน้ำตาล มันเส้น กากถั่วลิสง-ถั่วเขียว และกินน้ำเฉลี่ยตัวละ 3 ลิตร ต่อวัน โดยตลอดช่วงชีวิตการเลี้ยงจะไม่มีการฉีดวัคซีนและยาฆ่าเชื้อเลย หากเกิดเจ็บป่วยเป็นโรคสำคัญๆ ที่หมูมักเป็น เช่น โรคปากเท้าเปื่อย ก็จะรักษาด้วยด่าง (แกลบเผา) ส่วนโรคที่ไม่ร้ายแรงก็รักษาตามอาการ ใช้สมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรรักษาไข้ หญ้าแห้วหมูรักษาอาการท้องเสีย…ทั้งหมดนี้ ทำให้ได้หมูเนื้อที่มีคุณภาพดีมาก ไม่เหม็นคาว ทั้งยังเก็บไว้ได้นานกว่าเนื้อหมูจากฟาร์มทั่วไปอีกด้วย

“หมูคอกหนึ่ง 8 ตัว ใช้เวลาเลี้ยง 4 เดือน ครับ” คุณสุพจน์ บอก “เรามีแม่พันธุ์ของเราเอง สังเกตดูนะครับ แม่หมูตัวที่ไม่อ้วนมาก จะลูกดกมากครับ ส่วนอัตราการโตเนี่ย ถ้าเป็นหมูเล็ก ก็ 1 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ถ้าหมูใหญ่หน่อย ก็จะเพิ่มเป็นราวๆ 2-3 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ตอนนี้ปีหนึ่งๆ เราเลี้ยงจนส่งขายได้ราวพันกว่าตัว โดยเราใช้วิธีส่งให้เขียงหมูท้องถิ่นชำแหละแยกมาให้ เพราะเราเองไม่สามารถรับภาระจัดการตรงจุดนี้ได้ หมูหลุมนี้ ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งคือ ‘ขี้หมู’ นะครับ ตัวหนึ่งมันจะขี้วันละ 5 กิโลกรัม เราก็ขายราคากิโลกรัมละ 2 บาท ครับ”

วันที่ผมได้ไปชมฟาร์มหมูหลุมของคุณสุพจน์ที่ดอนแร่นั้น พวกเราต่างพบด้วยความประหลาดใจว่า แม้จะมีโรงหมูคอกหมูหลายสิบคอก บรรดาหมูหลุมส่งเสียงร้องกันอู๊ดอ๊าดดังขรมไปหมด แต่ไม่มีกลิ่นเหม็นขี้หมูเลยนะครับ นี่เองที่ว่าการเลี้ยงหมูหลุมไม่มีปัญหากับชุมชนโดยรอบ เป็นเพราะมันปราศจากกลิ่นรบกวนใดๆ เอาเลยนั่นเอง

คุณสุพจน์ บอกว่า ปัจจุบันมีโรงแรมใหญ่ๆ แถบถนนสุขุมวิทและถนนเพลินจิตในกรุงเทพฯ สั่งหมูหลุม ยี่ห้อ G-Pork ของดอนแร่ ไปประกอบอาหารไม่น้อย ที่มีจำหน่ายประจำไม่ขาดอีกแห่งหนึ่งก็คือตลาดสุขใจ สวนสามพราน อำเภอสามพราน นครปฐม โดยที่นี่จะขายแยกชิ้นส่วน บรรจุถุงพลาสติกด้วยระบบสุญญากาศ ส่วนที่คุณสุพจน์มักมาประจำการด้วยตนเอง ก็คือที่ซุ้มจำหน่ายหมูหลุมดอนแร่ ของ “ตลาดวิถีธรรมชาติ” ตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์น้องใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างมั่นคง ติดตลาดทุกครึ่งวันเช้าวันศุกร์ ที่ถนนริมสนามกีฬากลาง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

ผมเคยซื้อหมูหลุม G-Pork ของคุณสุพจน์ที่ตลาดแห่งนี้ไปทำกับข้าวกินหลายครั้ง พบว่าคุณภาพเนื้อดีมาก สมกับที่เลี้ยงด้วยระบบกสิกรรมอินทรีย์ แถมยังใช้สะดวกครับ เพราะแยกถุงเฉพาะเป็นมันขาว สามชั้น สันนอก สันใน หมูสับ หมูแดดเดียว ฯลฯ ซ้ำยังมีน้ำมันหมูถุงใหญ่ขายในราคาไม่แพงด้วย อยากให้ลองกินลองชิมกันดูนะครับ รับรองเลยว่า หมูหลุมดอนแร่นี้อร่อยแน่ๆ และปลอดภัยจากสารเคมีทุกชนิด

ใครที่สนใจจะขอไปเที่ยวชม ดูงาน ศึกษาวิธีการเลี้ยงหมูหลุมจากของจริง หรือต้องการรับไปจำหน่าย สามารถติดต่อโดยตรงที่ คุณสุพจน์ สิงโตศรี โทร. (081) 857-3593 ได้เลยนะครับ

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_57671

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง ต้นมะละกอมี 3 ชนิด โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด   วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์ หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ …

เกษตรกรยุคใหม่
เลี้ยงไก่ชน กิจกรรมยามว่างสร้างสุข ของ น้ำ รพีภัทร ที่นครนายก

ผู้เขียนสุรเดช สดคมขำเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 ไก่ชนหรือไก่พื้นเมือง เป็นสัตว์ที่อาจเรียกได้ว่าอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างช้านาน จะเห็นได้จากวรรณกรรมหรือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้คนในสังคมไทยสมัยนั้นก็จะมีการเลี้ยงไก่ชนหรือการละเล่นที่มีไก่ชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน จนทำให้ไก่ชนยังอยู่คือสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน การเลี้ยงขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าต้องการเลี้ยงไปในทิศทางไหน บางคนก็อาจจะเลี้ยงเพื่อไว้ประกอบอาหารภายในครัวเรือน หรืออาจจะเลี้ยงเป็นไก่สวยงามใช้สำหรับชนแข่งขันเป็นเกมกีฬาของชุมชน ก็ทำให้ไก่ชนเป็นสัตว์ที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ไม่น้อย คุณน้ำ รพีภัทร นักแสดงหนุ่มที่หลายๆ คนรู้จักกันดี ก็มีความชื่นชอบในการเลี้ยงไก่ชนด้วยเช่นกัน คุณน้ำมีความหลงใหลและชื่นชอบไก่ชนมาก จนถึงขนาดไปสร้างฟาร์มไก่ชนอยู่ที่ ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยใช้เวลาที่ว่างจากงานการแสดงมาดูแลและพัฒนาสายพันธุ์ไก่ชนที่เขารัก จนเวลานี้การเลี้ยงไก่ชนเป็นอาชีพเสริมที่ทำแล้วมีความสุขในยามว่าง พร้อมทั้งให้ความเพลิดเพลินกับเขาได้เป็นอย่างดี คุณน้ำ รพีภัทร ชอบเลี้ยงไก่ชน มาตั้งแต่เด็ก คุณน้ำ เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยที่เขายังเป็นเด็กมีความชื่นชอบที่จะเลี้ยงไก่ชน โดยใช้เวลาในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปเฝ้าดูไก่ชนของบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เพื่อศึกษาแนวทางการเลี้ยง พอเริ่มโตขึ้นก็ทำให้ไม่มีเวลาในการเลี้ยงไก่ชนมากนัก จึงได้เลิกเลี้ยงไปสักระยะหนึ่ง ต่อมาเมื่อมีเวลาว่างจากงานการแสดงจึงได้หาเวลาที่จะมาเลี้ยงไก่ชนอีกครั้ง เพราะเป็นสิ่งที่รักและฝังอยู่ในใจตลอดเวลา “ช่วงที่เราเริ่มมาเลี้ยงใหม่อีกครั้ง ตอนนั้นก็เริ่มครั้งละ 1-2 ตัวก่อน พอเริ่มเลี้ยงๆ ไป ไก่ก็มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งตอนนั้นก็เลี้ยงอยู่ในกรุงเทพฯ สถานที่เลี้ยงก็ไม่เอื้ออำนวยมากนัก ก็เลยมีความคิดที่อยากจะทำเป็นฟาร์มไก่ชนของเราเอง ก็เลยปรึกษากับคุณแม่ มาสร้างฟาร์มอยู่ในเนื้อที่ของเราเองที่อยู่ที่อำเภอบ้านนา …