3 ขั้นตอน คัดเมล็ดมะละกอ ไว้ทำพันธุ์ปลูก ง่ายๆ แค่นี้

เกษตรกรยุคใหม่

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560

มะละกอ เป็นไม้ผลที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ นิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก หากใครมีพื้นที่ว่างอยากชวนปลูกมะละกอเป็นไม้ผลประจำบ้าน แค่หาซื้อผลมะละกอสุกมาผ่าเก็บเมล็ดสำหรับปลูก แต่เกษตรกรมือใหม่บางคน เลือกซื้อมะละกอสุกผลใหญ่ เนื้อหนามาผ่าเมล็ดไว้ปลูก เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว กลับได้ผลผลิตแตกต่างจากต้นพันธุ์เดิม เพราะได้ผลเล็ก เนื้อบาง ไม่มีเมล็ด หากใครเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ขอแนะนำให้หันกลับมาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นมะละกอใหม่อีกสักครั้ง

ต้นมะละกอมี 3 ชนิด

โดยทั่วไป ต้นมะละกอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ

ต้นเพศเมีย มีดอกขนาดเล็ก ลักษณะกลม ป้อม ให้ผลค่อนข้างกลมและมีขนาดเล็กเช่นเดียวกัน เนื้อผลบาง ไม่มีเมล็ด ต้นเพศผู้ ออกดอกสีขาวเป็นช่อ ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก แต่ไม่ติดผล ดอกจะร่วงหมดทั้งช่อ ต้นกะเทย ลักษณะดอกอวบอ้วน ให้ผลขนาดใหญ่ เนื้อหนา รสหวาน เป็นที่ต้องการของตลาด

 

วิธีคัดเมล็ดมะละกอไว้ทำพันธุ์

หากใครต้องการคัดเมล็ดมะละกอจากผลที่ซื้อมารับประทานไว้ทำพันธุ์ ขอแนะนำให้เลือกซื้อมะละกอผลใหญ่ สมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงศัตรูทำลายหรือติดมา เมื่อคัดผลที่ได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว ให้นำผลมะละกอมาตัดแบ่งเป็น 3 ส่วน คือส่วนหัว ส่วนกลาง และส่วนท้ายหรือก้น นำเมล็ดจากเฉพาะส่วนกลางของผล ให้ใช้ช้อนขูดออกเบาๆ จนหมด ล้างในน้ำสะอาด บีบส่วนที่เป็นเมือกใสๆ ออก ล้างน้ำอีกหลายครั้งจนพอใจ

หลังจากนั้น นำเมล็ดมะละกอขึ้นผึ่งบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ แล้วเทลงบนกระดาษซับน้ำหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ก็ได้ เกลี่ยเมล็ดกระจายออก อย่าให้ทับกัน ผึ่งลมไว้อีก 3-4 วัน ให้แห้งสนิทดี แล้ว จึงค่อยคัดเอาเฉพาะเมล็ดที่มีสีดำเท่านั้น ส่วนเมล็ดสีน้ำตาลคัดทิ้งไป

เมล็ดมะละกอสีดำเมื่อนำไปทำพันธุ์ปลูกจะได้ต้นกะเทยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ หากบังเอิญมีต้นเพศเมียหรือต้นเพศผู้หลงติดมาก็อย่าได้ตกใจ คุณสามารถเปลี่ยนเพศมันได้ด้วยวิธีใช้มีดสะอาดและคม ตัดคอต้นเพศเมียหรือต้นเพศผู้ให้ขาด เหลือใบไว้เพียง 2-3 ใบ บำรุงต้นให้สมบูรณ์ด้วยน้ำปัสสาวะ เจือจางด้วยน้ำ หรือรดด้วยปุ๋ยยูเรียละลายน้ำสะอาด ทุกสัปดาห์ ในไม่ช้าต้นมะละกอต้นดังกล่าวจะแตกยอดที่สมบูรณ์ และให้ผลเป็นต้นกะเทย 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำไปปลูกจะได้มะละกอขนาดผลใหญ่ เนื้อหนา และรสหวาน ถูกใจคนปลูก คนซื้อทุกประการ

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_57675

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เกษตรกรยุคใหม่
“ชาวนาแดนน้ำดำ”พลิกผืนนาทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโกยรายได้เดือนละ5หมื่น

ที่มามติชนออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา “หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 …

เกษตรกรยุคใหม่
“หมูหลุมดอนแร่” อร่อยแน่-ปลอดภัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย

ผู้เขียนกฤช เหลือลมัยเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 สมัยที่ยังทำงานโบราณคดีอยู่ ผมต้องไปที่เมืองโบราณบ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมือง ราชบุรีบ่อยๆ ที่นั่นมีปัญหาเรื่องการรุกล้ำเขตโบราณสถานมานาน (เดี๋ยวนี้ก็น่าจะยังมีอยู่) และสิ่งก่อสร้างที่มักสร้างรุกล้ำ คร่อมทับโบราณสถานสมัยทวารวดีอายุพันกว่าปีที่มีอยู่มากมายในเมืองคูบัว ก็คือ “เล้าหมู” ครับ เพราะคนราชบุรีเลี้ยงหมูกันมาก ที่คูบัวเองก็เป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่ง ประมาณการกันว่า จำนวนหมูที่เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมีมากกว่า 2 ล้านตัว ทีเดียว แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า นอกจากหมูฟาร์มใหญ่ที่เลี้ยงกันเป็นระบบอุตสาหกรรมหลัก หรือหมูบ้านตัวดำๆ ที่สมัยก่อนเที่ยวได้วิ่งเพ่นพ่านในหมู่บ้านแล้ว ราชบุรียังมี “หมูหลุม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแวดวงกสิกรรมอินทรีย์มานานแล้วด้วย “ทำมา 10 กว่าปีแล้วล่ะครับ” คุณสุพจน์ สิงโตศรี แห่ง “ศูนย์สร้างสุขเกษตรชนบท” อดีตสัตวบาลผู้ผันตัวเองออกมาทำฟาร์มหมูหลุม และส่งเสริมสนับสนุนชุมชนในเขตตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี ให้ทำเกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง จนมีเครือข่ายกว่า 200 ครัวเรือน เข้าร่วม กล่าวยิ้มๆ “ฟาร์มหมูขนาดใหญ่ทั่วไปจะใช้แอมโมเนียมาก ผมเคยทำงานฉีดสีสเปรย์หมูป่วย ฉีดวัคซีนหมูมานาน 20 กว่าปี เป็นภูมิแพ้ไม่เคยหาย พอมาทำของตัวเองนี่หายเลยครับ คือหมูเนี่ย ธรรมชาติแต่เดิมเขาก็อยู่ของเขาได้แหละ แต่พอเลี้ยงรวมเป็นฟาร์มใหญ่ บนพื้นซีเมนต์ …

เกษตรกรยุคใหม่
เลี้ยงไก่ชน กิจกรรมยามว่างสร้างสุข ของ น้ำ รพีภัทร ที่นครนายก

ผู้เขียนสุรเดช สดคมขำเผยแพร่วันพุธที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2560 ไก่ชนหรือไก่พื้นเมือง เป็นสัตว์ที่อาจเรียกได้ว่าอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างช้านาน จะเห็นได้จากวรรณกรรมหรือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้คนในสังคมไทยสมัยนั้นก็จะมีการเลี้ยงไก่ชนหรือการละเล่นที่มีไก่ชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน จนทำให้ไก่ชนยังอยู่คือสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน การเลี้ยงขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าต้องการเลี้ยงไปในทิศทางไหน บางคนก็อาจจะเลี้ยงเพื่อไว้ประกอบอาหารภายในครัวเรือน หรืออาจจะเลี้ยงเป็นไก่สวยงามใช้สำหรับชนแข่งขันเป็นเกมกีฬาของชุมชน ก็ทำให้ไก่ชนเป็นสัตว์ที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ไม่น้อย คุณน้ำ รพีภัทร นักแสดงหนุ่มที่หลายๆ คนรู้จักกันดี ก็มีความชื่นชอบในการเลี้ยงไก่ชนด้วยเช่นกัน คุณน้ำมีความหลงใหลและชื่นชอบไก่ชนมาก จนถึงขนาดไปสร้างฟาร์มไก่ชนอยู่ที่ ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โดยใช้เวลาที่ว่างจากงานการแสดงมาดูแลและพัฒนาสายพันธุ์ไก่ชนที่เขารัก จนเวลานี้การเลี้ยงไก่ชนเป็นอาชีพเสริมที่ทำแล้วมีความสุขในยามว่าง พร้อมทั้งให้ความเพลิดเพลินกับเขาได้เป็นอย่างดี คุณน้ำ รพีภัทร ชอบเลี้ยงไก่ชน มาตั้งแต่เด็ก คุณน้ำ เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยที่เขายังเป็นเด็กมีความชื่นชอบที่จะเลี้ยงไก่ชน โดยใช้เวลาในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปเฝ้าดูไก่ชนของบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน เพื่อศึกษาแนวทางการเลี้ยง พอเริ่มโตขึ้นก็ทำให้ไม่มีเวลาในการเลี้ยงไก่ชนมากนัก จึงได้เลิกเลี้ยงไปสักระยะหนึ่ง ต่อมาเมื่อมีเวลาว่างจากงานการแสดงจึงได้หาเวลาที่จะมาเลี้ยงไก่ชนอีกครั้ง เพราะเป็นสิ่งที่รักและฝังอยู่ในใจตลอดเวลา “ช่วงที่เราเริ่มมาเลี้ยงใหม่อีกครั้ง ตอนนั้นก็เริ่มครั้งละ 1-2 ตัวก่อน พอเริ่มเลี้ยงๆ ไป ไก่ก็มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งตอนนั้นก็เลี้ยงอยู่ในกรุงเทพฯ สถานที่เลี้ยงก็ไม่เอื้ออำนวยมากนัก ก็เลยมีความคิดที่อยากจะทำเป็นฟาร์มไก่ชนของเราเอง ก็เลยปรึกษากับคุณแม่ มาสร้างฟาร์มอยู่ในเนื้อที่ของเราเองที่อยู่ที่อำเภอบ้านนา …