ฟาร์มหอยแครงแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ ที่สมุทรสงคราม

Uncategorized

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2560

การเลี้ยงหอยแครง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม มี 2 แบบ คือ การเลี้ยงแบบพัฒนา และ การเลี้ยงแบบธรรมชาติ แต่การเลี้ยงทั้งสองแบบ มีข้อจำกัดเรื่องของเงินทุนและพื้นที่สัมปทานในท้องทะเล เกษตรกรที่มีเงินทุนน้อยจึงปรับเปลี่ยนการเลี้ยงใหม่ โดยเอาทั้งสองวิธีมาผสมผสานกันเป็นการเลี้ยงแบบ “กึ่งพัฒนาธรรมชาติ”

คุณวรเดช เขียวเจริญ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยแครงแห่งบ้านคลองคด ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุคคลหนึ่งที่พลิกผันตัวเองจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับการเพาะเลี้ยงหอยแครงแบบกึ่งธรรมชาติ บนพื้นที่ 130 ไร่

คุณวรเดช เล่าให้ฟังว่า จากที่ฟาร์มกุ้ง ซึ่งเป็นอาชีพที่พ่อและแม่ทำมา ประสบปัญหากับโรคอย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตเสียหาย กุ้งตายเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะที่กุ้งเกิดปัญหาอย่างรุนแรง ตนกลับพบว่าหอยแครงที่ปล่อยลงไปในบ่อหลังจากที่จับกุ้งจำหน่ายสามารถสร้างรายได้แทน จึงค่อยปรับเปลี่ยนจากกุ้งมาเป็นหอยแครง โดยผสมผสานวิธีการเลี้ยงเป็นแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ

“การเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนา เป็นแนวคิดที่ผมทดลองทำหลังจากที่กุ้งเกิดโรค ซึ่งผมมองว่ามีพื้นที่อยู่แล้ว มีบ่ออยู่แล้ว จะไปเลี้ยงแบบพัฒนาอย่างเต็มตัวก็ยังไม่ไหว เพราะต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมากในการดูแลและต้องใช้เงินทุนสูง เลยกลับมาปรับคิดเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ โดยการนำมาเลี้ยงในบ่อกุ้งและปล่อยให้หาอาหารกินเอง ซึ่งจากที่เลี้ยงมาผลตอบแทนถือว่าเป็นที่น่าพอใจ” คุณวรเดช กล่าว

ปรับเปลี่ยน เลี้ยงแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ

คุณวรเดช ปรับบ่อกุ้ง เป็นบ่อเลี้ยงหอยแครง โดยขนาดของบ่อที่ใช้เลี้ยงจะมีความกว้างความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่ ซึ่งบางบ่อกินเนื้อที่เกือบ 33 ไร่ ความลึกโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 1 เมตร ถึง 1.5 เมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของฟาร์มจะอยู่ติดกับทะเล

“ก่อนจะปล่อยพันธุ์หอยแครงลงไปในบ่อกุ้งเดิม ผมจะทำความสะอาดบ่อเพาะเลี้ยง ฆ่าเชื้อโรค โดยการตากบ่อไว้ระยะหนึ่งก่อน พอหลังจากบ่อพร้อม ผมก็จะปล่อยน้ำเข้าในบ่อประมาณ 1 เมตร แต่ละเดือนจะคอยปล่อยน้ำ เข้า-ออก 2 ครั้ง เพื่อปรับคุณภาพของน้ำภายในบ่อให้มีความสมดุล โดยการปล่อยน้ำเข้า-ออกบ่อนั้นจะอาศัยช่วงเวลาที่น้ำทะเลขึ้น”

พันธุ์และอัตราการปล่อยและการเลี้ยง คุณวรเดช เล่าว่า ในแต่ละบ่อจะปล่อยลูกหอยแครงที่รับชื้อจากชาวบ้านที่ไปลากอวนมาจากทะเล ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหอยแครงปากแบน จากจังหวัดสุราษฎ์ธานีและประเทศเพื่อนบ้านแถบมาเลเซีย มาปล่อยลงบ่อ ในอัตราบ่อละ 300 ตัว (300-500 กิโลกรัม) เท่านั้น เนื่องจากหอยแครงที่ปล่อยลงไปมีอัตราการรอดสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงไประยะหนึ่งหอยแครงจะไปแพร่ขยายออกลูกเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องปล่อยในปริมาณมาก

การเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ ในแต่ละวันไม่มีกิจกรรมอะไรมาก นอกจากการบำบัดหน้าดิน โดยให้จุลินทรีย์ทุกๆ 7 วัน ควบคู่กับให้แคลเซียมเพิ่มความหนาของเปลือกหอยแครง แต่อย่างไรก็ตาม อาชีพเพาะเลี้ยงหอยแครง ต้องใช้ระยะในการเลี้ยงประมาณ 8 เดือน หรือมากถึง 1 ปีถึงจะสามารถจับขายได้ ดังนั้นการเพาะเลี้ยงหอยแครงของคุณวรเดช จึงเน้นเพาะเลี้ยงหอยแครงให้แต่ละรุ่นมีอายุห่างกัน เพื่อจะจับขายสร้างรายได้ทุกวัน ส่วนอาหาร คุณวรเดช บอกว่า เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ อาหารจึงไม่จำเป็นต้องให้ จะปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ

สำหรับปัญหาในการเลี้ยง หลักๆ แล้วทางธรรมชาติจะไม่มี จะมีก็แต่เรื่องของแรงงานที่ต้องจ้างมาดูแลฟาร์ม พันธุ์หอยและเงินทุนที่จะต้องนำมาใช้หมุนเวียนในช่วงระยะเวลาที่รอเก็บหอยจำหน่าย

ในการจับหอยแครงจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามารับชื้อ โดยวันธรรมดาทั่วไปจับได้ประมาณ 200-300 กิโลกรัม ราวๆ 6,000-7,000 บาทต่อวัน แต่หากช่วงไหนที่ตรงกับช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่หอยจะโตเร็ว จับขายได้มากถึง 3,000 กิโลกรัมต่อวัน ราวๆ 63,000 ต่อวันโดยเฉลี่ย

สงสัยหรือสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเพาะเลี้ยง สามารถติดต่อได้ที่คุณวรเดช เขียวเจริญ โทรศัพท์ 084 478-7636

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_59628

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Uncategorized
ขนุนไร้เมล็ด ของสวนเกษตรศรีนวล ปราจีนบุรี

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ผู้เขียนธาวิดา ศิริสัมพันธ์เผยแพร่วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2560 คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล 47/1 ม.7 ต.ไม้เค็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ขนุนไร้เมล็ดมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ลักษณะของขนุนไร้เมล็ดนี้ พี่ศรีนวลบอกว่าคือตรงตามชื่อเลย เป็นขนุนที่ไม่มีเมล็ด ยางน้อย พันธุ์นี้ทุกอย่างดีหมดยกเว้น ขนาดของผลเล็กน้ำหนักไม่เกิน 8 – 15 กิโลกรัม แต่การันตีเรื่องรสชาติคือหวานกรอบ ซังมีรสชาติเดียวกันกับเนื้อ รู้จักขนุนสายพันธุ์นี้จากเมื่อ 3 ปีที่แล้วพี่ศรีนวลมีโอกาสไปเปิดร้านขายพันธุ์ไม้ที่สวนหลวงเป็นงานเกษตร แล้วเจ้าของร้านขนุนเขาผ่าให้ชิม แล้วชอบในรสชาติ ที่สำคัญคือยางน้อย เพราะตนเป็นคนไม่ชอบยางขนุนเลย จึงกัดฟันซื้อกิ่งพันธุ์มา 2 ต้น เพราะกิ่งพันธุ์ค่อนข้างแพง ซื้อมาแล้วก็มาขยายพันธุ์ขายต่อ ถือว่าขนุนไร้เมล็ด ยังเป็นพันธุ์ใหม่ ผลิตไม่พอขาย เหมาะสำหรับปลูกกินที่บ้าน ลูกไม่ใหญ่ ปอกง่ายเหมือนแตงโม ทั้งลูกทิ้งแค่เปลือก คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล ที่สวนของพี่ศรีนวล ไม่ได้ปลูกแค่ขนุนเพียงอย่างเดียว ยังมีพันธุ์ไม้แปลกอีกหลายชนิดลองโทรเข้ามาสอบถามได้ …

Uncategorized
แนะเคล็ดลับ ผลิต “มะนาวนอกฤดู” โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซลและวิธีการควั่นกิ่ง

เผยแพร่วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ.2560 ใครๆ ก็รู้ว่า มะนาวนอกฤดู ขายได้ราคาดีกว่ามะนาวตามฤดูกาล เกษตรกรจำนวนมากจึงมุ่งเป้าผลิตมะนาวนอกฤดู ในวงบ่อซีเมนต์ ซึ่งจะได้ผลดีมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการปลูกดูแลของเกษตรกรแต่ละราย ดร.วินัย วิริยะอลงกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้แนะเทคนิค “ การบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู “ โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซลและวิธีการควั่นกิ่ง หากใครสนใจเทคนิคนี้ สามารถนำไปปฎิบัติได้ไม่ยาก เริ่มจากบำรุงต้นมะนาวให้มีความสมบูรณ์เต็มที่เสียก่อน เพราะสารแพคโคลบิวทราโซลมีคุณสมบัติยับยั้งการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน เมื่อมะนาวมีการสร้างฮฮร์โมนฯ น้อยก็จะเกิดการสะสมอาหารมากขึ้น มีการแตกใบอ่อนน้อยลง การใช้สารแพคโคลบิวทราโซลอย่างมีประสิทธิภาพ มีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ปลิดผลเล็กๆ ออก โดยการตัดแต่งกิ่ง ถ้ามีผลให้เหลือเฉพาะผลใหญ่ไว้รอจำหน่าย ส่วนผลเล็กๆ ให้เอาออกให้หมด ตัดแต่งกิ่งโดยตัดปลายยอดออก และกิ่งที่อยู่ตรงกลางทรงพุ่มและโคนต้นออกให้หมด ผลที่เหลืออยู่นี้อาจไว้ขายหรือเก็บไว้ใช้บ้างในครัวเรือน ให้ปุ๋ยสูตร 15-0-0 อัตรา ต้นละ 300 กรัม และปุ๋ยคอก …

Uncategorized
เกษตรกรเมืองกาญจน์ เจ๋ง! มีไม้ผลหลากหลายขายได้ตลอดทั้งปี ด้วยวิธีปลูกแบบธรรมชาติ

ผู้เขียนทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยาเผยแพร่วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2560 วิธีลดความเสี่ยงด้วยการปรับเปลี่ยนจากไม้ผลเชิงเดี่ยวมาเป็นแบบผสมผสาน ถือเป็นแนวทางประกอบอาชีพของเกษตรกรยุคใหม่ที่นับวันจะประสบความสำเร็จกันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น “ไร่คุณชาย” ที่ไทรโยค เมืองกาญจน์ ที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกไม้ผลหลายชนิดแบบผสมผสานด้วยวิธีทางธรรมชาติ ควบคู่กับหลักวิชาการ ผนวกกับภูมิปัญญาดั้งเดิม จึงช่วยลดโรค/แมลง ลดต้นทุน สร้างคุณภาพผลไม้เกรดพรีเมี่ยมเน้นส่งขายตลาดนอก พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวดึงชาวต่างชาติเข้ามาอุดหนุนสินค้ากันอย่างคึกคัก คุณสมชาย แซ่ตัน เจ้าของ “ไร่คุณชาย” ที่ตั้งอยู่เลขที่ 296 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า เดิมครอบครัวยึดอาชีพทำสวนอยู่แล้ว ส่วนตัวเขากลับออกไปตระเวนหางานตามรีสอร์ตและโรงแรมในละแวกบ้าน เมื่อมีเวลาว่างจะมาช่วยดูแลสวนมะม่วงของคุณพ่อ กระทั่งเกิดความคิดทดลองทำมะม่วงนอกฤดูด้วยการศึกษาหาความรู้จากแผ่นพับที่ได้รับแจก จนประสบความสำเร็จได้ผลดีมาก แล้วยังต่อยอดด้วยการผลิตมะม่วงนอกฤดูส่งขายให้กับญี่ปุ่น สร้างรายได้อย่างงดงาม แต่ภายหลังต้องหยุดชะงักเพราะจากผลของมาตรการเข้มงวดเรื่องคุณภาพผลไม้ส่งออก คุณสมชาย แซ่ตัน เจ้าของ “ไร่คุณชาย” ขณะเดียวกัน ในสวนมะม่วงมีต้นมะนาวปลูกแซมไว้ ดังนั้น คุณสมชายจึงเบนเข็มมาทำมะนาวนอกฤดูสำหรับไว้ขายตลาดในประเทศแทน เป็นพันธุ์มะนาวแป้นรำไพ ซึ่งพันธุ์นี้ตลาดมีความต้องการแล้วราคาดีมาก คุณสมชายใช้แนวทางการทำมะนาวนอกฤดูของเขาเช่นเดียวกับเมื่อครั้งทำมะม่วงนอกฤดู ซึ่งจะไม่ใช้ราดสาร แต่จะใช้วิธีสร้างความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ …