สองแม่ลูกเกษตรกรคนเก่ง ปลูกเลม่อนอินทรีย์ 1 ไร่ ราคาดี ผลผลิตไม่พอขาย

Uncategorized

ผู้เขียนรันตี วงศ์ตะนาวศรีเผยแพร่วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2560

สวัสดีค่ะ ทางวิชาการเขาบอกว่า ในโลกนี้มีพืชอยู่ประมาณ 350,000 ชนิด (สปีชีส์) คำถามคือ เรารู้จักพืชกันคนละกี่ชนิดคะ? อิอิ อาจจะเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ รันตีว่ายังมีพืชอีกมากมายที่เรายังไม่รู้จัก หรือรู้จักแล้วแต่อาจจะมองข้ามมันไป ไม่รู้ถึงคุณค่า สรรพคุณ และคุณประโยชน์ของพืชเหล่านั้น ฉบับนี้รันตีเตรียมพร้อม แต่งหน้าหนาทาปากแดง อาสาพาท่านเดินทางด้วยรถปิกอัพผ่านถนนลูกรัง เนินลูกแล้วลูกเล่าเส้นทางผ่านเขาอันคดเคี้ยว เพื่อพาท่านไปรู้จักกับพืชอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยอาจจะรู้จัก ได้ยินชื่อมานาน แต่อาจจะยังไม่เห็นคุณค่าสักเท่าไร พืชชนิดนี้มีอะไรน่าสนใจขนาดไหน รันตีจึงต้องยอมทนไม่ห่วงสวยเข้าไปเยี่ยมถึงสวน ตามรันตีไปชมกันเลยค่ะ

 เลม่อน มะนาวฝรั่ง

มาทำความรู้จักกับ เลม่อน กันก่อนนะคะ เลม่อน หรือที่เราเรียกว่า มะนาวเทศ มะนาวฝรั่ง มะนาวนมยาน (Citrus limon) เป็นพืชในสกุลส้ม เป็นไม้พุ่ม มีหนามเฉพาะปลายยอด ใบเดี่ยว เมื่อขยี้ใบจะได้กลิ่นหอมแรง ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ผลรูปกลมรี ปลายผลมีติ่งแหลม ผลอ่อนสีเขียว สุกแล้วเป็นสีเหลือง เนื้อในฉ่ำน้ำ มีหลายเมล็ด ผลส่วนใหญ่จะใช้สำหรับนำมาทำเป็นน้ำเลม่อน มีการใช้กากและเปลือกในการทำอาหารหรือของหวานใช้เป็นส่วนประกอบของขนมหวาน เช่น พายเลมอน เลม่อนมีส่วนประกอบของกรดซิตริก ประมาณ 5% ซึ่งทำให้เลม่อนมีรสชาติที่เปรี้ยว เลม่อนที่นำมาทำเป็นน้ำจะเรียกว่า เลม่อนเนด หรือน้ำเลม่อน

เลม่อน กับ มะนาว Lime ที่เราใช้กันอยู่ทั่วทุกบ้านนั้นแค่คล้าย แต่ไม่เหมือนนะคะ เป็นพืชตระกูลส้มแต่คนละชนิดกัน ประโยชน์ของเลม่อน เช่น น้ำเลม่อนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันหวัด ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้ มีการนำเลม่อนมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย

ปัจจุบัน เครื่องดื่มที่ผลิตมาจากเลม่อนหรือใช้ในการแต่งกลิ่นก็มีอยู่มากมายหลายยี่ห้อพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น น้ำเลม่อน น้ำอัดลม เครื่องดื่มค็อกเทล ลูกอม เป็นต้น

 เลม่อน 1 ไร่ ที่ไทรโยค

รันตีขอพาท่านมาพบกับ คุณอังคณา และ คุณเกียรติชัย โชสนับ สองแม่ลูกเกษตรกรคนเก่ง ที่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 5 ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี คุณอังคณา เป็นเกษตรกรที่ทำสวนผสมผสานแบบเกษตรอินทรีย์ อยู่ในพื้นที่ไทรโยค โดยปลูกทั้งส้มโอ กล้วย มะม่วง และส้มต่างๆ จนคุณอังคณามีโอกาสได้รู้จักกับเลม่อนและได้ต้นพันธุ์มาปลูกไว้ที่สวน “ปลูกเลม่อนเอาไว้ในพื้นที่สวน เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ใช้ระยะปลูก 8×8 ศอก ใช้การให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ใต้ทรงพุ่ม ปลูกเลม่อนมาได้ประมาณ 2 ปี มีผลผลิตอยู่ตลอด เพราะสามารถบังคับให้ติดดอกออกผลได้” เลม่อนที่ปลูกไว้มีพันธุ์หลักอยู่ 2 พันธุ์ คือพันธุ์ลูกกลม ที่มีลักษณะผลสั้นกลม มีจุกที่ปลายผล เปลือก เมื่อสุกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผลมีน้ำเยอะ เลม่อนพันธุ์นี้คนไทยส่วนใหญ่คงจะคุ้นตาจากสื่อต่างๆ อยู่แล้ว ส่วนเลม่อนอีกพันธุ์คือ เลม่อนพันธุ์ลูกยาว ผลใหญ่ เมื่อสุกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีน้ำน้อย เราก็เรียกว่าพันธุ์ลูกเล็กกับพันธุ์ลูกใหญ่ตามขนาดผล ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว เป็นสายพันธุ์อะไรแน่” คุณอังคณา เล่าให้ฟัง

คุณอังคณา โชสนับ กับผลแก่ของเลม่อนอัสสัม

คุณเกียรติชัย โชสนับ กับผลมะนาวควาย

ทำความรู้จักกับ Assamese lemon

คุณอังคณา เล่าว่า “เลม่อนพันธุ์ลูกใหญ่นั้นเป็นพันธุ์เบา ออกดอกติดผลง่าย โดยไม่ต้องรอฤดูกาลหรือสภาพอากาศ ผลมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก หนักประมาณผลละ 4-6 ขีด เท่าที่รู้มาเลม่อนพันธุ์นี้มาจากประเทศอินเดีย” เอาละซิคะ มาเจอโจทย์ยากว่าเลม่อนพันธุ์ลูกใหญ่ที่คุณอังคณาปลูกไว้มันคือ เลม่อนพันธุ์อะไรกันแน่ รันตีรับโจทย์มาแล้ว ก็มาค้นหาข้อมูลทั้งจากหนังสือ จากอินเตอร์เน็ตอยู่หลายวัน ก็มาได้คำตอบว่า มันคือ Assamese lemon หรือ Kaji nemu หรือเรียกตามชื่อและแหล่งปลูกว่า เลม่อนอัสสัม ซึ่งสอดคล้องกับที่คุณอังคณาบอกว่า รู้ว่าเลม่อนพันธุ์ลูกใหญ่นี้มาจากประเทศอินเดีย รัฐอัสสัม เป็นรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งมีฝนตกชุก จึงมีพืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์ จึงน่าจะมีความหลากหลายของพันธุ์พืช ดังนั้น ในบทความนี้ รันตีจึงขอเรียกเลม่อนพันธุ์ลูกใหญ่นี้ว่า เลม่อนอัสสัม นะคะ จะถูกจะผิดวานผู้รู้มาตอบให้กระจ่าง ก็คงจะดีไม่น้อยเลยค่ะ แต่รันตีต้องขออนุญาตบอกไว้ตรงนี้ว่า แม้คุณอังคณาจะบอกว่า เลม่อนอัสสัม ออกดอกติดผลได้โดยไม่คำนึงถึงฤดูกาล แต่รันตีคิดว่าเลม่อนอัสสัมคงจะต้องการความเย็น ต้องการอุณหภูมิต่ำพอสมควร ในการเจริญเติบโต ติดดอกออกผลและให้ผลผลิตที่ดี เพราะดูจากแหล่งกำเนิดในอินเดียและสังเกตจากแหล่งที่ปลูกคือ สวนของคุณอังคณาที่อยู่ใกล้เขา และมีสภาพพื้นที่เป็นที่สูงชายป่า ที่มีอุณหภูมิสบายๆ ในตอนกลางวัน และน่าจะค่อนข้างเย็นในตอนกลางคืน ส่วนในฤดูหนาวคงจะมีอุณหภูมิต่ำพอสมควร คงจะมีส่วนทำให้การเจริญเติบโตและผลผลิตเลม่อนอัสสัมมีคุณภาพดีอย่างที่เห็น

เลม่อนอัสสัม บังคับให้ออกดอกได้ ขายกิโลละ 150 บาท

เลม่อนอัสสัมนั้น คุณอังคณา บอกว่า เป็นเลม่อนพันธุ์เบา ปลูกจากกิ่งตอน ประมาณ 6 เดือน ก็ออกดอก โดยไม่รอฤดูกาล “การปลูกเลม่อนอัสสัม ก็เหมือนกับการปลูกมะนาวทั่วไป แต่เราปลูกแบบอินทรีย์ จึงไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยที่เราให้คือ ปุ๋ยคอกขี้วัว ขี้แพะ ต้นละประมาณ 1 กิโลกรัม ให้ปุ๋ย 3 เดือนครั้ง ส่วนการบังคับให้เลม่อนอัสสัมออกดอกทำได้โดย ตัดแต่งใบออกให้เหลือใบจำนวนน้อย 3-4 ข้อใบ หลังจากนั้นเลม่อนจะออกใบใหม่มาพร้อมกับช่อดอก ระยะเวลาตั้งแต่เลม่อนอัสสัมออกดอกจนถึงสีผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน โดยที่ไม่ต้องห่อผล ไม่มีโรคและแมลงทำลาย ลักษณะพิเศษของเลม่อนอัสสัมคือ ผิวเปลือกไม่มีรสขม มีกลิ่นหอม ปริมาณผลผลิตสูง ประมาณต้นละ 80-100 กิโลกรัม” คุณอังคณา เล่า

ต้นเลม่อนอัสสัม ที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์

มีบริษัทมารับซื้อผลผลิตให้ราคาสูง

สำหรับผลผลิตเลม่อนทั้งเลม่อนพันธุ์ลูกกลมและเลม่อนอัสสัมนั้น จะมีบริษัทมารับซื้อผลผลิตถึงสวน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง “เราผลิตแบบอินทรีย์ ที่มีกลุ่มเกษตรกรให้การรับรอง ทำให้เรามีตลาดที่แตกต่างจากคนอื่น บริษัทที่มารับซื้อผลผลิตของเราเป็นบริษัทที่ผลิตและส่งออกอาหาร ผักผลไม้อินทรีย์ ที่ต้องการผลผลิตจำนวนมาก เลม่อนลูกกลมบริษัทจะรับซื้อราคา กิโลกรัมละ 50-60 บาท ส่วนเลม่อนอัสสัม บริษัทจะรับซื้อราคา กิโลกรัมละ 150 บาท เอาไปใช้ทำแยม ทำเค้กผิวส้ม ส่วนมะนาวควายก็ขายได้ราคา กิโลกรัมละ 20 บาท มะนาวควายลูกใหญ่ น้ำหนักดี ลูกหนึ่งหนักกิโลกว่าๆ แต่การที่จะขายให้ได้ราคาดีแบบนี้ ตัวเราเองต้องมีความซื่อสัตย์ ผลิตแบบเกษตรอินทรีย์จริงๆ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี เพื่อรักษาความเชื่อใจกันไว้” คุณอังคณา เล่า

เลม่อนพันธุ์ลูกกลมมีจุก

เตรียมขยายพื้นที่ปลูก ขายกิ่งพันธุ์

คุณอังคณา บอกว่า ตอนนี้ราคาและตลาดของเลม่อนทั้ง 2 พันธุ์ ไปได้ดีมาก คงจะเป็นเพราะยังมีเกษตรกรปลูกน้อยราย ผลผลิตจึงยังมีน้อย ตอนนี้จึงได้ตอนกิ่งเลม่อนทั้ง 2 พันธุ์ เอาไว้เพื่อเตรียมขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก โดยจะเน้นปลูกเลม่อนอัสสัม เพราะปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง ราคาดี ส่วนเลม่อนพันธุ์ลูกกลมนั้นปลูกง่าย แต่ปริมาณผลผลิตต่ำ “ก็จะพยายามขยายพันธุ์เลม่อนทั้ง 2 พันธุ์ เอาไว้เพื่อขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก ส่วนต้นพันธุ์ที่มีก็จะขาย ใครสนใจสามารถติดต่อมาได้ค่ะ” คุณอังคณา บอก ใครสนใจติดต่อไปได้ที่ โทร. (085) 429-7821 หรือ (096) 131-1907 ค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ เรื่องราวดีๆ ที่รันตีนำมาเสนอ แต่ก่อนจะเชื่อแบบหมดใจ หรือเชื่อจนจะกระโดดเข้าไปลงทุน ควรศึกษาข้อมูลประกอบให้รอบด้านก่อนนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจากรันตีสาวสวยรวยน้ำใจค่ะ ฉบับนี้ลากันไปก่อน รันตีขอพาหน้าไปเข้าสปารักษาอาการแดดเผาให้หายดีก่อนนะคะ แล้วจะพาออกไปหาความรู้ ประสบการณ์ ท่องโลกกว้างทางการเกษตรกันต่อไป ฉบับนี้สวัสดีค่ะ

 

เอกสารอ้างอิง

https://th.wikipedia.org/wiki/

https://www.thairath.co.th/content/454788

https://www.indiamart.com/company/10564150/assam-lemon.html

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_60015

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Uncategorized
ขนุนไร้เมล็ด ของสวนเกษตรศรีนวล ปราจีนบุรี

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ผู้เขียนธาวิดา ศิริสัมพันธ์เผยแพร่วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2560 คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล 47/1 ม.7 ต.ไม้เค็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ขนุนไร้เมล็ดมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ลักษณะของขนุนไร้เมล็ดนี้ พี่ศรีนวลบอกว่าคือตรงตามชื่อเลย เป็นขนุนที่ไม่มีเมล็ด ยางน้อย พันธุ์นี้ทุกอย่างดีหมดยกเว้น ขนาดของผลเล็กน้ำหนักไม่เกิน 8 – 15 กิโลกรัม แต่การันตีเรื่องรสชาติคือหวานกรอบ ซังมีรสชาติเดียวกันกับเนื้อ รู้จักขนุนสายพันธุ์นี้จากเมื่อ 3 ปีที่แล้วพี่ศรีนวลมีโอกาสไปเปิดร้านขายพันธุ์ไม้ที่สวนหลวงเป็นงานเกษตร แล้วเจ้าของร้านขนุนเขาผ่าให้ชิม แล้วชอบในรสชาติ ที่สำคัญคือยางน้อย เพราะตนเป็นคนไม่ชอบยางขนุนเลย จึงกัดฟันซื้อกิ่งพันธุ์มา 2 ต้น เพราะกิ่งพันธุ์ค่อนข้างแพง ซื้อมาแล้วก็มาขยายพันธุ์ขายต่อ ถือว่าขนุนไร้เมล็ด ยังเป็นพันธุ์ใหม่ ผลิตไม่พอขาย เหมาะสำหรับปลูกกินที่บ้าน ลูกไม่ใหญ่ ปอกง่ายเหมือนแตงโม ทั้งลูกทิ้งแค่เปลือก คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล ที่สวนของพี่ศรีนวล ไม่ได้ปลูกแค่ขนุนเพียงอย่างเดียว ยังมีพันธุ์ไม้แปลกอีกหลายชนิดลองโทรเข้ามาสอบถามได้ …

Uncategorized
ฟาร์มหอยแครงแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ ที่สมุทรสงคราม

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2560 การเลี้ยงหอยแครง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม มี 2 แบบ คือ การเลี้ยงแบบพัฒนา และ การเลี้ยงแบบธรรมชาติ แต่การเลี้ยงทั้งสองแบบ มีข้อจำกัดเรื่องของเงินทุนและพื้นที่สัมปทานในท้องทะเล เกษตรกรที่มีเงินทุนน้อยจึงปรับเปลี่ยนการเลี้ยงใหม่ โดยเอาทั้งสองวิธีมาผสมผสานกันเป็นการเลี้ยงแบบ “กึ่งพัฒนาธรรมชาติ” คุณวรเดช เขียวเจริญ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยแครงแห่งบ้านคลองคด ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุคคลหนึ่งที่พลิกผันตัวเองจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับการเพาะเลี้ยงหอยแครงแบบกึ่งธรรมชาติ บนพื้นที่ 130 ไร่ คุณวรเดช เล่าให้ฟังว่า จากที่ฟาร์มกุ้ง ซึ่งเป็นอาชีพที่พ่อและแม่ทำมา ประสบปัญหากับโรคอย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตเสียหาย กุ้งตายเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะที่กุ้งเกิดปัญหาอย่างรุนแรง ตนกลับพบว่าหอยแครงที่ปล่อยลงไปในบ่อหลังจากที่จับกุ้งจำหน่ายสามารถสร้างรายได้แทน จึงค่อยปรับเปลี่ยนจากกุ้งมาเป็นหอยแครง โดยผสมผสานวิธีการเลี้ยงเป็นแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ “การเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนา เป็นแนวคิดที่ผมทดลองทำหลังจากที่กุ้งเกิดโรค ซึ่งผมมองว่ามีพื้นที่อยู่แล้ว มีบ่ออยู่แล้ว จะไปเลี้ยงแบบพัฒนาอย่างเต็มตัวก็ยังไม่ไหว เพราะต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมากในการดูแลและต้องใช้เงินทุนสูง เลยกลับมาปรับคิดเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ โดยการนำมาเลี้ยงในบ่อกุ้งและปล่อยให้หาอาหารกินเอง ซึ่งจากที่เลี้ยงมาผลตอบแทนถือว่าเป็นที่น่าพอใจ” คุณวรเดช กล่าว …

Uncategorized
แนะเคล็ดลับ ผลิต “มะนาวนอกฤดู” โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซลและวิธีการควั่นกิ่ง

เผยแพร่วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ.2560 ใครๆ ก็รู้ว่า มะนาวนอกฤดู ขายได้ราคาดีกว่ามะนาวตามฤดูกาล เกษตรกรจำนวนมากจึงมุ่งเป้าผลิตมะนาวนอกฤดู ในวงบ่อซีเมนต์ ซึ่งจะได้ผลดีมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการปลูกดูแลของเกษตรกรแต่ละราย ดร.วินัย วิริยะอลงกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้แนะเทคนิค “ การบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู “ โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซลและวิธีการควั่นกิ่ง หากใครสนใจเทคนิคนี้ สามารถนำไปปฎิบัติได้ไม่ยาก เริ่มจากบำรุงต้นมะนาวให้มีความสมบูรณ์เต็มที่เสียก่อน เพราะสารแพคโคลบิวทราโซลมีคุณสมบัติยับยั้งการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน เมื่อมะนาวมีการสร้างฮฮร์โมนฯ น้อยก็จะเกิดการสะสมอาหารมากขึ้น มีการแตกใบอ่อนน้อยลง การใช้สารแพคโคลบิวทราโซลอย่างมีประสิทธิภาพ มีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ปลิดผลเล็กๆ ออก โดยการตัดแต่งกิ่ง ถ้ามีผลให้เหลือเฉพาะผลใหญ่ไว้รอจำหน่าย ส่วนผลเล็กๆ ให้เอาออกให้หมด ตัดแต่งกิ่งโดยตัดปลายยอดออก และกิ่งที่อยู่ตรงกลางทรงพุ่มและโคนต้นออกให้หมด ผลที่เหลืออยู่นี้อาจไว้ขายหรือเก็บไว้ใช้บ้างในครัวเรือน ให้ปุ๋ยสูตร 15-0-0 อัตรา ต้นละ 300 กรัม และปุ๋ยคอก …