เทรนด์เกษตรปี 61 สร้างมูลค่าสินค้าด้านปศุสัตว์ ต่อยอดการเลี้ยงแบบอินทรีย์

Uncategorized

ผู้เขียนสุรเดช สดคมขำเผยแพร่วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2560

ในช่วงระยะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการทำปศุสัตว์ในยุคปัจจุบัน ค่อยๆ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยงมากเหมือนสมัยก่อน จะเห็นได้จากเกษตรกรหลายรายได้มีการจัดการพื้นที่ของตนเอง เพื่อเลี้ยงสัตว์เป็นการสร้างรายได้เป็นกิจกรรมเสริม เช่น การเลี้ยงโคเนื้อบนพื้นที่ 1 ไร่ การจัดสรรใช้พื้นที่บริเวณบ้านทำโรงเรือนเลี้ยงแพะ ตลอดไปจนถึงการเลี้ยงไก่แบบเชิงอารมณ์ดี คือการปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติ

จากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อเนื้อสัตว์ เพื่อการบริโภคก็กลับหันมาเลี้ยงเองมากขึ้น เพื่อให้มีการใช้จ่ายเงินประหยัดขึ้น จึงทำให้สินค้าทางเนื้อสัตว์อาจชะลอตัวไปบ้างเล็กน้อย และซื้อสินค้าในปริมาณที่ใช้จริงๆ เท่านั้น

ตลอดไปจนถึงช่วงระยะหลังมานี้ผู้บริโภคมีการใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น จึงทำให้การเลี้ยงสัตว์ก็มีการปรับเปลี่ยนไปด้วย คือการเลี้ยงแบบในระบบอินทรีย์เพื่อตอบรับแก่ผู้บริโภคที่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งการทำในระบบอินทรีย์แม้จะเลี้ยงโดยเน้นคุณภาพทำให้ผลผลิตมีน้อย แต่ในเรื่องของราคาจำหน่ายก็สามารถให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงกับเกษตรกรผู้เลี้ยง โดยอาจจะไม่เน้นให้สัตว์เลี้ยงอยู่กันอย่างหนาแน่นจนเกินไป ให้อยู่ในบริเวณที่เหมาะสมก็จะเป็นการช่วยให้สัตว์มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีอารมณ์ที่ดี เหมือนเช่น การเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้ออารมณ์ดีเหมือนในยุคปัจจุบัน

คุณ ณ นพชัย ผิวเกลี้ยง อยู่บ้านเลขที่ 328 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เรียนจบปริญญาตรีทางด้านสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสุวรรณภูมิ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขาเล็งเห็นถึงอนาคตของการทำตลาดแบบเลี้ยงไก่อินทรีย์ มาใช้กับการเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว เมื่อนำไก่ชนิดนี้มาทำการเลี้ยงในระบบแบบปล่อยตามธรรมชาติ และกินอาหารเป็นพืชผักที่หาได้ตามท้องถิ่น จนทำให้ไก่ที่เลี้ยงมีสุขภาพที่แข็งแรง คุณภาพเนื้อจึงออกมาดี โดยเขาได้ทำฟาร์มแบบครบวงจร ทั้งฟักไข่ จำหน่ายลูกพันธุ์ขนาดเล็ก ตลอดไปจนถึงการชำแหละจำหน่ายเป็นไก่สดเพื่อนำไปประกอบอาหาร จึงเกิดเป็นรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

เหตุที่คุณ ณ นพชัยเลือกเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ เพราะมองว่าไก่มีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรคได้ดี และสามารถเลี้ยงในระบบอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการทำตลาด และที่สำคัญเนื้อไก่ที่ทำออกสู่ท้องตลาดก็มีคุณภาพเนื้ออร่อย จนเกิดการยอมรับในเรื่องนี้

“ระบบการเลี้ยงอินทรีย์ของสัตว์ ตอนนี้ต้องบอกก่อนว่า สามารถเลี้ยงได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไก่ โค หมู ซึ่งถ้าเราจะเห็นตามท้องตลาด ก็จะเห็นว่าตอนนี้ไข่ไก่อินทรีย์มีค่อนข้างมากในท้องตลาด โดยที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ ซึ่งบางคนที่พอมีพื้นที่เหลืออยู่บ้าง ก็จะใช้พื้นที่บริเวณบ้าน เลี้ยงไว้ทานเอง อย่างเช่น ไก่ไข่ พอมีจำนวนที่มากขึ้น ก็สามารถนำไข่ออกมาขาย ก็เกิดเป็นการสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อีกช่องทาง” คุณ ณ นพชัย กล่าว

ซึ่งไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ที่เขาเลี้ยงจะปล่อยเลี้ยงไก่ 4-5 ตัว ต่อ 1 ตารางเมตร เมื่อเลี้ยงจนได้อายุประมาณ 4 เดือน ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ตัวผู้จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2-2.3 กิโลกรัม และตัวเมียน้ำหนักจะอยู่ที่ 1.7-1.8 กิโลกรัม หากพิจารณาดูถึงว่าน้ำหนักไม่มาก แต่เมื่อเลี้ยงไปจนครบอายุไก่ชนิดนี้จะค่อนข้างที่มีเนื้อที่อกเต็ม เนื้อแน่น และโครงสร้างของลำตัวที่ดี โดยจะทำเป็นไก่สดแปรรูปพร้อมจำหน่ายอาหาร อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 150-170 บาท ใน 1 เดือน สามารถทำจำหน่ายได้ 1,000-2,000 ตัว และในขณะเดียวกัน ก็ทำการฟักลูกไก่เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจนำไปเลี้ยงสร้างรายได้อยู่ที่ 4,000-5,000 ตัว ต่อเดือน

โดยเวลานี้ในเรื่องของสินค้าป้อนเข้าตลาด คุณ ณ นพชัย บอกว่า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะตลาดค่อนข้างเข้ามาติดต่อมาก โดยมีแผนในอนาคตว่าจะค่อยๆ เพิ่มกำลังผลิตให้มีมากขึ้น คือการรวมกลุ่มของผู้เลี้ยงให้มากขึ้น เพื่อให้สินค้าสามารถมีเข้ามาสู่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันในเรื่องของการทำตลาดขาย ต้องบอกก่อนว่าสมัยนี้ค่อนข้างง่ายกว่าสมัยก่อนมาก เพราะเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ก็ทำให้สามารถขายของผ่านทางช่องทางออนไลน์ได้ ยิ่งถ้าเกษตรกรสามารถรวมกลุ่มและทำการตลาดกันเอง ก็จะทำให้ขายสินค้าได้มากขึ้น และก็เป็นโอกาสให้กับผู้ที่สนใจเลี้ยงเริ่มแรกมีกำลังใจ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ในอนาคตต่อไป และเมื่อสามารถเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จก็สามารถขยับขยายการทำปศุสัตว์ออกไปเรื่อยๆ หรือบางคนทำงานในออฟฟิศ ก็อาจจะมีไข่ไก่ที่เลี้ยงอยู่เอามาขาย ก็เป็นการเสริมรายได้แบบง่ายๆ อีกหนึ่งช่องทาง คือการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้” คุณ ณ นพชัย กล่าว

cr. : https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_59900

No Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Uncategorized
ขนุนไร้เมล็ด ของสวนเกษตรศรีนวล ปราจีนบุรี

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ผู้เขียนธาวิดา ศิริสัมพันธ์เผยแพร่วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2560 คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล 47/1 ม.7 ต.ไม้เค็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ขนุนไร้เมล็ดมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ลักษณะของขนุนไร้เมล็ดนี้ พี่ศรีนวลบอกว่าคือตรงตามชื่อเลย เป็นขนุนที่ไม่มีเมล็ด ยางน้อย พันธุ์นี้ทุกอย่างดีหมดยกเว้น ขนาดของผลเล็กน้ำหนักไม่เกิน 8 – 15 กิโลกรัม แต่การันตีเรื่องรสชาติคือหวานกรอบ ซังมีรสชาติเดียวกันกับเนื้อ รู้จักขนุนสายพันธุ์นี้จากเมื่อ 3 ปีที่แล้วพี่ศรีนวลมีโอกาสไปเปิดร้านขายพันธุ์ไม้ที่สวนหลวงเป็นงานเกษตร แล้วเจ้าของร้านขนุนเขาผ่าให้ชิม แล้วชอบในรสชาติ ที่สำคัญคือยางน้อย เพราะตนเป็นคนไม่ชอบยางขนุนเลย จึงกัดฟันซื้อกิ่งพันธุ์มา 2 ต้น เพราะกิ่งพันธุ์ค่อนข้างแพง ซื้อมาแล้วก็มาขยายพันธุ์ขายต่อ ถือว่าขนุนไร้เมล็ด ยังเป็นพันธุ์ใหม่ ผลิตไม่พอขาย เหมาะสำหรับปลูกกินที่บ้าน ลูกไม่ใหญ่ ปอกง่ายเหมือนแตงโม ทั้งลูกทิ้งแค่เปลือก คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล ที่สวนของพี่ศรีนวล ไม่ได้ปลูกแค่ขนุนเพียงอย่างเดียว ยังมีพันธุ์ไม้แปลกอีกหลายชนิดลองโทรเข้ามาสอบถามได้ …

Uncategorized
ฟาร์มหอยแครงแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ ที่สมุทรสงคราม

ที่มาเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์เผยแพร่วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2560 การเลี้ยงหอยแครง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม มี 2 แบบ คือ การเลี้ยงแบบพัฒนา และ การเลี้ยงแบบธรรมชาติ แต่การเลี้ยงทั้งสองแบบ มีข้อจำกัดเรื่องของเงินทุนและพื้นที่สัมปทานในท้องทะเล เกษตรกรที่มีเงินทุนน้อยจึงปรับเปลี่ยนการเลี้ยงใหม่ โดยเอาทั้งสองวิธีมาผสมผสานกันเป็นการเลี้ยงแบบ “กึ่งพัฒนาธรรมชาติ” คุณวรเดช เขียวเจริญ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยแครงแห่งบ้านคลองคด ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุคคลหนึ่งที่พลิกผันตัวเองจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับการเพาะเลี้ยงหอยแครงแบบกึ่งธรรมชาติ บนพื้นที่ 130 ไร่ คุณวรเดช เล่าให้ฟังว่า จากที่ฟาร์มกุ้ง ซึ่งเป็นอาชีพที่พ่อและแม่ทำมา ประสบปัญหากับโรคอย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตเสียหาย กุ้งตายเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะที่กุ้งเกิดปัญหาอย่างรุนแรง ตนกลับพบว่าหอยแครงที่ปล่อยลงไปในบ่อหลังจากที่จับกุ้งจำหน่ายสามารถสร้างรายได้แทน จึงค่อยปรับเปลี่ยนจากกุ้งมาเป็นหอยแครง โดยผสมผสานวิธีการเลี้ยงเป็นแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ “การเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนา เป็นแนวคิดที่ผมทดลองทำหลังจากที่กุ้งเกิดโรค ซึ่งผมมองว่ามีพื้นที่อยู่แล้ว มีบ่ออยู่แล้ว จะไปเลี้ยงแบบพัฒนาอย่างเต็มตัวก็ยังไม่ไหว เพราะต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมากในการดูแลและต้องใช้เงินทุนสูง เลยกลับมาปรับคิดเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ โดยการนำมาเลี้ยงในบ่อกุ้งและปล่อยให้หาอาหารกินเอง ซึ่งจากที่เลี้ยงมาผลตอบแทนถือว่าเป็นที่น่าพอใจ” คุณวรเดช กล่าว …

Uncategorized
แนะเคล็ดลับ ผลิต “มะนาวนอกฤดู” โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซลและวิธีการควั่นกิ่ง

เผยแพร่วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ.2560 ใครๆ ก็รู้ว่า มะนาวนอกฤดู ขายได้ราคาดีกว่ามะนาวตามฤดูกาล เกษตรกรจำนวนมากจึงมุ่งเป้าผลิตมะนาวนอกฤดู ในวงบ่อซีเมนต์ ซึ่งจะได้ผลดีมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการปลูกดูแลของเกษตรกรแต่ละราย ดร.วินัย วิริยะอลงกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้แนะเทคนิค “ การบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู “ โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซลและวิธีการควั่นกิ่ง หากใครสนใจเทคนิคนี้ สามารถนำไปปฎิบัติได้ไม่ยาก เริ่มจากบำรุงต้นมะนาวให้มีความสมบูรณ์เต็มที่เสียก่อน เพราะสารแพคโคลบิวทราโซลมีคุณสมบัติยับยั้งการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน เมื่อมะนาวมีการสร้างฮฮร์โมนฯ น้อยก็จะเกิดการสะสมอาหารมากขึ้น มีการแตกใบอ่อนน้อยลง การใช้สารแพคโคลบิวทราโซลอย่างมีประสิทธิภาพ มีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ปลิดผลเล็กๆ ออก โดยการตัดแต่งกิ่ง ถ้ามีผลให้เหลือเฉพาะผลใหญ่ไว้รอจำหน่าย ส่วนผลเล็กๆ ให้เอาออกให้หมด ตัดแต่งกิ่งโดยตัดปลายยอดออก และกิ่งที่อยู่ตรงกลางทรงพุ่มและโคนต้นออกให้หมด ผลที่เหลืออยู่นี้อาจไว้ขายหรือเก็บไว้ใช้บ้างในครัวเรือน ให้ปุ๋ยสูตร 15-0-0 อัตรา ต้นละ 300 กรัม และปุ๋ยคอก …