พัฒนาตัวเอง

“สินค้าไม่ได้มาตรฐาน”ปัญหาธุรกิจสำคัญของทุกชุมชน แนะใช้ “ธรรมศาสตร์โมเดล” ลองแก้ดู

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2560 “ธรรมศาสตร์โมเดล” เป็นโครงการธุรกิจเพื่อชุมชน ส่วนหนึ่งของหลักสูตรบริหารควบปริญญาตรี-โท ทางบัญชีและบริหารธุรกิจของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ทุกคนต้องเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ พร้อมใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนต่างๆ พร้อมไปกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการแบ่งปันและเปลี่ยนความรู้เป็นการปฏิบัติจริง เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อมีความรู้ต้องแบ่งปันและทำประโยชน์ให้สังคมและใช้เครื่องมือเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ เดินหน้าได้ตามแนวทางรัฐสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่า “ธรรมศาสตร์โมเดล” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดและความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษา ที่จะทำหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพื่อลงไปวิเคราะห์ปัญหา และหาทางออก ช่วยกันแก้ไขให้ชุมชนนั้นสามารถพัฒนาสินค้าหรือแบรนด์ จนสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืนภายในระยะเวลา 4 เดือน (1 ภาคการเรียนการสอน) ร่วมกับคนในชุมชน ที่จะทำงานไปด้วยกัน, ภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องเงินทุน และความร่วมมือแบบพันธมิตรธุรกิจ และภาคราชการ ทั้งในระดับส่วนกลางและภูมิภาคที่เข้ามาช่วยดูแลและผลักดันคนในชุมชน สร้างความร่วมมือภายในชุมชน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมา 10 ปีแล้ว นักศึกษาลงพื้นที่ไปทำงานกับชุมชนหลากหลายจังหวัดและทำงานกันอย่างต่อเนื่องมาตลอดในหลายพื้นที่ …

พัฒนาตัวเอง

ชีวิตนี้ใช้ยังไงให้คุ้มค่า บัตรเครดิต…ก็เช่นกัน!! แนะเทคนิคใช้ยังไงให้คุ้ม

ผู้เขียนป้านะยะเผยแพร่วันพฤหัสที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2560 กลายเป็นปกติไปแล้ว เมื่อไปทานอาหารที่ร้านเสร็จ แล้วเรียกพนักงานเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับคำถามแบบไม่ต้องเหนียมอายใครว่า มีบัตรอะไรได้ส่วนลดบ้าง และหากบัตรเครดิตใบไหนให้ส่วนลด พฤติกรรมโดยทั่วไปเราก็จะหยิบบัตรใบนั้นขึ้นมาใช้รูดชำระเงินทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะต้องถามหาจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่าใครมีบัตรใบดังกล่าวบ้าง แหม! ก็ส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ คำนวณดูแล้วก็มิใช่น้อย เพื่อนที่มีบัตรเครดิตใบนั้นก็น่าจะยินดีที่จะให้รูด (ถ้าเพื่อนๆ ที่ไปทานข้าวกันพอไว้ใจกันได้และวงเงินไม่เต็มไปเสียก่อน) เพราะเมื่อเพื่อนๆ จ่ายเงินสดคืนให้เราแล้ว คนรูดยังได้คะแนนสะสมเข้าบัตรไปอีกเต็มๆ แบบไม่ต้องแบ่งใคร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย คนไทยมีค่าเฉลี่ยในการถือบัตรเครดิตประมาณคนละ 2-3 ใบ นี่คือค่าเฉลี่ย บางคนมีมากถึง 10 ใบ ดังนั้น ก็ใช้วนไปค่ะ บัตรไหนให้ส่วนลดก็หยิบบัตรนั้นขึ้นมาใช้บ่อยหน่อย ตรงนี้เองก็ขึ้นอยู่กับแผนการตลาดของธนาคารแต่ละค่ายที่ใครจะเก่งกว่าในการเกี่ยวยอดใช้จ่ายผ่านด้วยการมีโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดกว่า มุกโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุด ก็เห็นจะเป็นส่วนลดที่ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ลูกค้าน่าจะชอบที่สุด แต่การแบกรับส่วนลดที่ว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันระหว่างร้านค้ากับธนาคารผู้ออกบัตรว่า ใครจะช่วยกันรับไปอย่างไร แต่ปัจจุบันความคิดสร้างสรรค์ในการสรรหาโปรโมชั่นมีความซับซ้อนขึ้น ส่วนลดที่ได้อาจต้องใช้คะแนนสะสมที่มีอยู่ในบัตรด้วย ตรงนี้เองลูกค้าต้องใช้ความรู้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์เบื้องต้นมาคิดคำนวณกันนิดหน่อย เช่น ทุก 1,000 …

พัฒนาตัวเอง

แนะรู้จักคน 4 กลุ่ม ทำความรู้จัก เพื่อแยกแยะ “ใครคือลูกค้าของเรา”

ผู้เขียนพลชัย เพชรปลอดเผยแพร่วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 คนที่ทำธุรกิจขนาดย่อมมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าถูกถามว่าใครคือลูกค้าของคุณ คำตอบพรั่งพรูครับ “เยอะแยะ…ใครก็ได้ที่ซื้อ” บางทีก็ตามมาด้วยชื่อคนโน้นคนนี้ ถ้าถามคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจว่า เล็งไว้หรือยังว่าใครคือลูกค้า “คนที่มีกำลังซื้อ…คนระดับกลางถึงบน…วัยรุ่น…” ถ้าคำตอบแบบนี้อาจจะกว้างเกินไป สำหรับคำถามว่าใครคือลูกค้า เวลาพูดถึงเรื่องของลูกค้า นักการตลาดมีการแบ่งยิบย่อย เกี่ยวกับนิยามของความเป็นลูกค้าไว้หลายอย่าง แต่ผมอยากกล่าวถึงสัก 4 อย่าง ให้เราเก็บเอาไว้พิจารณาเวลาทำธุรกิจ อย่างแรก “ลูกค้าเป้าหมาย” เวลาถูกถามตอนที่เริ่มทำธุรกิจ หรือกำลังจะทำธุรกิจ คนถามมักถามถึงสิ่งนี้ครับ “ลูกค้าเป้าหมาย” ชื่อชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นเพียงแค่ “เป้าหมาย” ยังไม่ใช่ของจริง ลูกค้าเป้าหมาย คือ คนที่เราคิดว่าอยากจะคบค้าด้วย อยากขายของให้เขา อยากให้เขามาซื้อของเรา อยากให้เขาเป็นลูกค้าประจำกันไปแสนนาน แต่ในชีวิตจริง…บางที เขาไม่เคยชายตาแลซะด้วยซ้ำ…ช้ำจริงๆ ลูกค้าเป้าหมาย มาจากการประมวลความคิด ความเหมาะสมทั้งหมดทั้งมวลว่า ทั้งสินค้า ทั้งราคา ทั้งวิธีหาช่องทางเข้าถึง ทั้งวิธีกระตุ้นการซื้อของเรา เหมาะสมกับพวกเขาอย่างแน่นอน เหมือนกับการยิงปืนครับ กระสุนพุ่งตรงไปได้จุดเดียว …

พัฒนาตัวเอง

ทำเกษตรต้องรู้กฎธรรมชาติ รักในอาชีพ ขยัน-อดทน ไม่เพียงทำตามกระแส จะทำได้อย่างไร?

ผู้เขียนสาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่องเผยแพร่วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ.2560 มีโอกาสเจอญาติที่ไปทำร้านอาหารอยู่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวป้าฝั่งแม่ของผม หลังเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย เธอสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย จนไปพบรักกับเพื่อนนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่นั่น หลังเรียนจบเธอแต่งงาน และตระเวนทำงานในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เมืองไทย, จีน และสหรัฐอเมริกา กระทั่งตอนหลังเธอตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลครอบครัว และลูกสาว 3 คนอยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของสามี ตอนนั้นเธอสังเกตเห็นว่าอาหารไทยเริ่มเป็นที่นิยมในยุโรป โดยเฉพาะเมืองที่เธออยู่ เธอจึงเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพียง 1 ร้าน ปัจจุบันเธอขยายสาขาเพิ่มอีกจนมี 2 ร้าน ส่วนสามีก็บินไปมาระหว่างเอเชีย ยุโรป และเมืองไทย โดยคิดว่าวันหนึ่งคงกลับไปช่วยภรรยาทำร้านอาหารไทยที่บ้านเกิด ช่วงที่กลับมาเมืองไทย ผมถามเธอว่าไม่คิดจะกลับบ้าน เพื่อทำธุรกิจอะไรที่นี่บ้างเหรอ เพราะพ่อ และแม่ของเธอพอมีที่มีทางอยู่บ้าง แถบชานเมืองเพชรบุรี เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของเธอเป็นเกษตรกร มีเรือกสวนไร่นาอยู่บ้าง อีกอย่างเธอเอง และพี่น้องของเธอก็เคยช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาก่อน จึงพอรู้ขั้นตอนอยู่บ้างว่าถ้าจะมาทำการเกษตรต้องทำอะไรบ้าง ยิ่งเดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่หลายคนหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันค่อนข้างมาก บางคนจบปริญญาเอกก็มาเป็นชาวนา …

พัฒนาตัวเอง

แนะเทคนิค สร้างการตลาดแบบเติม “ความสุข” กลยุทธ์ออกแบบได้

ผู้เขียนพลชัย เพชรปลอดเผยแพร่วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2560 เรื่องโดย : พลชัย เพชรปลอด ในสมัยก่อน เรามีความเชื่อกันว่า การขายสินค้า แปลว่ามี “สินค้า” เป็นของสำคัญหลักที่จะขาย ถ้ามีบริการตามมาด้วย ถือเป็นส่วนเสริมคนยุคนี้โหยหาความสุขมากขึ้น แต่กลับค้นพบได้น้อยลง ดังนั้น ใครสามารถมอบความสุขให้ได้ เขาผู้นั้นจะกลายเป็นผู้สร้างผลิตภัณฑ์อันโดนใจ แต่ปัจจุบัน นักการตลาดเริ่มมองว่าทุกสรรพสิ่งที่ค้าขายกัน ทุกอย่างเป็น “บริการ” คือมีสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ลูกค้าต้องการ เป็นของสำคัญหลักที่เสนอขาย ขณะที่สินค้าที่จับต้องได้กลายเป็นส่วนเสริม ฟังแล้วออกจะงงๆ หน่อยนะครับ เพราะฟังดูเป็นนามธรรมเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น การซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย เราไม่ได้ซื้อ “อาหาร” ซึ่งเป็นสินค้าที่จับต้องได้ แต่เราซื้อ “ความเร่งด่วน” สิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ลูกค้าต้องการ (มาก) การที่นักการตลาดจำนวนหนึ่งเชื่อแนวคิดนี้ จึงทำให้การหา “จุดขาย” เชิงนามธรรม เชิงอารมณ์ เชิงความต้องการแฝง กลายเป็นสิ่งที่คนขายต้องพยายามสร้างให้เกิดขึ้น เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าทั้งหลายอยากเลือกซื้อสินค้าของเรา สังเกตจากสินค้าในชีวิตประจำวัน อย่าง …

พัฒนาตัวเอง

แนะ7 ข้อ เคล็ดลับความสำเร็จ ของฟรีแลนซ์ ที่ต้องปฏิบัติ

ผู้เขียนพลชัย เพชรปลอดเผยแพร่วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2560 คนรุ่นใหม่นิยมเป็นฟรีแลนซ์มากกว่าเป็นลูกจ้าง แต่อย่าริอ่านหาญกล้าเป็นฟรีแลนซ์ ถ้ายังไม่สามารถทำตามเคล็ดลับ 7 ข้อนี้ได้ เคล็ดลับ ที่ไม่ลับนี้ ผมได้มาจากการประมวลความต้องการของคนที่เคยใช้บริการฟรีแลนซ์ และคนที่อยากใช้บริการฟรีแลนซ์ ซึ่งก็ตอบคล้ายๆ กัน จนสามารถประมวลออกมาได้ 7 ข้อ ใครที่คิดเป็นฟรีแลนซ์ควรสังวร และถามตัวเองก่อนว่า พร้อมหรือเปล่า เหตุเริ่มต้นมาจากรุ่นน้องคนหนึ่งที่จ้างช่างภาพอิสระ ถ่ายรูปงานรับปริญญาให้ ดูหน่วยก้านจากอุปกรณ์ ก็พอทำให้คนจ้างอุ่นใจได้ว่าจ้างไม่ผิดคน งานเสร็จปุ๊บ คนจ้างก็ใจดี จ่ายเงินให้หมดตามตกลงกัน หลังจากนั้นก็ตั้งตารอดูรูปรับปริญญา หมายจะโพสต์เฟซบุ๊กอวดเพื่อนให้หนำใจ ผ่านไปเดือนเศษ ไม่มีวี่แววว่าจะได้รูป ติดตามถามไถ่ ได้แต่คำตอบว่า “กำลังแต่งรูป” หรือไม่ก็ “ช่วงนี้งานเข้า” ตามมาด้วยคำขอโทษ และขอผัดผ่อนเวลานัดหมาย เจอแบบนี้เข้าไป ผมว่าคนจ้าง “เซ็ง” ยิ่งกว่า “เซ็งเป็ด” ฟรีแลนซ์พวกนี้ควรประณามครับ ทำให้คนอื่นๆ ที่เป็นคนรับผิดชอบ เป็นฟรีแลนซ์ที่ดี พลอยมัวหมองไปด้วย …

พัฒนาตัวเอง

แนะทริกให้กับคนรุ่นใหม่ จะเริ่มต้นทำธุรกิจ ต้องทำอย่างไร?

ผู้เขียนวัชรี ภูรักษาเผยแพร่วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ.2560 ปัจจุบันนี้ คนยุคใหม่มีความสนใจในการทำธุรกิจ และต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น วันนี้เส้นทางเศรษฐีจึงมีเทคนิคดีๆ จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ดวงใจ บอกว่า คนยุคนี้ถ้าจะเริ่มต้นทำธุรกิจจะทำอย่างไรนั้น มีเรื่องที่ต้องคำนึงถึง 4 ข้อคือ 1.ต้องรู้จักสินค้า ลักษณะเด่น จุดแข็งของสินค้าที่จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้คืออะไร ต้องชัดเจน 2.การรู้จักกลุ่มเป้าหมาย ว่าเราต้องการขายสินค้าไปให้ใคร รสนิยมของกลุ่มนี้เป็นอย่างไร 3.สินค้าที่เรามี จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้า กลุ่มนั้นได้อย่างไร 4.คนกลุ่มนี้รับสื่อ รูปแบบไหน เราชอบการรับสารแบบใด เมื่อตอบ 4 ข้อข้างต้นนี้ได้ คำแนะนำต่อมาสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากทำธุรกิจ เป็นการเตรียมตัวให้กับตัวเอง ดร.ดวงใจ บอกว่า ง่ายๆ เลย คือ 1.เริ่มต้นทำจากสิ่งที่ชอบ เพราะสิ่งที่ชอบจะทำให้เกิดความอยากทำและรักที่จะได้ทำสิ่งนั้น และเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องดูว่าความชอบของเราคืออะไร ถนัดแบบไหน …

พัฒนาตัวเอง

6 คำ ที่ทำให้ชีวิตไม่ก้าวไปข้างหน้า หยุดใช้มันซะ

ผู้เขียนคอลัมน์ Pawoot.com โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุเผยแพร่วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ.2560 คุณจะเชื่อมั้ยว่า “ทุกอย่างเป็นได้เสมอ” หากคุณ “เชื่อ” ว่ามันทำได้ และคุณรู้ไหมว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งคุณเอาไว้ และทำให้คุณ “ทำอะไรไม่ได้” คำตอบง่าย ๆ ก็คือ “ตัวคุณ” นั่นแหละ ตัวคุณเองแหละที่เป็นสิ่งที่รั้ง และทำให้บางอย่างไม่สามารถทำได้ เพราะเพียงแค่ “คำบางคำ” ที่คุณได้พูดมันออกมา โดยที่คุณ “ไม่รู้ตัว” เมื่อใดก็ตาม คุณพูดคำเหล่านี้ออกมา สมองคุณจะสั่งการ และทำตามคำพูดเหล่านั้นทันที เช่น โห งานนี้ “ยาก” ว่ะ เฮ้ย มัน “เป็นไปไม่ได้” เลยนะ สำหรับการทำงานนี้ “ทำไม่ได้หรออกกกกกก” งานนี้ “ท้อ” จังโว้ยยยย เมื่อคุณพูดคำเหล่านี้ออกมา 1.”ทำไม่ได้”-มันจะปิดทุกความเป็นไปได้ทันที 2.”เป็นไปไม่ได้”-มันจะหยุดทุกโอกาสทันที …

พัฒนาตัวเอง

ไขคำตอบ คนเจนวาย รังเกียจงานออฟฟิศจริงหรือ? แนวโน้มอาชีพคนกลุ่มนี้คืออะไร?

ผู้เขียนเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้านเผยแพร่วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2560 “เจนวาย” คำนี้ มาจากวิชาประชากรศาสตร์ ซึ่งอยู่ในสาขาของวิชาสังคมศาสตร์ โดยคนในกลุ่มนี้ เกิดระหว่าง พ.ศ.2523-2543 และเติบโตมากับเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคที่มีอินเตอร์เน็ตแพร่หลายแล้ว ปัจจุบัน หลายคนพูดถึง คนในกลุ่มเจนวาย ว่าเป็นกลุ่มคนที่รักอิสระเสรี ปรารถนาธุรกิจส่วนตัว ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร นับเป็นข้อสังเกตที่เป็นการพูดต่อๆกัน ประเด็นดังกล่าว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ คุณสมประสงค์ บุญยะชัย กรรมการบริษัทอินทัชโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้บริหารการจัดการองค์กรขนาดใหญ่มาอย่างยาวนาน เปิดเผยว่า “จริงๆแล้ว คนเจนวาย เค้าไม่ได้ รังเกียจงานออฟฟิศ จากการสังเกตของผม เค้าเติบโตขึ้นมาแตกต่างจาก คนในยุคเบบี้บูม ( คนที่เกิดในปี 2489-2507) ซึ่งเป็นยุคสงคราม แร้นแค้น มีบุคคลิกที่ประหยัดมัธยัสถ์ แสวงหาความมั่นคง แต่คนเจนวายมีอิสระมากกว่า มีความสะดวกสบาย ดังนั้นการทำงานหรือเลือกอาชีพก็ต้องการความอิสระ ไม่ยึดติดในกรอบ อยากทำอะไรด้วยตัวเอง” คุณสมประสงค์ …

พัฒนาตัวเอง

“อนันต์ อัศวโภคิน” เผยหลักคิด “ให้” ก่อน “รับ” ถึงได้รวย

ผู้เขียนสาโรจน์ มณีรัตน์เผยแพร่วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2560 หาก “รายได้” คือเป้าหมายของการทำธุรกิจ “กำไร” จึงกลายเป็นผลที่ต้องได้รับ แต่จะมีสักกี่คนเลือกมองข้ามสิ่งนี้ไปก่อน “อนันต์ อัศวโภคิน” คือหนึ่งในผู้คิดต่าง เขาเลือก “ให้ ก่อน รับ” และคำตอบของความคิดแบบนี้ นำมาซึ่งความ “รวย” ทุกครั้งที่ “อนันต์ อัศวโภคิน” บอสใหญ่ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธุรกิจในเครือรุกจะทำธุรกิจอะไรเป็นน่าจับตามองทั้งสิ้น เหมือนอย่างสมัยก่อนที่เขาปล่อยแนวคิดบ้านพร้อมอยู่ออกมา ใครๆ ในวงการอสังหาริมทรัพย์ต่างงงกันว่าเขาจะมาไม้ไหน เพราะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สมัยก่อนเขาจะขายกระดาษเพื่อเอาเงินสดใส่กระเป๋าก่อน แล้วถึงจะเริ่มก่อสร้างโครงการ แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขาเชื่อว่าคนที่ซื้อบ้านต้องอยากเห็นบ้าน อยากจับต้องวัสดุ และอยากเห็นของจริงทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้าน เพราะบ้านราคาไม่ใช่ถูก แถมยังต้องอยู่กันทั้งชีวิต เขาจึงตอบสนองลูกบ้านด้วยการให้ผู้ซื้อ เพียงแค่ยกกระเป๋าเดินทางเข้ามาก็สามารถอยู่ได้เลย จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของลูกค้าเมื่อหลายสิบปีก่อน กระทั่งเขามีความคิดในการทำธุรกิจค้าปลีกอสังหาริมทรัพย์ในเทอร์มินอล 21 อโศก ซึ่งหลักคิดของเขาบอกว่าที่นี่จะไม่มีห้างสรรพสินค้า แต่จะมีร้านค้าของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) กว่า 700 ราย …